โดย นพ. ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์
ต่อจากตอนที่แล้ว
<p class="MsoNormal"> สิ่งที่ทำให้ทั้งสามท่านสนใจมาคุยเพื่อซักถามผมก็คือ ผลงานของ คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของรพ. กรุงเทพ ภูเก็ต ที่ให้การรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยในช่วง Tsunami ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเข้ามารับการบริการที่โรงพยาบาลรวมกว่า 1 พันกว่าราย แต่มีผู้เสียชีวิตเพียง 1 รายเท่านั้น (รายละเอียด : http://gotoknow.org/blog/imagine/113332) ผมขอสรุปว่าเราทำอะไรไปในช่วงนั้น ดังนี้</p><p class="MsoNormal">1. กำหนดเป้าหมายร่วมกัน ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มีความสับสนในการจัดการเป็นอันมาก เพราะจำนวนคนไข้เข้ามาอยู่ตลอดเวลา และไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้ว่าจะหมดลงเมื่อไหร่ ผลพบว่า คำถามต่างๆเกิดขึ้นมากมายเพื่อให้ตัดสินใจ เช่น เราจะรับคนไข้กี่คน คนไข้มารักษาแล้วไม่ยอมกลับ จะใช้ยาอะไรได้บ้าง จะคิดเงินไหม โรงพยาบาลในจังหวัดข้างเคียงขอรถพยาบาลมาออกไปรับได้ไหม ค่าใช้จ่ายคิดอย่างไร (เพราะเราเป็นโรงพยาบาลเอกชน) คำถามเกิดขึ้นและการตัดสินใจต้องมีตลอดเวลา</p><p class="MsoNormal"> ผมคิดว่าหากปล่อยเป็นแบบนี้คงไม่ดีแน่ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและคงไม่ทันกับปัญหาที่เกิด จึงแจ้งกับทุกคนว่า </p><p class="MsoNormal">“ให้ทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิต และไม่ให้คนไข้ต้องถูกตัดแขนขา”(To Save life and limb) </p><p class="MsoNormal">ฟังง่าย แต่ทำยากมาก แต่ตอนนั้นคิดว่า ทำอย่างไรให้เขาใช้ จิตสำนึกความเป็นแพทย์ พยาบาล หรือ บุคลากรทางการแพทย์มากที่สุด ในการตัดสินใจ และมุ่งอยู่เรื่องเดียวไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น ก็เลยเลือกที่จะบอกอย่างนั้น เพราะน่าจะตรงกับ “จริต” ของเขาอยู่แล้วที่จะ รักษา คนไข้ไว้ก่อนก่อนที่จะคิดถึงเรื่องอื่น ซึ่งก็ได้ผล ทุกคนเลิกถาม กลับไปทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมเรียนรู้อีกว่า หากเรากำหนดเป้าหมายให้ตรงกับ “จริต” แล้ว “กิจ” ที่เกิดขึ้นจะมีพลังเป็นทวีคูณจากพลังที่ปลดปล่อยออกมา ทุกคนทำงานอย่างไม่หยุดเพราะเรามีคนจำกัด (เป็นรพ. เอกชน เลยไม่ค่อยมีใครมาช่วย แย่จังการเป็น “เอกชน” นี่) ทุกคนเลยต้องทำงานต่อเนื่องกันไป มีผู้ช่วยพยาบาลคนหนึ่งเดินมาหาผมตอนดึกแล้วบอกว่า</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">“อาจารย์ หนูยังติดต่อแม่ไม่ได้เลย”</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">“แม่คุณอยู่ที่ไหนหละ จะให้หมอจัดรถไปส่งที่บ้านไหม”</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">“อยู่ป่าตองคะ แต่ไม่เป็นไร หนูเชื่อว่าแม่ต้องปลอดภัย ที่นี่คนไข้และเพื่อนๆต้องการหนูช่วยงานคะ”</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal"> เป้าหมายที่ให้ไปกลายเป็นแรงกดดันอย่างมหาศาลกับทีมงาน หลายคนเดินจนเท้าพุพอง หลายคนร้องไห้ เพราะไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร เดินมาร้องสักพัก