หน้าแตก

ไม่ว่างเขียนเลย เพราะมัววุ่นวายกับงานวิจัย  ได้ฤกษ์เพราะมีเรื่องอยากให้ blogger ช่วยปลอบค่ะ จะเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่แสดงความเฉิ่ม เบอะ ๆ ของผู้เขียน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ออกไปส่งจดหมายเพื่อขอความอนุเคราะห์กับหน่วยงาน

ที่ตั้งใจไว้ 4  แห่ง  คือ สถาบันราชภัฎ......  ขับรถไปหาก็ไม่ค่อยคุ้นทาง  ในที่สุด...ก็พบ...ที่หมาย แต่ขอบอกเหงื่อหยดไปหลายค่ะ  ถามพี่ยามว่าำสำนักอธิการบดีอยู่ทางไหน พี่ยามบอกว่า"ไม่มี"  "มีแต่ตึกอธิการใช้ได้ไหม"  แล้วก็ชี้มือบอก  ในใจว่าคงใช่แหละ  อาจเป็นภาษาประจำตัวพี่เขา  ไปเจอห้องสารบรรณ รับเรื่อง ก็เข้าไปอรรถาธิบายว่าอยากมายื่นเอกสารเพื่อขอมาเก็บแบบสอบถาม เพื่อทำงานวิจัย ยาวเหยียด พี่สารบรรณก็ถามว่าจดหมายจ่าหน้าถึงใคร ก็บอกแกว่า ถึง อธิกา่รบดี แกเลยตอบว่าอย่างนั้นไปยื่นโดยตรงกับเลขาท่านเลยดีกว่า อยู่ ทางโน้น  ดิฉันก็รีบเดินไปเพราะยังต้องไปอีกหลายที่ เจอเ้ลขานั่งหน้าห้องอยู่ก็เลยเข้าไปส่งหนังสือให้พร้อมอธิบาย ความต้องการเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และจะขอเบอร์เพื่อโทรกลับมาสอบถามว่าสะดวกเมื่อไร รู้ไหม น้องเขาตอบว่าไง  "พี่ค่ะ  ที่พี่ต้องการยื่นหนังสือถึงเนี่ย....... เป็นอธิการบดีสถาับันราชมงคล....."  รีบก้มลงไปดูบรรทัดที่พิมพ์ว่าเรียน...อุ้แม่เจ้า...สุนีย์ เอาตาข้างไหนเบิ่งมาเนี่ย.^..^  คง...สงสัย...แล้วทำไงต่อ...ถามได้......ก็ต้องเล่นยิ้มนี้แล้วว่า "ขอบพระคุณค่ะ  สงสัยคงผิดสถาบัน ขอโทษนะคะ" .พูดจบก็ยิ้มแล้วก้มหยิบ เศษหน้า่ที่หล่นอยู่ตามพื่นเพราะแตกละเอียดมาประกอบแทบไม่ทันได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วอยากใ้ช้วิชามารแทรกตัวหนีไป ณ บัดดล  เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรรอบคอบมากกว่ารอบรู้