ความพร่องของอิสรภาพ

ความพร่องของอิสรภาพ
The Lack of Freedom
 เราเพียงแต่คิดถึงตัวเองว่าเป็นอิสระเท่านั้น ถึงจะสามารถรู้สึกว่าตัวเองมีพันธะได้
และเราเพียงแต่ต้องรู้สึกว่ามีพันธะเท่านั้น ถึงจะสามารถรู้สึกว่าตัวเองมีอิสระได้ (Goethe)
ความเจริญงอกงามของอิสรภาพนับว่าเป็นแกนกลางหลักของประวัติศาสตร์, Lord Acton เชื่อว่าอย่างนั้น, ทั้งนี้เพราะ พระผู้เป็นเจ้าทรงมีแผนการณ์เช่นนั้นสำหรับมนุษย์. ใครบางคนไม่ต้องการทัศนะแบบ whiggish [พวกเสรีนิยม](whiggish - คำนี้หมายถึง สมาชิกพรรคปฏิรูปการเมืองในอังกฤษ ซึ่งต่อมาคือพรรค Liberal Party นั่นเอง) ที่เป็นมาในประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ประวัติศาสตร์ของตะวันตก อย่างน้อยที่สุด อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องราวอันหนึ่งเกี่ยวกับพัฒนาการของอิสรภาพ ทั้งที่ปรากฎขึ้นมาเป็นจริงและเป็นเพียงอุดมคติแต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ
 พวกเราได้ติดตามร่องรอยการก่อเกิดของอารยธรรมตะวันตก ย้อนกลับไปยังการปลดเปลื้องมายาคติด้วยการใช้เหตุผลของกรีก. และนับจากสมัยเรอเนสซองค์เป็นต้นมา ซึ่งได้มีการเน้นถึงเรื่องของความก้าวหน้า อันดับแรก เป็นเรื่องของอิสรภาพจากศาสนา(ยุคปฏิรูปศาสนา - The Reformation), และต่อมา เป็นเรื่องของการมีอิสรภาพจากการเมือง(การปฏิวัติอังกฤษ, อเมริกัน, ฝรั่งเศส), ติดตามมาด้วย อิสรภาพทางเศรษฐกิจ(การต่อสู้ทางชนชั้น - the class struggle), การเป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคม(กระบวนการเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพ), การเป็นอิสรภาพจากเชื้อชาติ(สิทธิพลเมือง)
และเมื่อเร็วๆนี้นี่เอง ได้มีการรณรงค์เรื่องอิสรภาพทางเพศและจิตวิทยา(ลัทธิสตรีนิยมและสิทธิของชาวเกย์ที่ได้ปลดปล่อยผู้หญิงและการแบ่งแยกทางเพศ), รวมถึงการบำบัดทางจิต ซึ่งได้ทำให้เราเป็นอิสระจากโรคประสาทต่างๆ) ทุกวันนี้ "การรื้อสร้าง"(deconstruction) และพัฒนาการทางด้านสติปัญญาหลังสมัยใหม่(postmodern intellectual development) ได้ปลดปล่อยเราจากเจตจำนงของนักประพันธ์และโครงสร้างของเนื้อหาเดิมๆในตัวมันเอง - ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็น "อิสรภาพจากเนื้อหาหรือต้นฉบับ"(textual liberation) ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่อิสรภาพในทุกวันนี้ คือคุณค่าที่สำคัญที่สุดของโลกตะวันตก และโดยผ่านอิทธิพลของตะวันตก มันได้กลายมาเป็น หรือกำลังกลายมาเป็นคุณค่าสูงสุดของโลกในส่วนที่เหลือด้วย ผู้คนอาจกระทำบาปหรือความชั่วต่ออิสรภาพ แต่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธคุณความดีของมัน. กระนั้น คุณความดีอันนี้ กำลังสูญเสียความรุ่งโรจน์ของมันบางส่วนไปใช่หรือไม่ ? เมื่อเร็วๆนี้ มันค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นว่า การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆเกี่ยวกับลัทธิปัจเจกชนนิยมประชาธิปไตย ที่ได้รับการสนับสนุนโดยประเทศเอเชียตะวันออกบางประเทศนั้น มันน้อยยิ่งกว่าการขออภัยเกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบเผด็จการ. บ่อยครั้ง "การสูญเสียอิสรภาพ" ได้ถูกยกฟ้องบนพื้นฐานอันเนื่องมาจาก ความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม. แม้ว่านโยบายต่างๆแบบเผด็จการจะไม่ได้รับความอดทนในตะวันตก