ข้อเตือนใจก่อนเลือก "สามี"

ต้อง "ชอบ" และ "ใช่" ข้อเตือนใจก่อนเลือก "สามี"


  <p align="left">
          “ความรักทำให้คนตาบอด” ยังใช้ได้ทุกยุคสมัยเพราะในห้วงยามแห่งความรักอะไรๆก็ดูหวานชื่นไปหมด แต่เชื่อหรือไม่ว่าระหว่างคืนวันแห่งความสุข มักจะมี “ฝันร้าย” ตามติดเป็นเงามาด้วยเสมอ 

          และเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงที่ตกหลุกรัก ต้องตกหลุมนรก พ.ต.อ.ดร.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง หรือ ดร.ปิง นายตำรวจที่ทำคดีเหยื่อหญิงสาวที่ตกเป็นเป้านิ่งของชายหนุ่มมาแล้วหลายร้อยคดี จึงเขียนหนังสือ “ระวังวายร้ายจะกลายเป็นสามี” ไว้เตือนภัยและเตือนใจหญิง </p>
<p> </p><p> </p><p> </p><p>          เนื้อหาในเล่ม นอกจากยกตัวอย่างคดีคู่ผัวตัวเมียตั้งแต่ระดับเล็กๆยันถึงคดีใหญ่ของคนดังหรือคนในสังคมชั้นสูงที่คนให้ความสนใจซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุทธาหรณ์สำหรับการเลือกคู่ชีวิตในอนาคต  </p><p align="left">          ในวันเปิดตัวหนังสือได้เชิญ น.พ.สุกมล วิภาวีพลกุล หัวหน้าหน่วยวิชาการ โรงพยาบาลพญาไท 2 จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาชีวิตคู่สมรสมานานกว่า 7 ปี มาวิเคราะห์ถึงสาเหตุและแนวทางการเลือกสามี ซึ่งคุณหมอบอกว่าการทำร้ายร่างกายผู้หญิง ไม่ได้เกิดในหมู่ของคนชนชั้นล่างเท่านั้น เพราะเรื่องทำนองนี้เกิดได้กับคนทุกชนชั้นเพียงแต่ไม่ค่อยมีการเปิดเผยมากนักด้วยชื่อเสียง และหน้าตาในสังคม  </p><p align="left">          “เรื่องที่ผู้ชายทำร้ายร่างกายผู้หญิงเมืองไทยเราเป็นมานานแล้ว สังคมไทยเราฝังรากลึกมานานว่า ผู้ชายเป็นใหญ่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายยินยอม เมื่อนึกถึงการทำร้ายหลายคนมักจะนึกถึงการใช้กำลังจริงๆ แล้วการใช้วาจาถือเป็นอาวุธทำร้ายจิตใจได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียนปมด้อย การพูดจาให้รู้สึกอับอาย หรือการใช้น้ำเสียงที่กระแทกกระทั้น ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นวายร้ายได้เหมือนกัน “ 

          คุณหมอเกริ่นกล่าว พร้อมกับบอกว่า สิ่งที่จะไม่ทำให้วายร้ายเหล่านี้เข้ามาในชีวิตของเราแยกเป็น 2 กรณี คือ 

