เพิ่มเป้าจีดีพีโต 4.1% ได้แรงหนุนส่งออก

เพิ่มเป้าจีดีพีโต 4.1% ได้แรงหนุนส่งออก
หอการค้าปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2550 โต 4.1% ได้แรงดันดี ส่งออกรุ่ง นาย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าว ว่า ศูนย์ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2550 เพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 4.1 หรือประมาณ 3.8- 4.3% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.8% หรือประมาณ 3.5-4.0% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลดีจากภาคการส่งออกสินค้าไทยในรูปเงินเหรียญสหรัฐ ที่ขยายตัวถึง 12.5% มากกว่าเดิมที่คาดว่า จะส่งออกไม่เกิน 10% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าในปีนี้ประมาณ 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของจีดีพี มากกว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1.9% ของจีดีพี เมื่อรวมรายได้จากการท่องเที่ยว ทำให้คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดไทยในปีนี้จะเกินดุล 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 6 พันล้าน-เหรียญสหรัฐ นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แม้ศูนย์จะประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังน่าห่วง เนื่องจากมีปัจจัยลบคือ เงินบาทแข็งค่า รัฐบาลจะต้องดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ 33.5-34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะหาก เงิน บาทแข็งค่าถึงระดับ 32.5-33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะเป็นแรงฉุดให้ภาคส่งออกขยายตัวลดลง และอาจทำให้จีดีพีในปีนี้ขยายต่ำกว่า 4% กรณีถ้าไม่มีปัญหาเงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว คาดว่าจีดีพีปีนี้จะโตได้ถึง 4.5% จึงเป็นปัจจัยที่รัฐบาลต้องระวัง   แม้ว่า ครม.จะมีมาตรการ 6 ข้อดูแลเงินบาท แต่ก็ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาระยะสั้นเท่านั้น สิ่งที่รัฐต้องเร่งคือมาตรการระยะกลางและยาว โดยเฉพาะการให้รัฐวิสาหกิจใช้หนี้ต่างประเทศคืนก่อนกำหนด รัฐบาลจะต้องประคับประคองค่าเงินบาทให้ดีเพื่อไม่ให้กระทบกับภาคส่งออก เพราะเศรษฐกิจปีนี้ต้อง พึ่งพาปัจจัยบวกจากภาคส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นหากดูแลการส่งออกได้และรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่อประมาณ 3 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันภายในครึ่งปีหลัง ประกอบกับการที่จะมีเม็ดเงินใช้จ่ายจากการเลือกตั้งปลายปี เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวขณะนี้ กลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4 นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการสำรวจผู้ประกอบการทั่วประเทศ 800 ราย ระหว่างวันที่ 19-24 ก.ค. เพื่อสอบถามสภาพธุรกิจไทยไตรมาส 2 และแนวโน้มนั้น พบว่า ผู้ประกอบการภาคเกษตรมีผลประกอบการแย่ลงมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรม บริการ และการค้า เป็นผลจากการที่ยอดขายและกำไรลดลง ธุรกิจภาพรวมส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า 1 บาท ทำให้ยอดขายลดลง 8.16% กำไรลดลง 9% และมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 10.46% แต่หากแยกเฉพาะธุรกิจส่งออก พบว่ายอดขายลดลง 11.04% กำไรลดลง 8.31% และต้นทุนเพิ่ม 10.67%  ข้อเสนอแนะที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐแก้มากสุดคือ จัดให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด แก้ค่าเงินบาท ปัญหาบ้านเมือง ความยากจน ท่องเที่ยว และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โพสต์ทูเดย์   ไทยโพสต์  สยามรัฐ  27  ก.ค.  50

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สรุปข่าวประจำวันของห้องสมุดกรมบัญชีกลาง



ความเห็น (0)