GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

โรงเรียนที่เปลี่ยนไป

     วันที่เลขาฯไปขอนอนบ้านกาสะลองเป็นวันอาทิตย์ นิกร อดีตตัวป่วนประจำบ้าน ที่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนว่าง่ายใช้คล่องอย่างไม่น่าเชื่อ ยังนั่งทำการบ้านอย่างขะมักเขม้น ส่วนคนอื่นทำเสร็จกันหมดแล้วตั้งแต่วันเสาร์

     เลขาฯลงนั่งช่วยสอนเลขให้นิกร แล้วก็พบความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

     จำได้ว่าสมัยเลขาฯยังเด็ก กระดาษสมุดมีเส้นตีเป็นตารางอย่างถี่ มีไว้ให้หัดเขียนหัดคัดลายมือให้ได้ขนาด โดยไม่ต้องเล็งกะเอาด้วยตา แบบฝึกหัดและการบ้านทุกอย่างทำในสมุดมีเส้นนี้ทั้งหมด

     นิกรไม่ได้ทำการบ้านใส่สมุด แต่ทำใส่กระดาษ A4 ที่เห็นทั่วไปตามร้านถ่ายเอกสาร ไม่มีเส้นบรรทัดแม้แต่เส้นเดียว มือซ้ายของนิกรถือไม้บรรทัดกดลงบนกระดาษแทนเส้นบรรทัดเพื่อให้เขียนได้ตรง มือขวาจับดินสอไว้มั่น ยามเขียนเลขแต่ละตัวดูต้องใช้พลังงานมากเหลือเกิน เพราะต้องใช้แรงกดทั้งมือซ้ายและขวา

     น้องจีดที่ดูแลเด็กๆบ้านกาสะลองเล่าว่า การบ้านของเด็กๆต้องทำใส่กระดาษ A4 อยู่บ่อยๆ และต้องเป็นกระดาษ A4 ที่ซื้อมาจากโรงเรียนด้วย

     เลขาฯเองก็เคยเห็นแฟ้มงานของเด็กๆที่ตั้งโชว์ไว้ในห้องในหลายๆโรงเรียน ทุกใบงานเป็นกระดาษ A4 บางแผ่นเป็นกระดาษที่ครูบรรจงทำเองแล้วถ่ายเอกสารมาให้นักเรียน (ทำให้กิจการถ่ายเอกสารเฟื่องฟูจนมีร้านเปิดข้างๆโรงเรียน) บางแผ่นเป็นภาพวาดฝีมือนักเรียน และอีกไม่น้อยที่เป็นการเขียนเรียงความ เรื่องเล่า หรือคิดคำนวณ

     เคยสังเกตเห็นว่า งานที่เด็กชั้นเล็กๆเขียนในกระดาษ A4 ลายมือมักจะกุดชนเส้นบรรทัดที่มองไม่เห็น คงจะใช้ไม้บรรทัดวางทาบแล้วเขียน ทำให้หลายครั้งตกสระอุ สระอู ไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากระดาษสมุดมีความผิดตรงไหน ถึงไม่สามารถเข้ามาร่วมในแฟ้มงานได้

     น้องจีดยังเล่าอีกว่า สำหรับเด็กมัธยม ที่โรงเรียนไม่มีอาหารกลางวันให้ จีดจะทำกับข้าวเผื่อทุกเช้าให้ห่อไปกินกลางวันที่โรงเรียน แต่คุณครูกลับดุว่าผิดระเบียบ ห้ามห่อข้าวมากิน ต้องซื้อจากร้านอาหารที่โรงเรียนจัดให้เท่านั้น

     ถึงตอนนี้เด็ก ม.1 สองคนของกาสะลองก็ยังห่อข้าวไปกิน แต่ต้องแอบหลบสายตาครูให้ดี

     เลขาฯยังคงเห็นภาพนักเรียนทางอีสาน ที่ห่อข้าวมากินที่โรงเรียนเป็นปกติทุกวัน นี่ไม่ใช่หรือ คือการประหยัดและอดออมที่แม้แต่รัฐบาลก็กลับมาพูดถึงอีกครั้งหนึ่ง

     แล้วทำไมเด็กๆถึงต้องแอบทำ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 11439
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

กระทรวงศึกษาธิการ    สพฐ.   สพท. ผู้รับผิดชอบ   และผู้บริหารสถานศึกษาน่าจะต้องสะดุ้งกับบัทึกนี้นะครับ

วิจารณ์

เด็กรุ่น ๆ นี้ อีก 60 ปีข้างหน้า คงต้องมีปัญหากระดูกสันหลังคดงอด้วย

เด็กข้างบ้านผม ต้องแบก-ลาก-จูง กระเป๋าหนักเท่าน้ำหนักตัวเป็นประจำ จะเกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างกระดูกที่ยังอ่อนขนาดนั้น ยังน่าคิดอยู่ นี่จะเป็นการทำให้เด็กมีการ"คดในข้อ งอในกระดูก" ตั้งแต่เด็กหรือไม่ ?

