การทำความคุ้นเคยกับท่านผู้มีปัญญา
ธรรมดา การมีมิตรมีสหาย ไม่ว่าจะเป็นมิตรสหายประเภทที่เรียกว่า มารดาบิดา สามีภริยา บุตรธิดา มิตรสหาย ครูอาจารย์ หรือว่า ทาสบริวาร ก็แล้วแต่.
การจะรักษามิตรสหายเหล่านั้นให้ติดตามกันไปข้ามภพข้ามชาตินั้น ต้องได้อาศัยธรรม ๔ประการเหมือนกัน คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา. ประพฤติธรรมเหล่านี้ให้สม่ำเสมอ ให้พอเหมาะพอสมแก่สหายแต่ละประเภท แล้วสหายเหล่านั้น จะติดตามกันไปกับเรา ทุกภพทุกชาติ ตราบเข้าถึงที่สุดแห่งความทุกข์.
คราวนี้ จะได้กล่าวถึงวิธีการทำความคุ้นเคยกับท่านผู้มีปัญญา คือ ไม่ว่าใครๆก็ตาม ที่ปรารถนาสหายนั้น ล้วนแต่อยากได้สหายที่ดีที่สุดแก่ตนเองทั้งนั้น คือ กัลยาณมิตร
อะไรคือคุณสมบัติของกัลยาณมิตร? เมื่อกล่าวเอาธรรมข้อเดียวแล้ว ก็กล่าวได้ว่า “ปัญญา” เป็นคุณสมบัติของกัลยาณมิตร. เพราะในคุณธรรมทั้งปวง ปัญญาถือเป็นสิ่งมีค่าสูงสุดของบุคคลนั้นๆ ซึ่งรวบรวมคุณธรรมทุกประการไว้ภายในตัวมันเอง.
สมดังคำที่พระพุทธเจ้าเราตรัสตอบปัญหาของเทวดาว่า ปัญญาเป็นรัตนะของบุคคล.
———————————————-
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 127%" class="MsoNormal">การทำความคุ้นเคยกับท่านผู้มีปัญญา
ธรรมดา การมีมิตรมีสหาย ไม่ว่าจะเป็นมิตรสหายประเภทที่เรียกว่า มารดาบิดา สามีภริยา บุตรธิดา มิตรสหาย ครูอาจารย์ หรือว่า ทาสบริวาร ก็แล้วแต่.
การจะรักษามิตรสหายเหล่านั้นให้ติดตามกันไปข้ามภพข้ามชาตินั้น ต้องได้อาศัยธรรม ๔ประการเหมือนกัน คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา. ประพฤติธรรมเหล่านี้ให้สม่ำเสมอ ให้พอเหมาะพอสมแก่สหายแต่ละประเภท แล้วสหายเหล่านั้น จะติดตามกันไปกับเรา ทุกภพทุกชาติ ตราบเข้าถึงที่สุดแห่งความทุกข์.
คราวนี้ จะได้กล่าวถึงวิธีการทำความคุ้นเคยกับท่านผู้มีปัญญา คือ ไม่ว่าใครๆก็ตาม ที่ปรารถนาสหายนั้น ล้วนแต่อยากได้สหายที่ดีที่สุดแก่ตนเองทั้งนั้น คือ กัลยาณมิตร
อะไรคือคุณสมบัติของกัลยาณมิตร? เมื่อกล่าวเอาธรรมข้อเดียวแล้ว ก็กล่าวได้ว่า “ปัญญา” เป็นคุณสมบัติของกัลยาณมิตร. เพราะในคุณธรรมทั้งปวง ปัญญาถือเป็นสิ่งมีค่าสูงสุดของบุคคลนั้นๆ ซึ่งรวบรวมคุณธรรมทุกประการไว้ภายในตัวมันเอง.
สมดังคำที่พระพุทธเจ้าเราตรัสตอบปัญหาของเทวดาว่า ปัญญาเป็นรัตนะของบุคคล.
----------------------------------------------
อชรสาสูตรที่ ๒
[๑๖๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอ เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ ?
อะไรหนอ ดำรงมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ?
อะไรหนอเป็นรัตนะของชนทั้งหลาย ?
อะไรหนอบุคคลพึงนำให้พ้นจากพวกโจร ได้ ฯ?
