ผมกำลังใช้ความรู้ทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ทั้งจากความรู้แห่งตนและประสบการณ์การร่ำเรียนปริญญาโทเอกจากออสเตรเลีย
หกเดือนที่ต้องเตรียมตัวและลองผิดลองถูกกับการสร้างระบบการทำงานให้กับตนเองและน้องๆทีมงาน เน้น "ความสุขและความมีคุณค่าแห่งชีวิตการทำงาน"
เมื่อวานเป็นวันแรก ที่ตนเองรู้สึกว่า "ระบบกำลังเข้ารูปแล้ว...ตามมาด้วยการทำงานเป็นทีมที่ทุกๆคนเริ่มมีระบบการทำงานใกล้เคียงกัน"
การพูดคุยและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ "ทักษะทางจิตสังคมในกิจกรรมการทำงาน" เช่น การวางแผนระบบความคิดและสร้างแนวทางการแก้ไขปัญญา การบริหารระบบของทีมงาน การสร้างกำลังใจและความฉลาดทางอารมณ์และการเผชิญปัญหา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีลำดับขั้น การสร้างสรรค์งานและสื่อสารอย่างมีระบบ การฝึกทักษะการให้เหตุผลทั้งงานของตนเองและงานทางคลินิกกิจกรรมบำบัด
การประชุมครั้งนี้มีการวางแผนหัวข้อปัญหาที่ต้องการระดมความคิดร่วมกัน กำหนดเวลาและแนวทางแก้ไขปัญหา และการติดตามผล
ในฐานะผู้บริหาร ผมได้ทำหน้าที่ฝึกน้องๆ ทีมงานให้ประชุมกันอย่างมีระบบ ไม่นอกประเด็น และได้แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยตนเองเป็นผู้ฟังและให้คำปรึกษา และมีน้องๆ ทำหน้าที่นำประชุม บันทึก และใช้ศักยภาพของตนเองในการแสดงความคิดเห็นและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและน่าจะเกิดประสิทธิผลมากที่สุด
บางครั้งอาจต้องมีการสาธิตและเรียนรู้จากการลองปฏิบัติ เช่น ผมให้ศึกษาการสาธิตเทคนิคการให้คำปรึกษาในกรณีตัวอย่าง แล้วต่อยอดให้นำไปใช้ในกรณีผู้ป่วยจริง เป็นต้น
และเช้านี้ผมก็ได้สอบถามน้องๆทีมงานว่า มึนหรือเคลียร์กับการประชุมเมื่อวาน น้องๆบอกว่า ชัดเจนและรู้สึกว่าได้คิดและวางแผนการทำงานให้ตนเองมีความสุขได้ ผมดีใจมากครับที่น้องๆเริ่มมีระบบพัฒนาศักยภาพของตนเองแล้ว
ผมเลยได้นำเสนอไอเดียต่อเพื่อทำให้ระบบของการทำงานดูมีทิศทางมากขึ้น โดยพูดคุยให้น้องๆ เห็นภาพที่มาที่ไปว่าทำไมต้องมาพัฒนาระบบเยอแยะ จริงๆ แล้วก็คือ "การพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนเพื่อทำงานได้อย่างมีความสุข เราเป็นนักกิจกรรมบำบัดต้องหัดสำรวจทักษะการดำเนินชีวิตของตนเองและปรับตนเองให้มีคุณค่าในการทำกิจกรรมการทำงาน เมื่อเราพร้อม เราก็น่าที่จะใช้ศักยภาพที่พร้อมมารักษาผู้ที่มีความบกร่องในการใช้ทักษะการดำเนินชีวิตต่อไป"
รู้สึกว่า "หัวใจของนักกิจกรรมบำบัดพองโตอย่างสุขใจ"
ผมกำลังคิดว่า "ปริญญาเอกอาจไม่เท่าเทียมกับการเรียนรู้ในชีวิตการทำงานจริงที่ผมกำลังมุ่งมั่นให้ค่อยๆได้ปริญญาชีวิตในหลายๆมิติครับ"
ดังนั้นผมจึงขอสรุปหัวข้อหรือวิธีการที่ตั้งใจไว้ในสามสัปดาห์ ที่ต้องการสร้างศักยภาพของน้องๆทีมงานกิจกรรมบำบัด ดังนี้
KM for Occupational Therapy Specialization
Procedure: 30-min morning talk and 2-hr Wed meeting started from 2 July to 2 October 2007
Day 1-5: Administrative exploration and documentation
Day 6-10: Practice of clinical reasoning skills, problem solving skills with adversity quotient enhancement
Day11-13: Clinical modelling/couselling with creativity
Day 14-20: Program evaluation, project management with clinical research thinking
Day 21-44: Practical skills based on all above topics
Assignments: Create a research group project - Effectiveness of health promotion program in occupational therapy to be presented in Asia Pacific Occupational Therapy Congress in 2011, Chiangmai.
Day 45-68: Competency demonstrations and assessments
i.e. communication skill training, occupational therapy conceptualization & specialization, productive outcome presentation, systematic interview, knowledge management and feedback, psychomotor demonstration, multiple essay questions test.
Assignments: self-evaluation and talented screening for specialty e.g., fatigue & leisure management (ตัวผมเอง), physical technology (น้องต้อง), cognitive communication (น้อนก), psychosocial education (น้องแนน)
ผมอยากจะบรรยายเป็นภาคไทย แต่ขอใช้คำจำกัดความเป็นภาคอังกฤษ เพราะรู้สึกว่าจะกระชับและได้แนวคิดมากกว่า
ท้ายบันทึกนี้ผมอยากถ่ายทอดประสบการณ์นี้ เพื่อสักวันงานกิจกรรมบำบัดคงได้มีโอกาสช่วยเหลือพัฒนาทักษะทางจิตสังคมแก่ทีมงานในหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป อีกนัยหนึ่งคือ เรามาเพิ่มปริญญาชีวิตร่วมกันเถอะครับ
ข้อเขียนที่สะท้อนจากระบบคิดและการปฏิบัติของอาจารย์ป๊อบ ทำให้ในฐานะผู้อ่าน และในฐานะนักกิจกรรมบำบัดคนนึง รู้สึกประทับใจและเชื่อมั่นครับว่า "กิจกรรมบำบัด" เป็นศาสตร์ที่บูรณาการหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน และทำให้ผมเองก็มีวันนี้ เพราะ OT สอนให้เรา เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ..
ขอบคุณครับน้องสุภัทร น้องเป็น OT ที่ดีคนหนึ่งครับ
โชคดีครับจากพี่ป๊อป