ความแตกต่างเช่นนี้ จึงทำให้ระบบคิดในการทำงานของนักวิชาการ เป็นความคิดต่างระดับกัน สื่อกันไม่ค่อยได้ และทำงานแยกกลุ่มกันทั้งๆที่ทำในเรื่องเดียวกัน

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากประสบการณ์การทำงานในระดับต่างๆ ของผม ทั้ง</p>  <ul style="margin-top: 0cm">

  • งานวิจัยในห้องปฏิบัติการ
  • งานวิจัยในห้องทดลอง
  • งานวิจัยในเรือนทดลอง
  • งานวิจัยในแปลงทดลองในสถาบัน
  • งานวิจัยทดลองในสถานีทดลอง และในแปลงของเกษตรกร
  • งานวิจัยทดลองในระดับระบบการทำฟาร์มของเกษตรกรรายย่อย
  • งานวิจัยในระดับครัวเรือน
  • งานวิจัยในระดับกลุ่มเกษตรกร
  • งานวิจัยระดับเครือข่ายเกษตรกร
  • งานวิจัยเชิงนโยบาย
  • </ul>ผมได้พบกับตัวผมเอง นักศึกษา และเพื่อนร่วมงาน ว่าอุปสรรคของการทำงานของนักวิชาการในระดับต่างๆ ที่ทำให้เกิดผลการทำงาน และระดับความสัมฤทธิ์ผลที่แตกต่างกัน   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมพบว่า ระดับความคิดของนักวิชาการนั้น อาจจะแยกได้เป็น ๓ ระดับ ดังนี้</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: red; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">ระดับความเป็นไปได้ (Possibility) </p><blockquote>

    ·         ที่เน้นการใช้ทฤษฎีต่างๆ นำทางในการทำงาน

    ·         ที่มีทางเลือกในการทำงานมากมายจนเลือกไม่ถูก และ 

    •          ไม่ทราบว่า งานใดสำคัญกว่างานใด

    ·         ไม่ทราบว่าอะไรควรมาก่อนหลัง

    • เคยมีการตัดสินโดยการจับสลาก

    </blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">ระดับความน่าจะเป็น (Probability)</p><p></p><blockquote><p>·         ที่เน้นการใช้ประสบการณ์ต่างๆทั้งของตนเองและผู้อื่น ทั้งโดยตรงและโดยการประเมินสถานการณ์ มาประมวลหาทิศทางการทำงาน</p></blockquote><blockquote>

    ·         มีกรอบงานชัดเจนขึ้น

    ·         แต่ก็ยังมีทางเลือกมากพอสมควร

    ·         อาจสามารถกำหนดลำดับความสำคัญในบางสถานการณ์ได้

    ·         แต่อีกหลายสถานการณ์ที่ไม่เคยชินจะตัดสินใจไม่ได้

    </blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">ระดับความเป็นจริง (Actual result) </p><p></p><blockquote>

    ·         ที่เน้นการใช้ผลเชิงประจักษ์เป็นตัวชี้นำและวัดผลในการทำงาน

    ·         สามารถจัดลำดับความสำคัญ ตามความจำเป็นที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละสถานการณ์ พร้อมเงื่อนไขการตัดสินใจ

    ·         มีทางเลือกที่สอดคล้องกับทรัพยากร และสถานการณ์ 

    </blockquote><p>เมื่อเรามีความแตกต่างเช่นนี้ จึงทำให้ระบบคิดในการทำงานของนักวิชาการ เป็นความคิดต่างระดับกัน สื่อกันไม่ค่อยได้ และเป็นสาเหตุหนึ่งในการทำงานแยกกลุ่มกันทั้งๆที่ทำในเรื่องเดียวกัน คล้ายๆกับการจัดการความรู้ ๔ ระดับ(http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/115704) ที่เคยกล่าวไว้แล้ว </p><p></p><p>ผมไม่แน่ใจว่าใครจะมีหน้าที่เชื่อมโยงความคิดเหล่านี้เข้าด้วยกัน ให้เกิดพลังในการพัฒนา </p><ul>

  • นักวิชาการ
  • ชุมชน
  • แหล่งทุน
  • นักพัฒนา หรือ
  • ฝ่ายแผนและนโยบาย
  • </ul><p>แต่ เท่าที่ผมคิดออกและกำลังทำอยู่  พบว่าแนวทางพัฒนาที่สำคัญก็คือ การใช้ KM ธรรมชาตินำทาง แนะให้ใช้ผลเชิงประจักษ์เป็นตัวชี้นำและวัดผลในการทำงาน ก็จะเปิดช่องให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน </p><p></p><p>ถ้า แม้นักวิชาการก็ยังร่วมทำงานกันไม่ได้ การทำงานกับชาวบ้านและชุมชนก็จะยิ่งมีช่องว่างกว้างกว่าแน่นอน  </p><p>แต่ก็อาจมีบทกลับที่ </p><p>ถ้านักวิชาการมาร่วมกันทำงานกับชุมชน เช่นในกรณีมหาชีวาลัยอีสาน </p><p>ก็อาจเป็นช่องทางให้นักวิชาการที่เปิดใจ มีความพร้อม เข้ามาทำงานร่วมกันจนเกิดพลังร่วม ที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน </p>