[๑๖๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ศีล เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ
ศรัทธา ดำรงมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ
ปัญญา เป็นรัตนะของคนทั้งหลาย
บุญ อันบุคคลพึงนำไปให้พ้นจากพวกโจรได้ ฯ
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=15&A=1085&Z=1094&pagebreak=0
-------------------------------------
เพราะเหตุที่กัลยาณมิตร มีปัญญาเป็นคุณสมบัติ. และ สัตว์ทั้งหลาย คบหากันเพราะเหตุแห่งธาตุ คุ้นเคยกันเพราะเหตุแห่งธาตุ.
บุคคลที่จะคุ้นเคยกับท่านผู้มีปัญญาได้นั้น ก็ย่อมต้องยินดีในธาตุคือปัญญานี้ดุจเดียวกัน จึงจะสามารถคุ้นเคยด้วยกับท่านได้.
อย่างไรชื่อว่า เป็นผู้ยินดีด้วยปัญญา?
ก็กล่าวในหมวดธรรมที่กล่าวไว้ก่อนแล้วนี้ มี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา. ผู้ยินดีในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า เป็นผู้ยินดีในปัญญา. นี่กล่าวโดยนัยแห่งการน้อมมาคบหามิตรสหาย.
ท่านผู้มีปัญญา เมื่อจะคบหามิตรสหาย หรือทำความคุ้นเคยกับมิตรสหายผู้ใด ย่อมตรวจตราผู้นั้นด้วยปัญญาของท่านเสียก่อนว่า บุคคลนี้ มีกำลังแห่งศรัทธา ศีล จาคุ ปัญญา พอเหมาะพอสมกับท่าน พอจะคู่เคียงกันไปได้หรือไม่? หากว่าเห็นว่า ไม่มี ก็ไม่คบ หรือเห็นว่ามีน้อย ท่านก็คบหาไปตามส่วนน้อยนั้นเอง. นี่กล่าวโดยนัยแห่งมิตรสหาย.
หากว่า ท่านผู้มีปัญญานั้น นับเป็นมิตรโดยฐานะอาจารย์บ้าง อย่างเช่นพระสัมพุทธเจ้าพิจารณาพระสาวก พระองค์ย่อมพิจารณาอินทรีย์๕ของท่านนั้นๆ ว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของคนนั้นๆ มีมากน้อยเท่าใด อ่อนแก่เท่าใด จะคุ้นเคยด้วยธรรมของพระองค์ได้มากน้อยเท่าใด? แล้วก็คบหากับสาวกนั้นแต่พอสมควรแก่ธรรม. หากว่า เห็นไม่มีอินทรีย์ใดๆเลย เปรียบเหมือนม้าประเภทที่๔ ซึ่ง คนฝึกม้าต้องฆ่าทิ้ง เพราะฝึกไม่ได้. ท่านผู้มีปัญญาก็จะพิจารณาเห็นอย่างนั้น ไม่คบหาด้วยเลย ไม่เข้าใกล้ ไม่คุ้นเคย ไม่เกี่ยวข้อง.
ข้อที่จะปกปิดท่านผู้มีปัญญาด้วยอุบายใดๆนั้น เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้ เพราะท่านผู้มีปัญญา อาศัยเพียงเฉพาะธรรมตามที่ปรากฏจริงของบุคคลนั้นๆเท่านั้น เป็นเครื่องคบหากับคนผู้นั้น. เมื่ออาศัยของจริงอยู่ คบหาอยู่ ท่านผู้มีปัญญาย่อมไม่มีส่วนแห่งความเห็นว่า ตัวของท่าน จะถูกหลอกลวงได้จากใครๆ.
ท่านผู้มีปัญญา ย่อมเป็นผู้ไม่มีที่ลับที่แจ้งในส่วนแห่งธรรมทั้งหลาย. เพราะการเปิดเผย การกระทำตนไว้ให้เป็นผู้ไม่มีที่ลับที่แจ้งนั้นเป็นกรรม และเปิดเผยตนในธรรมใด ย่อมได้ความรู้แจ้งชัดในธรรมนั้นเป็นอานิสงส์ ปกปิดตนไว้ในธรรมใด ย่อมไม่รู้แจ้งชัดในธรรมนั้น.
