ใกล้ถึงวันแม่(3)

seangja

วันนี้พ่อเด็กมาโรงพยาบาลแม้ว่าจะมาเกือบ10โมงเช้าแต่ก็ยังนับว่าดีกว่าที่เขาจะไม่ยอมมาเลย....เมื่อได้รับแจ้งจากตึกว่าพ่อเด็กพาเด็กมาถึงแล้ว...ฉันนัดหมายให้พ่อเด็กและเด็กไปพบกับกุมารแพทย์..พ่อเด็กในช่วงตอนเช้านี้บางครั้งก็ดูเหมือนเขาจะยินยอมให้ลูกไปพักชั่วคราวที่ศูนย์แต่บางครั้งก็ไม่อยากให้ลูกจากไป ไม่เชื่อมั่นว่าใครจะดูแลลูกของเขาได้...โชคดีที่ว่าวันนี้เรามีเด็กๆที่มาจากบ้านที่ศูนย์ที่เราจะส่งเด็กไปอยู่มารอตรวจที่รพ.....เด็กก็ดูจะเข้ากันได้ดีทีเดียว...พ่อเด็กเร่งเวลาบอกอยากให้เสร็จก่อนบ่ายโมงเพราะเขาต้องการจะกลับไปเข้าทำงานให้ทัน...ฉันต่อรองว่าจะพยายาม...ประสานงานและได้รับความร่วมมือจากส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นคุณหมอ,พยาบาลตึก,เภสัชกร,โรงรถ..ทำเวลาให้จนเสร็จตอนเวลา12.30น.พอดีให้พ่อเด็กกินข้าวและเอาขนมไปฝากผู้ป่วย/แม่เด็กก่อนที่จะนั่งรถของโรงพยาบาลไปส่งเด็กที่ศูนย์ถึงศนย์เกือบๆ13.15น.วันนี้โชคดีเจอคุณพ่อไมเออร์ท่านเมตตาและคงจะสังเกตอาการของพ่อเด็กออกว่าไม่ค่อยปกตินักท่านก็ไม่ว่าอะไรบอกว่าที่นี่ยินดีให้ความช่วยเหลือ มีคุณแตน คุณชุติมานักสังคมฯของศูนย์สอบถามประวัติและตรวจสอบเอกสาร ซึ่งพ่อก็เริ่มที่จะแสดงอาการ/ท่าทีแปลกๆขึ้นมา...แตนแอบมาถามกับฉันว่า"พ่อเด็กเขาดูแปลกๆนะ..ฉันก็เลยต้องสรุปประวัติย่อๆให้ฟังเขาก็เข้าใจและเริ่มหาหนทางว่าเราจะทำให้พ่อเด็กลดอาการสับสนและตีโพยตีพายลงได้อย่างไร..ส่วนเจ้าตัวเล็ก(เด็ก)เมื่อมาที่ศูนย์เห็นมีที่เล่นมีเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนรวมถึงแม่ที่ใจดีที่เข้ามาทักทายเขาก็เริ่มสนุก...คนที่ร้องไห้และดูหงุดหงิดกลับกลายเป็นพ่อ...เขาเริ่มต้นโทษฉันว่าหลอกลวงเขาให้เอาลูกมาทิ้ง...เขาดูสับสนมากขึ้นและเหมือนกับว่าลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้เขาเคยได้พูดขอบคุณและชื่นชมที่เราได้ให้ความช่วยเหลือแก่เขาและครอบครัวไว้อย่างไร...เราพยายามประคับประคองและให้เวลาอยู่กับเขานานกว่า1.30ชั่วโมง สุดท้ายเขาบอกว่าเขาตกลงจะกลับไปตอกบัตรที่ที่ทำงานเราไม่ต้องเป็นห่วงแต่เราก็ส่งต่อและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางเตรียมไว้ให้เขาก่อนที่จะออกมาจากศูนย์

มาถึงที่โรงพยาบาล16.15ฉันเข้าไปแจ้งข่าวให้แม่เด็กรับรู้แม่เด็กมีท่าทีโล่งใจแต่ในใจฉันไม่ค่อยโล่งซะทีเดียวนักมีสายเรียกให้โทรกลับจากนักสังคมที่ศูนย์บอกว่าพ่อเด็กยังอยู่และดูวุ่นวายจะพยายามเอาเด็กออกจากศูนย์ให้ได้...จะจัดการอย่างไร...ฉันถามว่าดูแล้วจะปลอดภัยไหมถ้าเราจะยอมตามใจพ่อเด็ก...นักสังคมฯที่ศูนย์ก็บอกทันทีว่าแย่แน่ๆแต่ตามกฏหมายแล้วเราแทบจะไม่มีสิทธิ์ห้ามไม่ให้พ่อเด็กเอาออกจากศูนย์ได้เลย..คิดหาวิธีที่ทำอย่างไรจะค่อยสงบพ่อเด็กได้ ฉันให้เบอร์ห้องผู้ป่วย(แม่เด็ก)บอกว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะให้เขาสามี-ภรรยาคุยกัน...หลังจากนั้นสักครู่ใหญ่ฉันก็ตามผล พบว่า พ่อเด็กลดความวุ่นวายลงแต่ก็ยังพยายามที่จะเตร่ไปเตร่มาอยู่แต่เขาเริ่มยอมรับว่าคืนนี้เด็กจะต้องอยู๋ในการดูแลที่ศูนย์แต่เขาสามารถมาหาลูกได้แต่จะนำลูกออกไปจากศูนย์โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่รับรู้หรือยินยอมไม่ได้

18.05น.คุณแตนโทรมาบอกว่าพ่อเด็กเดินทางกลับที่ทำงานแล้ว...พรุ่งนี้เราค่อยตามเรื่องกันต่อ...ฉันโทรศัพท์แจ้งข่าวคืบหน้าสั้นๆให้แม่เด็กรับรู้ซึ่งแม่เด็กก็เข้าใจว่าเราพยายามที่จะทำ/ช่วยเหลือแก่เขาเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แบ่งปันและสมดุล

คำสำคัญ (Tags)#บทเรียน#ความวิตกกังวลของผู้ดูแลผู้ป่วย#การแทรกแซงครอบครัว#ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา#สายสัมพันธ์ครอบครัว

หมายเลขบันทึก: 118139, เขียน: 08 Aug 2007 @ 20:18 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 19:49 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)