พอหยุดร้องก็กลับไปทำงานต่อ อะไรต่างๆที่ติดขัดก็ถูกแก้ไปด้วยความตั้งใจให้บรรลุตามเป้าหมาย แต่อีกด้าน ในช่วงเวลานั้น หลายคนคงบอบช้ำกับร่างกายและจิตใจ แต่ผมเชื่อว่าเขาคงภูมิใจเมื่อนึกถึงเรื่องนี้อีกครังเมื่อเวลาผ่านไป</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal"> เมื่อมาทบทวน หลายครั้งเราอาจจะพบว่า ทีมงานของเราไม่สามารถร่วมแรงร่วมใจกันให้บรรลุวัตถุประสงค์ของงานได้ แม้ว่าเราจะชี้แจง หรือทำความเข้าใจ บางคนก็ทำเฉย หรือไม่ยอมมีส่วนร่วม ก่อนที่จะเกิดความคิด ตำหนิ ทีมงาน ก็ควรที่จะทบทวนว่า สิ่งที่เรากำหนดเป็นเป้าหมายนั้น “ขัด” กับความรู้สึกของเขาหรือไม่ หรือ เราได้เตรียมความรู้สึกของเขาไว้ก่อนหรือไม่ เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันอาจจะต่างกับภาวะวิกฤติ เพราะขนาดของปัญหาอาจจะไม่รุนแรงเท่า เป็นหน้าที่ของผู้นำที่จะทำความเข้าใจทีมงาน และเลือกสื่อเป้าหมายให้ “ได้ใจ” ทีมงาน</p><p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">2. ค้นหาความเสี่ยงรอบด้าน ต้องบอกว่าตอนนั้นมีความคิดแบบ “วิตกจริต” หรือ Paranoid อาจจะเพราะอยากให้ทุกคนรอด (สงสัยเคยอ่าน Only the Paranoid Survive:http://www.intel.com/pressroom/kits/bios/grove/paranoid.htm ) คิดไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพราะคิดอย่างเดียวว่า </p><p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">“ห้ามตาย ห้ามมีใครถูกตัดแขนและขา”</p><p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal"> ที่คิดอย่างนั้นก็เพราะเห็นคนไข้ได้รับบาดเจ็บและมีแผลที่ปนเปื้อนน้ำทะเล ตอนนั้นคิดออกอย่างเดี่ยวว่า“ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ เคยมีคนไข้เป็นตับแข็ง และขาบวม และหากเข้าไปรับเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำทะเล (บอกตรงๆว่าจำไม่ได้ ความจำไม่ดีตั้งแต่ไหนแต่ไร จำได้เลาๆแบบนี้หละ) จะทำให้ติดเชื้อที่ขาและลุกลามอย่างรวดเร็ว จนเสียชีวิตได้ มันคิดได้ แต่จำไม่ได้ว่าเชื้ออะไร และรักษาอย่างไร ทำไงดี (อาจารย์สอนแล้วครับ แต่ผมมันไม่ดีเอง) ก็ต้องไปค้น internet ค้นไปค้นมาพบว่า ไม่เคยมีรายงานเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อนถึงการติดเชื้อบาดแผลที่บนเปื้อนจากน้ำทะเล ส่วนใหญ่เป็นรายงานจากวารสารทหารเรือที่ซ้อมรบแล้วเกิดบาดแผล และมีรายงานที่รวบรวมการติดเชื้อ แต่แทบทุกฉบับสรุปตรงกันว่าเป็นเชื้อ กรัมบวก พอได้ข้อมูลก็ไม่รอช้า จัดพิมพ์แนวทางการรักษา ฉบับที่ 1 แจก แนวทางการรักษานี้ดี เพราะทำให้แพทย์สั่งยาไปในทางเดียวกัน เราควบคุมการสำรองยาได้ง่าย ดีกว่าปล่อยให้สั่งตามใจไป พอวันที่สองมีคนไข้จากข้างนอกเข้ามาสังเกตว่าแผลเขาไม่ค่อยดี แม้ว่าทุกคนได้ยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อกรัมบวก (Cloxacillin) พอเข้าไปดูแผล พบว่าแผลดูไม่ดี บางคนมีอาการบวมแดง เมื่อเปิดแผลดูพบคราบดำๆของทรายเม็ดละเอียด ทำให้กลับมาทบทวนใหม่ เพราะเข้าใจว่าแทพย์ พยาบาลเมื่ออยู่หน้างาน เห็นแผลเมื่อทำความสะอาดเสร็จ ก็เย็บปิดแผล เห็นอย่างนั้นก็ไปหารือกับหมอศัลย์กรรมก็เลยสรุปว่าต้องเปิดแผลแทน (Delayed Wound Closure) งานก็เลยเพิ่มขึ้นทันที เพราะแผลที่ปิดไปแล้วต้องเปิดมาล้างใหม่หมด ก็พบว่าเป็นอย่างที่คาด แรงของคลื่นนำเอาทรายมาเปื้อนแผลและมีแรงกระทำต่อแผลเซาะเข้าไปในเนื้อ แพทย์เลยต้องเปิดแผลกว้างขึ้นและบางคนต้องไปทำแผลในห้องผ่าตัด ตอนนั้นก็สงสัยว่า “เอ มันจะเป็นเชื้ออะไรหว่า ก็เลยบอกไปที่ห้อง Lab ให้เตรียมการเพาะเชื้อ เพาะให้มันขึ้นทุกเชื้อ”