อีกเรื่องหนึ่งที่คงสำคัญไม่แพ้กันก็คือ "นักเรียนผู้ชายหายไปไหน ?"

ในระบบโรงเรียน จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้นักเรียนชายหายไปเรื่อย ๆ

อือม์...ไม่ใช่หมายถงการโดดเรียนนะครับ นั่นไม่นับ

จำนวนผู้ชายที่เรียนถึงมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้แทบไม่เหลือ นี่นับกันตามคำนำหน้าชื่อตามนิตินัยนะครับ ไม่ได้ใช้วิธีการที่น่าเชื่อถือตามพฤตินัยมาชี้วัด ที่ไหนมีอัตราส่วน หญิงสอง ชายหนึ่ง ได้ แทบต้องจัดฉลองใหญ่ ว่ามีผู้ชายมาเรียนมากผิดปรกติ

จะว่าสัดส่วนประชากรเปลี่ยน ก็ไม่ใช่ ตัวเลขยังใกล้ 50-50 อยู่ตลอด

ถ้ามองโลกในแง่ดี คงต้องบอกว่ากระแส feminist มาแรง เรียกร้องความเป็นธรรมให้เด็กผู้หญิงมีโอกาสการศึกษามากขึ้นนี๊ดนึง

ถ้าใครบอกแบบนั้น ผมขอประชดส่งไปเลยว่าออกกฎหมายห้ามเด็กผู้ชายเรียนไปเลยจะตรงไปตรงมากกว่า เป็นธรรมสุด ๆ

หรือถ้าจะมองว่า เด็กผู้ชายมันไม่รักดี ก็ว่ากันไป ก็สูตรสำเร็จมีไว้อ้าง !

แต่ผมกำลังสงสัยว่า "โครงสร้างการศึกษา ไม่เอื้อให้ผู้ชายสามารถหลุดรอดออกไปได้ ใช่หรือไม่ ?"

ยกตัวอย่าง ผมไปพลิกดูหนังสือคณิตศาสตร์ (เมื่อ 5 ปีก่อน ต้องอธิบายการบ้านหลาน) เรียนคณิตศาสตร์กันแบบท่องจำกัน เช่น 2+3 = 3+2 เพราะคุณสมบัติอะไร ? (ก็คงดี ถ้าจะให้นักศึกษามีพื้นฐาน abstract math สำหรับไปคำนวณ string theory แต่คงดูแปลก ๆ หากเป็นพื้นฐานการไปคำนวณบัญชีครัวเรือน) ซึ่งเป็นการใช้สมองซีกที่ผู้ชายไม่ถนัดอย่างแรง

ถ้าเป็นเช่นนั้น เด็กผู้ชายที่เก่งจริงส่วนหนึ่ง อาจเรียนไม่รอด และต้องหันไปเรียนสายอาชีพแทน ซึ่งดูเหมือนจะมีหลักฐานบ่งชี้ไม่น้อย ลองดูในผลงานประดิษฐ์ของนักเรียนช่างยุคนี้ ผมว่าโดดเด่นจนซีกมหาวิทยาลัยต้องหนาว ๆ ร้อน ๆ

 

รร.ต้องหารายได้ จากธุรกิจ ประมูลร้านอาหาร ส่วนแบ่ง ยอดขายน้ำอัดลม

รมต.ทั้งหลาย ดีแต่ประกาศนโยบาย รร.ส่งเสริมสุขภาพ  ทำไมไม่ประกาศ นโยบาย ห้ามขายน้ำอัดลม ในรร.  ผอ.คนไหนฝ่าฝืน ให้ผู้ปกครอง ถ่ายรูป หลักฐานส่ง สื่อมวลชน

ในวงการแพทย์โภชนาการ ผอ.รร.ได้เคยบอกเล่า เอาบุญไว้น่ะครับ  ส่วนแบ่งผลประโยชน์การขายน้ำอัดลม ปีละ เป็นแสน  ยอดขายจะเทาไร ใครจะโง่บอกห้ามขาย

เดี๋ยว บ.ขายน้ำอัดลม จะฟ้องศาลปกครอง เหมือน บ.บุหรี่ ร้องกฎห้ามโชว์

สังคมไทย  สีเทา มากขึ้น ๆๆ    บริโภคน้อย ไม่มีโทษ แต่คนขายจะพยายามยั่วให้คุณบริโภคให้มาก  มูลค่าโฆษณาต่อปี มากกว่า งบประมาณรณรงค์ให้ความรู้ หลายเท่า