เปรียบเหมือนบุคคลเก็บสิ่งของไว้ ของสิ่งใดนำเข้าไปไว้ในที่ปกปิดด้วยหมายว่า คนอื่นๆอย่ารู้ คนอื่นๆอย่าเห็น แม้ตนเองก็มีเพียงรู้ แต่เมื่อปกปิดไว้แล้ว ก็ไม่ได้เห็น. และที่ว่ารู้นั้น ก็รู้เพราะอาศัยสัญญาอยู่. ส่วนของสิ่งใด ไม่มีที่ลับที่แจ้ง เปิดเผยอยู่ ไม่มีความมุ่งหมายไว้ในสิ่งนั้น ของสิ่งนั้นย่อมปรากฏแจ้งชัด แก่ผู้มีจักษุคือปัญญานั้น. เจตนาปกปิด เจตนาเปิดเผย นี่เป็นเรื่องของจิต เป็นมโนกรรม. เปิดเผยใจ ก็รู้ใจ ปิดบังใจก็ไม่รู้ใจ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวสอนให้พระสาวกเป็นผู้เปิดเผย เป็นผู้ไม่มีนอกไม่มีใน ไม่มีที่ลับที่แจ้ง เพราะความที่ท่านบริสุทธิ์ ไม่มีโทษอะไรๆที่ต้องได้ปกปิดไว้.
เพราะความที่ท่านผู้มีปัญญา เป็นผู้มีปกติเปิดเผย ไม่มีที่ลับที่แจ้ง จึงเป็นผู้สามารถเพื่อจะเข้ารู้ความจริงอันประเสริฐด้วยปัญญาได้ตามเป็นจริง. เมื่อมีใครมาโจทก์ด้วยเรื่องใด ด้วยอาบัติใด หากผิด ท่านก็ยอมรับว่าผิด ถูกก็ยอมรับว่าถูก ทำก็ยอมรับว่าทำ ไม่ได้ทำก็กล่าวว่าไม่ได้ทำ. ผู้มีปกติเปิดเผย ย่อมมีลักษณะอย่างนั้น และเป็นลักษณะของปัญญา.
ก็การกล่าวคำเท็จบ้าง หรือความไม่สำรวมระวังต่างๆบ้าง การทำความคด ความโกง ความมีเล่ห์ มีมายามาก การหลอกลวงต่างๆ เหล่านี้ อาศัยสิ่งใดเกิดขึ้น. ก็อาศัยความปกปิดนั้นล่ะเกิดขึ้น.
ท่านผู้มีปัญญา ย่อมไม่กระทำความปกปิดไว้ในธรรมใดๆตามเป็นจริงนั้น และตำหนิการปกปิดไว้โดยประการทั้งปวง ว่าเป็นทางมาแห่งความเขลา.
ก็เหตุอะไร ทำให้บุคคลในโลกนี้ ยินดีด้วยการปกปิด ไม่เปิดเผย ไม่ยอมรับความจริงตามที่เป็นจริง? ก็อาศัยความกลัวผลของการเปิดเผยนั้นล่ะว่า การเปิดเผยนั้น จะเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญ เสื่อมสุขแก่เรา. ตราบใดที่เรายังยินดีในโลกธรรมอันน่าใคร่อยู่ เราพึงปกปิดเราไว้ เพื่อรักษาสภาพแห่งโลกธรรมเหล่านั้น.
ก็ในคนผู้มีปัญญานั้น มีธรรมดาไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งโลกธรรม จึงเป็นผู้กล้า ไม่มีส่วนใดในท่านที่จะปกปิด. เมื่อมีเหตุให้เปิดเผยก็ย่อมเปิดเผย แต่เจตนาจะปกปิดสักนิดหนึ่งย่อมไม่มี. ท่านเหล่านี้ ย่อมเสพคุ้นกับท่านเหล่านี้.
นี่เป็นเรื่องธรรมดาของการคบหากันด้วยธาตุ ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย.
สรุปว่า การจะทำความคุ้นเคยกับท่านผู้มีปัญญา เราก็ต้องเป็นผู้ยินดีในปัญญา พยายามเพื่อเจริญปัญญา เพื่อให้เข้าถึงภูมิแห่งปัญญานั้นๆ เมื่อนั้น ย่อมคุ้นเคยด้วยกับท่านที่คุ้นเคยด้วยยาก.
เพราะปัญญาเป็นรัตนะของบุคคล. รัตนะคือสิ่งอันมีค่าสูงสุด.
