ครูสอนอภิธรรม

ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้สอนวิชาอภิธรรมปิฏก แม้จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ ถนัดหรือไม่ถนัดก็ตาม แต่ผู้เขียนก็สอนวิชานี้มาเป็นปีที่สองแล้ว...

มจร. ในฐานะมหาวิทยาลัยสงฆ์ จะมีวิชาแก่นพระพุทธศาสนาแทรกเป็นยาดำอยู่ ๕๐ หน่วยกิต ไม่ว่าจะคณะหรือสาขาใดก็ตาม ซึ่งหนึ่งในวิชายาดำเหล่านี้ ก็คือ การศึกษาพระอภิธรรมปิฏก โดยหลักสูตรปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๒ วิชาย่อย คือ วิชาพระอภิธรรมปิฏก ๑ และ ๒ รวมแล้ว ๔ หน่วยกิต...

รายละเอียดการเรียนการสอนนั้น จะเป็นการศึกษาเชิงสำรวจพระอภิธรรมปิฏกเพื่อให้นิสิตรู้จักโครงสร้างพื้นฐาน และศึกษาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ ปรมัตถธรรม ๔ กล่าวคือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน...

พระไตรปิฏกฉบับสมบูรณ์ในยุคปัจจุบันแบ่งออกเป็นหนังสือ ๔๕ เล่ม (โดยถือเคล็ดว่า พระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรมวินัยอยู่ ๔๕ พรรษา ... ส่วนยุคเก่าเคยแบ่งออกเป็น ๘๐ เล่ม โดยถือเคล็ดว่า พระพุทธเจ้ามีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา)... เฉพาะพระอภิธรรมปิฏกแบ่งออกเป็น ๑๒ เล่ม และถ้านับเป็นคัมภีร์ก็จะได้ ๗ คัมภีร์...

พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์เหล่านี้ ในวิชาพระอภิธรรมปิฏก ๑ กำหนดให้เรียน ๔ คัมภีร์ กล่าวคือ สังคณี วิภังค์ ธาตุกถา และปุคคลบัญญัติ... ส่วนในวิชาพระอภิธรรมปิฏก ๒ กำหนดให้เรียน ๓ คัมภีร์ กล่าวคือ กถาวัตถุ ยมก และปัฎฐาน .... และปรมัตถธรรม ๔ นั้น ผู้เขียนกำหนดเองว่า ภาคแรกเรียน จิตและเจตสิก ... ส่วนภาคหลังเรียน รูปและนิพพาน...

...........

ในเมืองไทยมีการศึกษาพระอภิธรรมมานานแล้ว เฉพาะปัจจุบันการเรียนการสอนตามรูปแบบในปัจจุบัน มี ๙ ชั้น ถ้าเรียนโดยไม่ตกเลยก็ใช้เวลา ๗ ปี จึงจะจบ... การเรียนอภิธรรมตามรูปแบบนี้ ผู้เขียนไม่เคยเรียน เพียงแต่เคยอ่านหนังสือมาบ้างเท่านั้น.... แต่การเรียนบาลีนั้น ผู้เขียนก็เคยแปลเนื้อหาด้านอภิธรรมมาบ้าง ซึ่งรู้กันในบรรดานักเรียนบาลีว่า อภิธรรมยากที่สุด...

บรรดาสิ่งที่ยากที่สุดของการเรียนอภิธรรมนั้น เบื้องต้นก็คือ จะต้องอาศัยความจำมาก เช่น จิตโดยย่อมี ๘๙ (โดยพิสดารมี ๑๒๑) เจตสิกมี ๕๒ รูปมี ๒๘...

เฉพาะจิตแบ่งได้ ๙ นัย เช่น ตามโลกเภทนัยก็มี ๒ อย่าง กล่าวคือ โลกิยจิต โลกุตตรจิต ... ตามชาติเภทนัยก็มี ๔ อย่าง กล่าวคือ กุศลจิต อกุศลจิต วิปากจิต และกิริยาจิต... เป็นต้น ซึ่งผู้ที่คิดจะเรียนอภิธรรมตามรูปแบบนี้ ถ้าไม่แม่นจำในสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่อาจที่จะเข้าใจประเด็นที่ลุ่มลึก ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปได้...

