เมื่อวันที่ ๒๑ มิ.ย. ๕๐ ดร. ประพนธ์ กับผมไปคุยกับ นพ. สุภกร บัวสาย      เรื่องแนวทางการเขียนโครงการ สคส. ช่วง ๕ ปีที่สอง      เพื่อขอทุนสนับสนุนจาก สสส.     แต่ขณะนี้หมอสุภกร กำลังหน้าเขียวหน้าเหลืองจากการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ สสส.      โดยตั้งคำถามแบบ micro ของกรรมาธิการ สนช.     โดยที่สมาชิกของกรรมาธิการบางคนตั้งคำถาม แล้วให้ตอบเพียงแค่ว่ามีหรือไม่  และห้ามอธิบาย เพราะไม่ต้องการฟังคำอธิบาย

         ผมจึงเล่าเรื่องทำนองเดียวกันที่ผมเคยเผชิญในศาล เมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว     ที่จริงผมเคยเล่าไว้ในหลายที่     หากท่านใดเคยฟัง หรือเคยอ่านแล้ว ผมก็ขออภัย ที่เอามาเล่าซ้ำ

         คราวนั้นผมไปขึ้นศาลจังหวัดสงขลาในฐานะพยานในคดีแพ่ง     โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นโจทย์     ผมไปเป็นพยานโจทย์      หลังจากอัยการ ที่เป็นทนายโจทย์ซักเสร็จ     ทนายจำเลยก็ซักค้าน     ถึงคราวที่ทนายถามด้วยประโยคที่ยืดยาว และลงท้ายว่า ใช่หรือไม่     ผมก็ตอบโดยอธิบายเรื่องราว     ทนายบอกว่าไม่ต้องการคำอธิบาย  ต้องการให้ตอบว่าใช่หรือไม่     ผมนึกในใจว่า ถ้าตอบว่าใช่ ก็เป็นคุณแก่จำเลย     ถ้าตอบว่าไม่ใช่ก็เป็นคุณแก่โจทย์     ไม่ว่าผมจะตอบอย่างไร มันก็ไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด     เพราะมันมีทั้งส่วนที่ใช่และไม่ใช่     ทันใดนั้น เทวดา ก็มาช่วยผม      ผมตอบทันทีว่า "ใช่ครึ่งหนึ่งครับ"

          ทนายโกรธมาก ว่าผมเล่นลิ้น     ศาลก็งง เพราะไม่เคยได้ยินคำตอบแบบนี้มาก่อน     ท่านถามผมว่า ใช่ครึ่งหนึ่งนี่มันหมายความว่าอย่างไร คุณหมอ     ผมจึงเรียนท่านว่า ท่านจะให้ผมอธิบายไหมครับ     ท่านบอกว่า "เอ้า อธิบาย"      ผมก็ได้โอกาสอธิบาย     ให้เห็นว่าส่วนที่ตอบว่าใช่เป็นอย่างไร     ส่วนที่ไม่ใช่เป็นอย่างไร     ศาลก็ได้ข้อความจริงของเรื่องที่ฟ้องร้องกันอย่างครบด้าน     ไม่ใช่ภาพที่มองด้านเดียว

          หลังจากนั้นคุณทนายก็ถามอีก ด้วยประโยคยาวตามสไตล์ของท่าน ตามด้วย ใช่หรือไม่     และย้ำว่าให้ตอบว่าใช่หรือไม่เท่านั้น ห้ามอธิบาย      ตอนนั้นผม "เป็นมวย" แล้ว      ผมตอบทันทีด้วยความมั่นใจว่า "ใช่หนึ่งในสามครับ"      แล้วผมก็ได้โอกาสอธิบายอีก     และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณทนายคนนี้เสียทนายไปเลยในช่วงของการซักค้านนั้น

          รศ. ดร. หริศ สูตะบุตร อดีตอธิการบดี สจธ. ไปนั่งฟังการซักพยานอยู่ด้วย     ท่านออกมาบอกใครต่อใครว่า     "ไอ้หมอวิจารณ์นี่มันตรงไปตรงมา ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ"     ผมเข้าใจว่าผมได้แสดง integrity ของผมในฐานะพยานที่ตรงไปตรงมา     และผมได้เทวดามาช่วยในยามคับขัน     ทำให้ผมเกิดศรัทธาในความดี ความบริสุทธิ์ ว่าถ้าเรายึดมั่น ในยามคับขันเราจะพบทางออกเสมอ     คล้ายๆ เทวดามาช่วย

          ผมมาตีความภายหลังว่า การตั้งคำถามแบบ reductionist ให้ตอบว่า ใช่หรือไม่ นั้น     เป็นการคิดแบบแยกส่วน     แบบลดทอนความเป็นเหตุเป็นผลที่ซับซ้อนลงเหลือเพียงใช่หรือไม่ใช่ ที่เป็น simplistic solution     จากสภาพจริงที่ซับซ้อน มีหลายเหตุการณ์หลายเรื่องราวซ้อนกัน     หยิบเอามาเฉพาะที่ตนต้องการ  ละส่วนที่ตนไม่ต้องการเอ่ยถึงเพราะพวกตนจะเสียเปรียบ     แล้วให้ผมตอบโดยผมยอมใช้ partial fact ที่เขาอ้างถึง     ถ้าผมตกหลุมยอมตอบคำถามที่เขาล่อ     ก็เท่ากับผมหลงตอบตามข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนนั้น     การที่ผมตอบว่าใช่ครึ่งหนึ่ง     เท่ากับผมเปิดโอกาสให้ตนเองอธิบาย และให้ข้อมูลเพิ่มเติม     ทำให้ศาลเห็นว่า ทนายเจ้าเล่ห์ พยายามหลอกศาลว่ามีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพียงเท่าที่ทนายสรุป     พอผมอธิบาย ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ทนายพยายามหลบไม่เอ่ยถึง ก็โผล่ออกมา      การตัดสินคดีให้ยืนอยู่บนฐานความเป็นจริง ก็ง่ายขึ้นมาก

          ผมสรุปว่า ในการตอบคำถามที่ตั้งแบบ reductionist     เราต้องตอบแบบ ช็อก ฝ่ายตรงกันข้าม     ให้งง     และเรามีโอกาสอธิบาย
           


วิจารณ์ พานิช
๒๓ มิ.ย. ๕๐