แต่ในทางตรงข้าม กลับเป็นที่ยอมรับของชาวเอเชีย ขณะเดียวกัน เรา(ชาวตะวันตก)ได้ยินการอ้างอิงถึงขนบจารีตที่แสดงถึงการกดขี่ของตะวันออกต่างๆอยู่บ่อยๆ แต่ประเด็นเหล่านี้มากมายไม่ได้ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ในทางกลับกัน มันมีข้อพิสูจน์ไม่น้อยซึ่งมีหลักฐานเกี่ยวกับการกดขี่บีบคั้นในสังคมตะวันตก ซึ่งได้ถูกทำให้เป็นที่ประจักษ์โดยขนบจารีตต่างๆของการสอบสวนแบบสเปน หรือเกี่ยวกับค่ายกักกันนาซีเยอรมัน หลายต่อหลายครั้งมีการตอบโต้กันข้างต้น ซึ่งการอ้างอิงต่างๆได้ถูกนำไปเน้นในเรื่องระเบียบวินัยแบบ"ขนบธรรมเนียมของขงจื้อ"; แต่นั่นไม่ใช่ขนบจารีตในตะวันออกเท่านั้น, และมันก็ไม่ง่ายที่จะประเมินว่าเป็นผลที่อาจจะเกิดตามมาของขนบจารีตนั้นสำหรับเอเชียยุคใหม่ [แม้ว่า เราสามารถแสดงให้เห็นว่า ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับขงจื้อ มากกว่าสิ่งที่เพลโตและเซนต์ ออกัสตินกล่าวถึงก็ตาม])(Amartya Sen, New York Review of Books September 22, 1994, p.69) อย่างไรก็ตาม "ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอิสรภาพ" ได้บรรจุเอาความขัดแย้งไว้มากพอที่จะทำให้เราสดุดหยุดลง. มันเป็นเรื่องที่สำคัญเท่าๆกันกับในสมัยเรอเนสซองค์ ซึ่งเป็นไปเพื่อการพัฒนาเกี่ยวกับอิสรภาพของบุคคล พวกเรายังเห็นถึงรากเหง้าของปัญหาต่างๆของมันด้วย ซึ่งได้สิงสู่อยู่กับเราในทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิปัจเจกนิยมอย่างสุดขั้ว ที่ได้ปลดปล่อยหรือระบายความโลภของเราออกมา ในฐานะที่เป็นเครื่องจักรของพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และธุรกิจเสรี ที่ยังคงทำให้การทำลายล้างความผูกพันต่างๆของชุมชนลงไปอย่างมีเหตุผลและต่อเนื่อง การปฏิวัติฝรั่งเศส, รัสเซีย, และจีน เป็นผลลัพธ์มาจากนโปเลียน, สตาลิน, และเหมา, โดยลำดับ, ซึ่งเป็นการแก้ต่างคำเตือนต่างๆของ Burke เกี่ยวกับความแตกตัวอย่างฉับพลันของอำนาจเผด็จการทางการเมืองที่มากดขี่. และปัจจุบันนี้ อิสรภาพทางด้านเทคโนโลยีของเรากับการแปรเปลี่ยนรูปโฉมของโลกธรรมชาติ มันกำลังปล้นชิงธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ซึ่งพวกเราทั้งหลายกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงเกี่ยวกับการทำลายล้างตัวของเราเองด้วย ถ้าเผื่อว่า"อิสรภาพ"คือคุณค่าสูงสุดของพวกเรา หากเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นปัญหาอันหนึ่งเหมือนกัน. ในที่นี้เราจะมาทำการสำรวจถึง ปัญหาเกี่ยวกับอิสรภาพจากมุมมอง"ความพร่อง"(lack)ของชาวพุทธ พุทธศาสนาให้เหตุผลว่า การสร้างอิสรภาพให้เป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุดของเรา เป็นเรื่องที่อันตราย, สำหรับ"อิสรภาพ"มันถูกนึกคิดหรือเข้าใจโดยเอกเทศ ในมุมมองทางโลกหรือในเทอมต่างๆของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว จะก่อเกิดช่องว่างหรือเกิดรอยร้าว เพราะว่ามันไม่สามารถให้สิ่งที่เราแสวงหาจากมันได้อย่างแท้จริงนั่นเอง  ส่วนหนึ่งของการต่อต้านของเรา ซึ่งมีต่อข้อสรุปอันนั้น เนื่องมาจากความยุ่งยากในการพิจารณาเรื่องของอิสรภาพอย่างเป็นภววิสัย. อุดมคติอันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรา ที่ค่อนข้างเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับวิธีการที่เราเข้าใจตัวของเราเองมาก ดังนั้นมันจึงยากที่จะเฝ้าดูมัน  "คุณค่าของอิสรภาพ"อันนี้มีประวัติศาสตร์อันหนึ่ง มากกกว่าจะเป็นเรื่องของธรรมชาติ, มันเป็นผลลัพธ์ของการสืบค้นอย่างถี่ถ้วนซึ่งสลับซับซ้อนและจะต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียด. ด้วยเหตุนี้ วิธีการเชิงเปรียบเทียบสามารถที่จะช่วยวาดเค้าโครงสถานการณ์ต่างๆของเราขึ้นมาได้ ที่ว่า ทำไมอุดมคติเกี่ยวกับอิสรภาพจึงได้เกิดขึ้นมาในตะวันตก และเมื่อไหร่และที่ไหน ที่มันมีการแสดงออกซึ่งอิสรภาพนั้น? คำถามต่อมาคือ มันตรงข้ามกับคุณค่าต่างๆขั้นปฐมของวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ตะวันตกอย่างไร? ความยุ่งยากอีกอันหนึ่งก็คือ "แนวความคิดที่แท้เกี่ยวกับอิสรภาพ" ซึ่งค่อนข้างเข้าใจยากมากๆ มันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะนิยามเรื่องของอิสรภาพในแบบที่น่าพอใจได้เลย สำหรับเหตุผลง่ายๆที่ว่า แนวความคิดที่เป็นนามธรรมนั้น ได้สูญเสียความหมายภายนอกบริบทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคำถามที่ว่า อิสรภาพจากอะไร... หรืออิสรภาพถึงอะไร...? ในเรื่อง Freedom in the making of Western Culture(1991), Orlando Patterson ได้จำแนกสิ่งที่เราเรียกว่า ความรู้สึกเกี่ยวกับอิสรภาพเอาไว้สามระดับคือ :1. ระดับส่วนตัว (personal) หมายถึง สามารถที่จะทำความพึงพอใจต่างๆได้ ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆของความปรารถนาของคนอื่นที่จะกระทำสิ่งเดียวกัน 2. ระดับองค์อธิปัตย์ (sovereignal) หมายถึง อำนาจที่จะกระทำเพื่อความพึงพอใจต่างๆได้ โดยไม่เอาใจใส่ความปรารถนาของคนอื่นๆ 3. ระดับพลเมือง (civic) ความสามารถของสมาชิกในชุมชนหนึ่งที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตและการปกครอง คำนิยามทั้งสามระดับนี้ ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดขึ้น ซึ่งไล่ตามประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอิสรภาพนับจากเริ่มต้นเลยทีเดียว. ถ้าหากว่าอิสรภาพคือความรู้สึกหนึ่ง มันก็จะไม่ถูกแก้ปัญหาอย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงที่โชคไม่ดีคือว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพ มากยิ่งกว่าการอยู่อย่างอิสระ. ทำไมมันยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ? การศึกษาส่วนใหญ่เกี่ยวกับอิสรภาพเน้นว่า ตะวันตกได้ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญต่อทฤษฎีและปฏิบัติการเกี่ยวกับอิสรภาพ. ความพยายามที่จะอธิบายของ Patterson ที่ว่า ทำไมอิสรภาพจึงไม่ค่อยๆปรากฏตัวหรือวิวัฒน์ขึ้นมาในโลกที่ไม่ใช่ตะวันตก. ปฏิบัติการในลักษณะคร่าวๆและกระชับของเขา ต่อคำถามหรือข้อสงสัยอันนี้ เป็นการพูดถึงชนเผ่าอินเดียนทางเหนือและทางใต้, สังคมต่างๆที่ไม่รู้หนังสือในแอฟริกัน, ชนเผ่าต่างๆกลุ่มหนึ่งของแปซิฟิคใต้, ชาวเมโสโปเตเมียโบราณ และวงศ์วานชนชาวอียิปต์ กระนั้นก็ตาม ไม่ได้มีการพิจารณากันถึงอินเดียและจีน ซึ่งถือว่าในเชิงปรัชญานั้น เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ตะวันตกซึ่งมีความเจริญช่ำชองมากที่สุด และนอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเราคาดหวังว่าจะเสนอทางเลือกที่น่าสนใจมากที่สุดต่อความเข้าใจของตะวันตกเกี่ยวกับอิสรภาพด้วย ในอินเดีย เป็นตัวอย่าง มุกติ(mukti - การปลดปล่อยเพื่อความหลุดพ้น