หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1-4 มกราคม 2549 ให้ข้อคิดเกี่ยวกับคนไทยที่น่าสนใจมาก ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้...

  • ภาษาอังกฤษอ่อนลง:
    วัยรุ่นไทยมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษต่ำลง ผลสอบของนักเรียนชั้นป.6, ม.3 และม.6 มีคะแนนสอบต่ำกว่าร้อยละ 50 และมีแนวโน้มที่จะสอบได้คะแนนน้อยลงเรื่อยๆ ผู้เขียนเห็นนิสิตนักศึกษาแปลวารสารต่างประเทศแล้วรู้สึกเห็นใจว่า อังกฤษอ่อนจริง เพราะมีลายแทงขีดเส้นใต้ เปิดศัพท์แปลอังกฤษเป็นไทยมากถึงบรรทัดละ 3 คำ สอบถามจากนิสิตนักศึกษาปริญญาโทส่วนใหญ่พบว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในการเรียนต่อคือ การอ่านตำราภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยที่ต้องการยกระดับการศึกษาน่าจะหาทางแก้ปัญหานี้ให้ได้ คนรุ่นใหม่จึงจะแข่งขันในระดับนานาชาติได้ ผู้เขียนไปทำบุญที่อินเดีย เนปาล พม่า คนชาติอื่นต่างก็มีความสามารถทางภาษาอังกฤษดีกว่าคนไทยทั้งนั้น โดยเฉพาะพม่าเพื่อนบ้านของเรานี่เก่งอังกฤษตั้งแต่เด็กเลย ประเทศไทยนำเข้าแรงงานพม่ามานับล้านคนแล้ว น่าจะนำเข้าครูบาอาจารย์พม่ามาสอนภาษาอังกฤษสักหมื่นคน
  • รูปแบบความยากจน:
    รูปแบบความยากจนเปลี่ยนไปจาก “ไม่มีกิน” เป็น “มีไม่พอ(อยาก)” สัดส่วนคนจนเมืองลดลงจากร้อยละ 8.7 ในปี 2543 เหลือร้อยละ 4.9 ในปี 2547 แต่หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 60 % ของรายได้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
  • เกษียณอย่างไรจึงมีพอใช้:
    อาจารย์ภารณี วัฒนา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต(สศช.)กล่าวว่า ถ้าพิจารณาคนไทยที่จบปริญญาตรี เริ่มทำงานเมื่ออายุ 25 ปี เริ่มต้นเงินเดือน 8,000 บาท ปรับรายได้เพิ่มปีละ 5 % จนเกษียณ มีชีวิตหลังเกษียณ 20 ปี และตายเมื่ออายุ 80 ปี จะต้องมีเงินออมอย่างน้อย 4 ล้านบาท เรื่องนี้อ่านแล้วก็รู้สึกเห็นใจคนไทย เพราะคนที่จะมีเงินเก็บถึง 4 ล้านบาทนี่คงจะ “ไม่ธรรมดา” เลย ใครเก็บเงินได้ขนาดนี้ก็ขอแสดงความยินดี(มุทิตา)ด้วยนะครับ ใครที่เก็บไม่ได้ก็ปลูกพืชผักสวนครัวไว้ให้มาก จะได้ประหยัดค่าอาหาร อย่ากินเหล้า งานเลี้ยงระดับชาวบ้านนี่ค่าเหล้าประมาณ ½ ของค่าอาหารทั้งหมด ถ้างดได้จะประหยัดไปได้มาก ออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้ประหยัดค่าหยูกค่ายา ถึงแม้เขาจะมีโครงการรักษาฟรี แต่ค่ารถไปโรงพยาบาลไม่ฟรีนะครับ รักษาสุขภาพกันหน่อย...

    แหล่งข้อมูล:

    • ขอขอบคุณ > ภาพเปราะบางชีวิตไทยสุดยอด “หมุนหนี้” สวนเป้าหมาย “เกษียณมีเงินออม 4 ล้าน”. ฐานเศรษฐกิจ. 1-4 มกราคม 2549. หน้า 6.
    • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ศูนย์มะเร็งลำปาง จัดทำ > ๙ มกราคม ๒๕๔๙.