.............

ยากประการต่อมาก็คือ ยากที่จะเข้าใจ เพราะโดยมากเป็นเรื่องนามธรรม โดยเฉพาะเรื่องวิถีจิตซึ่งว่าด้วยกระบวนการคิด การรับรู้ การสั่งสมอุปนิสัยต่างๆ ของคน เป็นต้น... 

ผู้เขียนเคยอ่านการตั้งข้อสงสัยของ เบอร์แทรนด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) ว่า... คนเราอาจได้ยินตั้งแต่ยังไม่ตื่น เช่น เสียงระฆัง หรือเสียงนาฬิกาปลุก... ครั้งแรกที่เราได้ยินนั้น เรายังหลับอยู่ แต่ต่อมาเราก็จะตื่นเพราะเสียงปลุกของระฆังหรือนาฬิกา ซึ่งการที่เรารู้สึกตัวตื่นแล้วได้ยินครั้งแรกนั้น มิใช่เสียงที่เราได้ยินครั้งแรกจริงๆ เพราะเสียงได้รบกวนประสาทมาครู่หนึ่งแล้วก่อนเราจะตื่น... ทำนองนี้ แต่รัสเซลล์ก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไม คนเราจึงได้ยินตั้งแต่เราหลับอยู่...

อภิธรรมอธิบายเรื่องทำนองนี้ไว้... โดยบอกว่า ยามที่เราหลับสนิทนั้น จิตจะตกสู่ภวังค์ (ภวังคจิต) เมื่อเสียงมากระทบโสตประสาทครั้งแรก ภวังคจิตตอนนั้นเรียกว่า อตีตภวังค์ ... เมื่อมีเสียงมากระทบอีก อตีตภวังค์นี้อาจดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงจุตหนึ่งก็อาจไหวตัวขึ้นมาเรียกว่า ภวังคจลนะ... แล้วดำเนินการไปถึง ภวังคุปัจเฉทะ คือการตัดภวังค์ ก่อนที่โสตประสาทจะเปิดรับเรียกว่า โสตทวาราวัชชนะ.... ซึ่งตอนนี้เรายังคงไม่รู้สึกตัว ถ้ากระบวนการนี้ดำเนินการต่อไปเราก็จะได้ยินเสียง... แต่ถ้ากระบวนการนี้ไหลกลับสู่ภวังค์ ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม...

สรุปว่ายากส์....

.....

ยากประการสุดท้ายที่จะเล่า ก็คือ ความเห็นเกี่ยวกับพระอภิธรรมของผู้รู้ ผู้สนใจ หรือผู้อวดรู้อวดสนใจทั้งหลาย ... บางคนก็บอกว่าอภิธรรมเป็นพุทธพจน์ บางคนก็บอกว่าอภิธรรม มิใช่พุทธพจน์ ... ซึ่งต่างก็มีเหตุผลมาหักร้างซึ่งกันและกัน...

ท่านพุทธทาส ก็เคยวิจารณ์เรื่องอภิธรรมไว้ โดยท่านเรียกการเรียนอภิธรรมทำนองนี้ว่า อภิธรรมเม็ดมะขาม ... และแปล อภิธรรม ไว้ว่า ธรรมะเกิน เป็นต้น....

.......

อย่างไรก็ตาม อภิธรรม จัดได้ว่าเป็นภูมิปัญญาอันสูงยิ่งยวดของคำสอนทางพระพุทธศาสนา ยังคงท้าทายผู้สนใจใฝ่รู้เสมอ และในยุคอินเทอร์เน็ตสมัยนี้ก็มี web เผยแพร่อภิธรรมไว้คอยท่านผู้สนใจไปแวะชมมากมาย....