 

รร.ต้องหารายได้ จากธุรกิจ ประมูลร้านอาหาร ส่วนแบ่ง ยอดขายน้ำอัดลม

รมต.ทั้งหลาย ดีแต่ประกาศนโยบาย รร.ส่งเสริมสุขภาพ  ทำไมไม่ประกาศ นโยบาย ห้ามขายน้ำอัดลม ในรร.  ผอ.คนไหนฝ่าฝืน ให้ผู้ปกครอง ถ่ายรูป หลักฐานส่ง สื่อมวลชน

ในวงการแพทย์โภชนาการ ผอ.รร.ได้เคยบอกเล่า เอาบุญไว้น่ะครับ  ส่วนแบ่งผลประโยชน์การขายน้ำอัดลม ปีละ เป็นแสน  ยอดขายจะเทาไร ใครจะโง่บอกห้ามขาย

เดี๋ยว บ.ขายน้ำอัดลม จะฟ้องศาลปกครอง เหมือน บ.บุหรี่ ร้องกฎห้ามโชว์

สังคมไทย  สีเทา มากขึ้น ๆๆ    บริโภคน้อย ไม่มีโทษ แต่คนขายจะพยายามยั่วให้คุณบริโภคให้มาก  มูลค่าโฆษณาต่อปี มากกว่า งบประมาณรณรงค์ให้ความรู้ หลายเท่า

 

พี่มุจ๊ะ ขอบคุณที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมา

1. เห็นด้วยกับที่เรามีสมุดนะ ตลกดี ขนาดมีเส้นเรายังเขียนไม่ตรง พอมาใช้กระดาษไม่มีเส้น แถมยังแพงกว่าและไม่มีระเบียบ เก็บมั่งหายมั่ง คงยุ่งกันใหญ่นะ

2. นึกถึงสมัยเราเด็กครูเราสอนตามตำรา แต่ที่เรียนพิเศษเป็นชีทนะ แต่เดี๋ยวนี้ที่โรงเรียนสอนเป็นชีท (ใบงาน) แผ่นๆ ส่วนที่เรียนพิเศษ เป็นเล่มๆ เช่น เดอะเบรน อะรไรเงี้ย ครูบางคนก็เลย เอาตำราของที่เรียนพิเศษมาสอนในห้องเรียน เฮ้อ จะงงกันใหญ่

3. ขอเซ็งเรื่องการสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยหน่อยนะ เด็ต้องสอบตรงเอง จนแทบไม่ได้ไปโรงเรียนกันแล้ว ไม่รู้ผู้รับผิดชอบมัวแต่เก็งจะโดยนายกฯ ไม่พอใจหรือไง

เอ๊ะมีข้อเสนอแนะว่า การเปลี่ยนแปลงบางครั้งก็ไม่ได้ดีขึ้น เมื่อไม่ดีขึ้นก็น่าจะลองกลับไปทบทวนเลือกใช้ของเดิมบ้างก็ได้มั๊ง พี่คิดว่าไง

ขอบคุณค่ะ

เอ๊ะ

 

รู้สึกว่าเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนจะมีคนข้องใจประเด็นย่อยๆแบบนี้เยอะนะคะ เลขาฯยังมีประสบการณ์เก่าๆที่จำได้ติดใจอีกเยอะ ไว้วันหลังจะเขียนลงบันทึกอีก ช่วงนี้อาจหายไปบ้าง เนื่องจากมีงานที่ต้องเขียนเยอะมาก

เห็นใจเด็กสมัยนี้มากค่ะ โดยเฉพาะรายงาน โครงงาน ที่บางครั้งเราได้ยินยังตกใจ เด็ก ป.3 มีการบ้านเขียน mind-map ถามว่า mind-map คืออะไร น้องตอบว่า คือการเขียนประโยคไว้ในเมฆ เมฆละหนึ่งประโยค แล้วโยงไปโยงมาหากัน  เฮ้อ! กลุ้ม!!

อยากให้การเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน ทุกครั้งคิดให้รอบคอบถึงสภาพความเป็นไปได้ ความเหมาะสมของนักเรียน อยากให้ยืดหยุ่นในเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ใช่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน

สุดท้ายจริงๆ คงอยากให้ทุกคนและทุกองค์กรสนใจมูลค่าของเงินให้น้อยลง แล้วไปสนใจคุณค่าของสิ่งที่ถูกที่ควรให้มากขึ้นเลขาฯเชื่อว่าทุกอย่างมีทางเลี่ยงไม่ต้องผ่านเงินก็ทำให้สำเร็จได้