ห้องแล็ปก็ถามแบบงงๆว่า
“อาจารย์ กำลังหาเชื้ออะไรค๊ะ”</p><p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">ก็ตอบเขาไปว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ห้องแล็ปก็รับไปปฏิบัติแบบงงๆ แม้ว่างงานเขาจะยุ่งสุดขีด ก็ยังยอมทำเพื่อหาเชื้อ “ไม่รู้” </p><p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">ปรากฏว่า ได้เชื้อ “ไม่รู้” เป็น “เชื้อกรัมลบ”</p><p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">ตายหละ ตรงข้ามกับที่รู้เมื่อกี้นี้เลย ก็เลยต้องรีบแจ้งให้แพทย์เปลี่ยนยาทันที แต่ปัญหาอีกอันตามมา เริ่มมั่วแล้ว เพราะคนไข้เยอะมาก เข้าออกๆ แพทย์ก็งง จำไม่ได้ว่าใครเปลี่ยนยาบ้าง ใครทำแผลหรือยังไม่ได้ทำบ้าง ก็เลยจัดให้มีพยาบาล 1 คนเดินทั่งรพ. พยาบาลท่านนี้ชื่อ สุปราณี เปกะมล เป็นพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้ออยู่แล้ว มอบหมายให้เขาเดินทั่วรพ. เพื่อดูคนไข้ทุกคนว่าได้ยาเหมาะสมและได้รับการทำแผลแล้วหรือยัง พบว่า “วิธีเหวี่ยงแห” แบบนี้ได้ผลในการประเมินคนไข้ในภาพรวม ทำให้ไม่มีใครตกหล่น หรือได้รับการรักษาไม่เหมาะสม สุปราณีจะเอารายชื่อคนไข้ที่ได้รับการรักษาไม่เหมาะสมมาส่งให้ผมวันละสองรอบ ผมก็แจกต่อให้ศัลยแพทย์ เกิดเป็นการทำงานแบบ Matrix ไขว้ไป เป็นการตรวจสอบที่ใช้ได้ดีในช่วงสถานการณ์นั้น</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal"> ต้องบอกว่า ความคิดตอนนี้พยายามคิดว่าทำอย่างไรจะปิดจุดอ่อนที่อาจจะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด คิดถึงความเสี่ยงทุกรูปแบบ และก็หาแนวทางมาแก้ไข ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ผลที่ได้เลยกลายเป็นความรอบคอบ และสกัดจุดอ่อนได้พอสมควร</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal"> </p><hr width="100%" size="2"><p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">ผ่านไปสองตอนแล้วตอนต่อไป จะเป็นเรื่องอะไรต้องติดตาม คาดว่าจะมาใหม่วันศุกร์ครับ</p>
เป็นบันทึกที่ลำดับขั้นตอนวิธีคิดที่ดีมากๆเลยค่ะ คุณหมอก้อง (แต่สงสัยรีบพิมพ์ไปหน่อย มีตัวตกหล่นขาดเกินหลายตัวทีเดียวค่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ...พี่เป็นคนตาหาเรื่องไปหน่อยค่ะ)
อยากบอกว่า วิชาภาวะผู้นำ คงมาเอาตัวอย่างจากเหตุการณ์ที่คุณหมอเล่าไปเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ
ขอบคุณครับ อาจารย์
จะตรวจทานและปรับแก้อีกทีครับ
แบบนี้ต้องถือว่าโชคดีที่ Chief of Commander มี "จริต" ที่ช่วยคนอื่นก่อนนึกถึงตัวเอง และออกร่วมรบอยู่ในแนวหน้าแบบข้ามวันข้ามคืน ทั้งที่เป็นบริษัทเอกชน ที่ต้องหาเงินทำกำไร ถ้าวันนั้นผู้บัญชาการไม่สั่งให้ "ช่วยชีวิตและรักษาอวัยวะ" แล้วนั่งรอดูก่อนว่า ใครจะจ่าย ฉากนี้ของเรื่องคงเป็นอีกแบบ
แก้ไขคำผิดแล้วนะครับ