          1. พลิแพร์ (prepare) คือ การไม่ทำให้เกิดเรื่อง 

          2. รีแพร์ (repair) หากเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจ หน่วยงานที่ช่วยเหลือเข้ามาดูแล </p><p align="left">          “ขั้นตอนของการ พลิแพร์ แรกเลยคือการเลือกแฟน ต้องดูว่าเขาดีกับเราแล้วคนอื่นเขาดีด้วยหรือเปล่า เวลาเขาพูดกับพ่อแม่ พี่น้อง ลูกน้อง เพื่อนเป็นอย่างไร ถ้าเขาดีกับทุกคนเหมือนที่เขาดีกับเรา นั่นคือธาตุแท้ของเขา แต่ถ้าเขาดีกับเราคนเดียวนั่น คือเขาเสแสร้งเพราะเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาแล้ว เขาก็จะทำกับเราเหมือนที่เขาทำกับคนอื่น” จิตแพทย์แนะนำ </p><p align="left">          ทั้งยังบอกด้วยว่า การเลือกคู่ต้องมีทั้ง ชอบและใช่ ซึ่งความรู้สึก “ชอบ” คืออยู่กับเขาแล้วมีความสุขมากกว่าอยู่คนเดียว สบายใจ รู้สึก อบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย หากอยู่แล้วรู้สึก อึดอัด รำคาญ แสดงว่าเขาคนนั้นเราไม่ได้ชอบจริงๆ</p><p align="left">          ส่วนการใช้ชีวิตคู่ต้องมีคำว่า “ใช่” คือ อยู่ด้วยกันแล้วชีวิตดีขึ้น มีหน้าที่การงานที่ดี สุจริต มีความรับผิดชอบ ไม่สร้างหนี้สิน หรือแม้แต่การขับรถเร็ว ก็แสดงถึงอารมณ์ที่หุนหันพลันแล่น ก็อาจจะทำให้ชีวิตคู่แย่ลงไปกว่าเดิมก็ได้ แต่หากพิจารณาแล้วว่าคบกับเขาแล้วชีวิตดีขึ้น นั่นคือคนที่ใช่ ซึ่งเราสามารถแต่งงานด้วยได้ </p><p align="left">          “ผมมักจะเจอกรณีที่ผู้หญิงมักจะใช้ความรู้สึกในการพิจารณา ผู้หญิงมักจะชอบแต่เขาไม่ใช่สำหรับเรา ต้องใช่เหตุผลในการตัดสินใจเลือก เพราะผู้ชายมักจะมีหลุมพรางเยอะมาก แรกๆอาจจะดี อยู่ๆกันไปแล้วอาจจะกลายเป็นอีกคน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงมันเป็นอนิจจังของมนุษย์ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนก็มีเหตุปัจจัยอื่นด้วย” </p><p align="left">          คุณหมอชี้ถึงปัจจัยจากผู้หญิงเอง เช่น ผู้หญิงที่เข้าวัย 40 ปี มักจะไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่ผู้ชายจะมีฮอร์โมนทางเพศหลั่งออกมาตลอดเวลา ปัญหาจึงเกิดขึ้น เมื่อผู้ชายไปเจอผู้หญิงที่ดี๊ด๊าเรื่องนี้ ก็ทำให้เกิดการนอกใจได้</p><p align="left">          “ฉะนั้นผู้หญิงควรจะรักษาชีวิตอันหวานชื่นไว้ตลอด ผู้ชายอาจจะหมดเสน่หาในตัวผู้หญิงได้ เมื่อแต่งงานแล้วเสน่หาจะกลายเป็นเมตตา 100 เปอร์เซ็นต์ ผมจะเจอบ่อยที่ผู้ชายมักจะหลุดวงล้อมจากเซ็กส์ไปหาความเมตตา เรียกว่าเทิดทูนภรรยาเอาไว้บนหิ้ง เมื่อคิดที่จะมีเซ็กส์ก็ไม่กล้า” น.พ.สุกมล แจกแจง </p><p align="left">          น.พ.สุกมล ยังย้ำด้วยว่า การเลือกคู่สมรสต้องดูคุณสมบัติให้พร้อมทั้งชอบและใช่ และเมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยแล้ว ต้องพยายามสื่อสารกันด้วยคำพูด หรือภาษากายให้มากๆ โดยเฉพาะการโอบกอด นอกจากนี้สรรพนามที่ใช้เรียกซึ่งกันและกัน ควรใช้คำที่หวานๆ อย่าง ที่รัก ดาร์ลิ่ง แทนการเรียก “พ่อ” หรือ “แม่” เพื่อเติมเสน่หาในการใช้ชีวิตคู่ตลอดเวลา </p><p align="left">          ได้ผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำแบบนี้ ลองเอาไปปรับใช้กับชีวิตคู่ของคุณบ้าง ดีกว่าลองผิดลองถูกนะครับ
</p>