ปฏิจจสมุปบาท : สิ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> คำว่า ปฏิจจสมุปบาท มาจากคำ ๒ คำ คือ ๑) ปฏิจจะ แปลว่า เพราะอาศัย (สิ่งหนึ่ง) ๒) สมุปบาท แปลว่า เกิด (สิ่งหนึ่ง) ขึ้น เมื่อรวมความจะได้ว่า เพราะอาศัยสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงเกิดขึ้น บาลีต้นแบบได้แก่ “อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ อิมสฺสมุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ”แปลว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้ที่เกิดขึ้นได้เพราะการเกิดสิ่งนี้ขึ้น”และ “อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ” แปลว่า “เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี สิ่งนี้ที่ดับไปเพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้” จากหลักปฏิจจสมุปบาทนี้เอง ทำให้เรามองเห็นแนวคิดความเป็นเหตุและความเป็นผลของกันได้ด้วย นั้นหมายความว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี หากสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็จะไม่มี นั้นแสดงว่า สิ่งที่มีไม่อาจเกิดจากสิ่งที่ไม่มี และสิ่งที่ไม่มีก็ไม่อาจเกิดจากสิ่งที่มี ต้นเหตุทำให้เกิดผล และผลก็คือต้นเหตุของผลอื่นๆ</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ปฏิจจสมุปบาทมี ๑๒ คือ ๑) อวิชชา ๒) สังขาร ๓) วิญญาณ ๔) นามรูป ๕) สฬายตนะ ๖) ผัสสะ ๗) เวทนา ๘) ตัณหา ๙) อุปาทาน ๑๐) ภพ ๑๑) ชาติ ๑๒) ชรามรณะ ในความเป็นเหตุเป็นผล อาการแห่งเหตุปัจจัยหรืออาศัยกันและกันเป็นได้ดังนี้</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยภพจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 216pt; text-indent: -144pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี และกองแห่งความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงคือ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจก็จะดาหน้าเข้ามา</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> แต่หากเราทวนกลับก็จะได้ว่า ชรามรณะ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่มี มีเพราะชาติเป็นต้นเหตุ (เพราะมีชาติเป็นปัจจัย), ชาติที่มี มีเพราะภพเป็นต้นเหตุ, ภพที่มี มีเพราะอุปาทานเป็นต้นเหตุ, อุปาทานที่มี มีเพราะตัณหาเป็นต้นเหตุ, ตัณหาที่มี มีเพราะเวทนาเป็นต้นเหตุ, เวทนาที่มี มีเพราะผัสสะเป็นต้นเหตุ, ผัสสะที่มี มีเพราะสฬายตนะเป็นต้นเหตุ, สฬายตนะที่มี มีเพราะนามรูปเป็นต้นเหตุ, นามรูปที่มี มีเพราะวิญญาณเป็นต้นเหตุ, วิญญาณที่มี มีเพราะสังขารเป็นต้นเหตุ สังขารที่มี มีเพราะอวิชชาเป็นต้นเหตุ</p> ศัพท์ทางศาสนาเช่น อวิชชา สังขาร เป็นต้นในความหมายของปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร
สวัสดีครับ
ธรรมะสวัสดีตอนเช้า
มารับความรู้ที่เป็นรสพระธรรม ขอบคุณครับ