ถ้าเราเปลี่ยนตัวชี้วัดเสียใหม่ จาก รายได้ มาเป็น การพัฒนาคน อย่างที่อมาตยา เซนบอก ก็เท่ากับปักธงเป้าหมายเสียใหม่ ผลน่าจะต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเ

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พยายามอธิบายปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ในหลายๆเรื่อง การเลือก  การกินดื่ม   การศึกษา การมีลูก  การแต่งงาน  การทำงาน การพักผ่อน  การก่อมลพิษ  การก่ออาชญากรรม  การทำการเกษตร  อุตสาหกรรม การค้า  การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การคอรัปชั่น   ส่วนที่ว่าด้วยการพัฒนาก็มีหลากหลายสำนักคิด

แต่ในทางปฏิบัติ  ก็มาตันอยู่ที่การใช้อัตราการเติบโตของรายได้เป็นตัวชี้วัด "ความก้าวหน้า" ทางเศรษฐกิจ

เมื่อเลือกตัวชี้วัดแบบนี้  ก็เท่ากับเป็นการปักธงตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจไว้  ...ไม่น่าแปลกใจที่นโยบายต่างๆทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม การค้า ก็มุ่งมาที่ "การเติบโตของรายได้"  ส่วนจะใช้ทรัพยากรอย่างไรไม่ค่อยได้รับความสนใจ   ทั้งๆที่นักเศรษฐศาสตร์เองจะเน้นประเด็นการใช้ทรัพยากรให้มีต้นทุนของสังคมต่ำที่สุด   (ย้ำว่าเป้าหมายสุดท้ายของการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่มองที่ ต้นทุนของเอกชน แต่เป็นต้นทุนของสังคม)

 ถ้าเราเปลี่ยนตัวชี้วัดเสียใหม่ จาก รายได้ มาเป็น การพัฒนาคน อย่างที่อมาตยา เซนบอก  ก็เท่ากับปักธงเป้าหมายเสียใหม่  ผลน่าจะต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง  

ลองคิดดูว่า   ถ้าเราใช้ตัวชี้วัดง่ายๆ เช่น  "อายุขัยเฉลี่ยของประชากร"  เพื่อชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนา  จะเกิดอะไรขึ้น  

ประการแรก เราคงต้องมาดูว่า จะทำให้คนอายุยืนขึ้นได้อย่างไร   ดังนั้น ก็ต้องมาดูว่าคนส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะเหตุใด   ... หัวใจ  มะเร็ง อุบัติเหตุ  

สาวต่อไปว่า  สาเหตุของหัวใจ มะเร็ง อุบัติเหตุมาจากไหน   ก็จะพบปัญหาเรื่อง อาหาร  เรื่องสารเคมี  มลพิษ  ความเครียด  พฤติกรรมการบริโภค  การออกกำลังกาย   การดื่มสุรา   การขาดระบบขนส่งมวลชนที่ดี ฯลฯ  ชุดของนโยบายที่ออกมาเพื่อเป้าหมายเพิ่มอายุขัยของคนก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากเป้าหมายอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ

คิดมาถึงตรงนี้  เรารู้สึกว่า  การเลือกตัวชี้วัดผิด เป็นอันตรายอย่างยิ่ง   ตัวชี้วัด ควรเป็นตัวผลซึ่งเป็นตัวเดียวกับเป้าหมาย   และจะต้องมองตัวชี้วัดเชื่อมโยงกับกระบวนการหรือมาตรการที่จะไปถึงเป้าหมาย   ตัวชี้วัดจึงมีผลต่อการกำหนดนโยบายด้วย   

คิดมาถึงตอนนี้  ก็เห็นภาพตัวชี้วัดการพัฒนาคน ที่มีอยู่เป็น 20 ตัว  มันทำให้จัดลำดับความสำคัญไม่ได้  ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล  ไม่สามารถนำไปสู่การนำเสนอนโยบายที่แหลมคมได้

ตัวชี้วัดที่เป็น composite index  หรือ เป็นดัชนีที่ใช้ตัวชี้วัดหลายๆตัวผสมกัน ยิ่งอธิบายได้ยาก และยิ่งไม่มีประโยชน์ในการขับเคลื่อนงานเท่าไร เพราะไม่รู้ว่า จุดวิกฤติที่ต้องเข้าไปแก้อยู่ตรงไหน 

คุยกันกับอาจารย์อภิชัยว่า  ถ้าจะปักธงเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้ตัวชี้วัดหลักแค่สองตัว  คือ  การกระจายรายได้  กับ อายุขัยเฉลี่ยของประชากร ก็น่าจะดี   จากนั้นค่อยๆสาวไปสู่นโยบายอื่นๆ   

หางเสือของเรือเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความรู้และคุณธรรม   อาจไม่จำเป็นต้องสร้างตัวชี้วัด  แต่ต้องเป็นฐานคิดสำหรับการปฏิบัติในทุกภาคส่วน    คิดถึงดัชนีการพัฒนาคน ที่ใช้ "จำนวนครั้งของการเข้าวัดต่อคน" (หรืออะไรทำนองนี้)  แล้วก็อ่อนใจ