เราออกจากสนามบินเมืองเจดดาห์เวลาตีสี่ครึ่ง เดินทางต่อไปยังนครมะดีนะห์ เราแวะพักละหมาดซุบฮิที่เมืองวะดีสะตารอ เป็นร้านอาหารแบ่งพื้นที่กั้นห้องให้คนละหมาด ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางภูเขาหิน ไม่มีบ้านคน เจอฮุจยาตฝรั่งประมาณสิบกว่าคนมาถึงก่อนหน้าพวกเรา ที่นี่อากาศดีมาก อาจจะเป็นเพราะเราเหนื่อยล้ากับการเดินทาง ประกอบกับยังเช้าอยู่ด้วยมั้งจึงรู้สึกดี เขาจัดโต๊ะไว้ข้างนอก เป็นแบบ Out door นั่งจิบน้ำชาไปพลาง สูดอากาศยามเช้าไปพลาง สดชื่นอย่าบอกใครเชียว ที่นี่คนขับรถเอาอะไรก็ไม่รู้ออกมาสูบ ถ้าเป็นบ้านเราก็คงประมาณว่าสูบกัญชามั้ง มีสายยางต่อจากบ้องลงไปในกระปุกซึ่งมีน้ำอยู่ ผู้เขียนแอบดูอยู่พักใหญ่ เกรงใจเขาไม่กล้าดูตรงๆหลังจากกินน้ำชาคนละถ้วย ก็ออกเดินทางต่อ
ตลอดสองข้างทางเป็นภูเขาโล้น มีแต่หินกับหิน สลับกับหุบเหวที่ไม่ลึกมาก ไม่มีต้นไม้เขียวให้เห็น ไม่มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเลย นานๆจะเจอรถบรรทุกสักคัน ระยะทางสี่ร้อยกว่ากิโล เจอต้นไม้ใหญ่หน่อยอยู่ชนิดเดียวไม่รู้จักชื่อขึ้นอยู่ประปราย คล้ายๆมะม่วงหิมพานต์บ้านเรา แต่ใบเล็กกว่าหน่อยนึง ผู้เขียนเห็นป้ายเป็นรูปลิง เข้าใจว่าให้คนขับรถระวังลิงข้ามถนน แต่ก็แปลกใจว่าไม่มีต้นไม้เแล้วลิงอยู่ได้อย่างไร ช่วงนั่งรถบางตอนคาดว่าน่าจะเป็นพื้นที่สูง เพราะว่าอยู่ๆก็หูอื้อขึ้นมาเฉยๆ อาการเหมือนเมื่อตอนอยู่บนเครื่องบินเลย ไม่เฉพาะผู้เขียนคนอื่นก็เป็นด้วย ตลอดทางจะมีป้ายเขียนด้วยภาษาอาหรับว่า “อัลลอฮูอักบารฺ” บ้าง “อัลฮัมดุลิลละห์” บ้าง และ “ซุบฮานันลอ” ฯลฯ เป็นระยะๆ คำพวกนี้มีความหมายให้เรารำลึกถึงพระเจ้าอยู่เสมอๆ ซึ่งเป็นการเตือนสตินั่นเอง ถ้าเป็นบ้านเราก็อาจจะเจอป้าย “เมาไม่ขับ" อะไรประมาณนั้น ตลอดทางโชเฟอร์เปิดเพลงอาหรับ ทำนองคล้ายๆเพลงอินเดีย ฟังแล้วก็เพราะดี

รถเข้าเขตเมืองมะดีนะห์ก็สายมากแล้ว พอถึงจุดตรวจมีเจ้าหน้าที่แจกน้ำ อาหารแห้ง เป็นขนมเคก อินทผาลัม บรรจุกล่องอย่างดี ดูจากกล่องเป็นของมูลนิธิ Sulaiman al Rajhi chairity foundation ออกจากที่นี่สักพัก ไปเจอจุดตรวจจุดที่สอง การตรวจเช็คของเจ้าหน้าที่ กว่าจะผ่านได้แต่ละด่าน เช็คแล้วเช็คอีก นับกันอยู่นั่นแหละ นับหมายถึงนับจำนวนคนในรถกับจำนวนพาสปอร์ต ว่าตรงกันไหม (แซะห์เก็บไปรวมไว้ด้วยกัน) สงสัยเขาคงห่วงเรื่องคนแอบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมั้ง เลยเช็คแล้วเช็คอีก รถจอดที่นี่นานมากเกือบสามชั่วโมง เราเริ่มหิว ไม่ใช่เริ่มหรอกหิวตั้งนานแล้ว เริ่มกินทุกอย่างที่ขวางหน้า อาหารเหลือที่ตุนไว้ตั้งแต่บนเครื่องบินยังอยู่ รวมทั้งที่เพิ่งได้รับแจกมา ทุกอย่างเรียบไม่มีเหลือ)ของผู้เขียน) เป็นภาระให้กับคนขับรถต้องหาถุงดำมาตามเก็บพวกถุงพลาสติก พวกกล่องที่เรากินไม่ได้ นึกสงสารคนขับรถจัง กว่าจะได้เข้าที่พักก็เที่ยงกว่าๆแล้ว รวมเวลาตั้งแต่ออกจากบ้านตอนสายเมื่อวาน คือเก้าโมง ถึงโรงแรมที่พักเมืองมะดีนะห์ ก็เที่ยงของวันถัดไป
ตามมาอ่านครับ
ขอบคุณค่ะ ที่แวะมาให้กำลังใจ