ก็มนุษย์ในโลกนี้ ในบรรดาพวกที่มีโภคทรัพย์มาก มีบริวารมาก ย่อมเสพคุ้นกับพวกที่มีทรัพย์และโภคทรัพย์เสมอกัน คบหากันเพราะเหตุแห่งทรัพย์นั้น มีกิจธุระติดต่อกันเนืองๆเพราะเหตุแห่งทรัพย์นั้น คือการรักษาสภาพแห่งทรัพย์ที่หามาได้แล้ว การพอกพูนทรัพย์อันยิ่งขึ้นไป เป็นเหตุนำกิจธุระแก่กันและกันมา.
คนยากจนในโลกนี้ เป็นผู้มีทรัพย์น้อย ย่อมไม่อาจจะได้โอกาสที่จะได้คุ้นเคยกับคนมีทรัพย์มาก เพราะกิจธุระเกี่ยวแก่กำลังทรัพย์นั้น พ้นวิสัยของตน. คนยากจนใด ปรารถนาจะทำความคุ้นเคยกับท่านผู้มีทรัพย์มาก ก็ต้องเป็นผู้มีความยินดีในการเป็นผู้มีทรัพย์มาก ขวนขวายเพื่อมีทรัพย์มาก และกระทำทรัพย์ให้เพิ่มมากขึ้นไปโดยลำดับ.
เมื่อคนยากจนนั้น มีปริมาณทรัพย์มากขึ้นเท่าใด คนผู้มีทรัพย์มาก ก็ยอมรับ คุ้นเคยกับเขามากขึ้นไปตามส่วนแห่งทรัพย์ และกิจธุระต่อกันก็มีมากขึ้นไปตามๆกัน. จนเมื่อเขามีทรัพย์พอๆกัน เขาก็เสมอกัน คุ้นเคยกันด้วยทรัพย์นั้น.
เพราะ วิสัยแห่งทรัพย์ระดับนั้น อำนวยโอกาสในการดำเนินชีวิตของพวกเขาให้คล้ายๆกัน มีแนวความคิด วิสัยการคิดคล้ายๆกัน จะสนทนาอะไรๆกัน ก็รู้คู่เคียงกันไปได้ จึงคุ้นเคยกัน.
แม้เรื่องท่านผู้มีปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้มีปัญญาย่อมคบหากันด้วยเหตุแห่งปัญญา คบหาไปตามส่วนแห่งปัญญา คุ้นเคยไปตามส่วนแห่งปัญญา</p>
ขึ้นเท่าใด คนผู้มีทรัพย์มาก ก็ยอมรับ คุ้นเคยกับเขามากขึ้นไปตามส่วนแห่งทรัพย์ และกิจธุระต่อกันก็มีมากขึ้นไปตามๆกัน. จนเมื่อเขามีทรัพย์พอๆกัน เขาก็เสมอกัน คุ้นเคยกันด้วยทรัพย์นั้น.
เพราะ วิสัยแห่งทรัพย์ระดับนั้น อำนวยโอกาสในการดำเนินชีวิตของพวกเขาให้คล้ายๆกัน มีแนวความคิด วิสัยการคิดคล้ายๆกัน จะสนทนาอะไรๆกัน ก็รู้คู่เคียงกันไปได้ จึงคุ้นเคยกัน.
แม้เรื่องท่านผู้มีปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้มีปัญญาย่อมคบหากันด้วยเหตุแห่งปัญญา คบหาไปตามส่วนแห่งปัญญา คุ้นเคยไปตามส่วนแห่งปัญญา
การทำความคุ้นเคยกับท่านผู้มีปัญญา
ท่านผู้มีปัญญา ย่อมไม่กระทำความปกปิดไว้ในธรรมใดๆตามเป็นจริงนั้น และตำหนิการปกปิดไว้โดยประการทั้งปวง ว่าเป็นทางมาแห่งความเขลา.
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
สายพิณ · 18 ก.ค. 2550
ภูคา · 18 ก.ค. 2550
เอ็ม(มีม) จารง · 18 ก.ค. 2550
สายพิณ · 18 ก.ค. 2550
สายพิณ · 18 ก.ค. 2550
เจ้าหญิงป่วน ณ ปัตตานี · 18 ก.ค. 2550
นายจิรัฏฐิ์ มามะ · 18 ก.ค. 2550