เป็นอีกคำหนึ่งของโมกข์ษะ)ได้ถูกยอมรับกันมาเป็นเวลายาวนาน โดยสกุลความคิดเกือบทั้งหมดในฐานะซึ่ง เป็นเป้าหมายทางจิตวิญญานอันสูงส่งที่สุดของการหลุดพ้น "นับจากการดำรงอยู่ของมนุษย์ โดยขนบประเพณี ถูกเข้าใจว่าเป็นวัฏฏะอันหนึ่งของการเวียนว่ายตายเกิดที่โปรยปรายไปด้วยประสบการณ์และความทุกข์ "อิสรภาพของตัวตน"สามารถที่จะได้รับการอธิบายในฐานะที่เป็นอิสรภาพจากวัฏฏะอันนี้ของสังสารวัฏ. ดังนั้น "อิสรภาพ"หรือ"มุกติ"(ความหลุดพ้น) จึงหมายความว่า อิสรภาพจากความไม่รู้เกี่ยวกับตัวตน นั่นคือ อวิชชา, อิสรภาพจากกิเลส ตัณหา หรือ กลิศ, อิสรภาพจากความทุกข์หรือ ทุกขา, และในท้ายที่สุด อิสรภาพจากความตายและกาลเวลา บรรดาชาวพุทธทั้งหลาย, ผู้นับถือศาสนาเชน, และเหล่าโยคีเข้าใจอุดมคติเกี่ยวกับอิสรภาพจากข้อจำกัดต่างๆของความรู้ด้วย, ขณะที่สิทธา แสวงหาอิสรภาพจากข้อจำกัดต่างๆของธรรมชาติทั้งหมด" ที่ชัดเจนต่ออันนี้, Patterson ดำเนินตามปัญญาญานที่รับเอามาโดยสรุปว่า ความสลับซับซ้อนทางคุณค่าของตะวันตกเกี่ยวกับอิสรภาพ "เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าความสลับซับซ้อนใดๆ เกี่ยวกับคุณค่าที่เข้าใจกันของมนุษยชาติ" เราอาจยกคำถามหรือข้อสงสัยบางอย่างขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยพลิกแพลงการวิจารณ์ในแนวพุทธเกี่ยวกับอัตตา-ตัวตน(ego-self)มาใช้: การดำรงอยู่ของอัตตาตัวตนในเชิงสมมุติซึ่ง, เป็นเพราะมันเข้าใจตัวมันเองในฐานะที่แยกขาดออกจากโลก, บ่อยครั้ง ได้ถูกครอบครองมาก่อนหน้านั้นแล้ว ด้วยการปลดปล่อยตัวของมันเองจากพันธะต่างๆที่ผูกมัดมันไว้กับโลก สำหรับพุทธศาสนา, อัตตาไม่ใช่ความสำนึกเกี่ยวกับตัวตนที่มีอยู่ แต่เป็นการสร้างขึ้นมาของจิต, ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตนที่เปราะบาง ซึ่งหวาดกลัวตัวของมันเองในความไม่มีอยู่ ปัญหาของพวกเราเกิดขึ้นเพราะ "ฉัน" ที่กำหนดเงื่อนไขความสำนึกต้องการจะวางรากฐานตัวของมันเอง - - ยกตัวอย่างเช่น ทำให้ตัวมันเองเป็นจริงขึ้นมา. ความล้มเหลวมาโดยตลอดของมันที่จะทำเช่นนั้น หมายความว่า ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตนเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาเกี่ยวกับความพร่อง(a sense of lack) คล้ายกับเงาที่ไม่อาจหนีรอดได้ ซึ่งมันมักจะพยายามที่จะหนีไปให้รอด สิ่งที่ Freud เรียกว่า "การย้อนกลับของการข่มระงับ" ในรูปแบบที่ถูกบิดเบือนไปของอาการบ่งชี้หนึ่ง ได้แสดงให้เราเห็นว่า จะเชื่อมโยง"พื้นฐานความสิ้นหวัง"กับ"วิธีการทางสัญลักษณ์" ซึ่งเราพยายามทำให้ตัวของพวกเราเป็นจริงขึ้นมาบนโลกนี้กันอย่างไร การตีความเรื่องความพร่องเกี่ยวกับคำสอนเรื่อง"การไม่มีตัวตน"ของชาวพุทธ มีนัยะสำคัญอยู่สองประการสำหรับหนทางที่เรามองเรื่องของอิสรภาพ ประการแรก, วัฒนธรรมใดก็ตามที่เน้นความเป็นปัจเจกของตัวตน จะวางคุณค่าสำคัญยิ่งให้กับ"อิสรภาพ"หรือ"เสรีภาพของตัวตน"เอาไว้สูงสุดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้. ปกติแล้ว อิสรภาพได้ถูกนิยามในฐานะที่เป็นการกำหนดควบคุมชีวิตของตนเอง และในทางนิรุกติศาสตร์(de+terminus, to limit, set boundaries)เผยให้เห็นนัยะเกี่ยวกับการสถาปนาเขตแดนต่างๆ ระหว่างตัวตนและไม่มีตัวตนขึ้นมา ในที่นี้ ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจที่ว่า นับจากการเริ่มต้นของมัน "ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอิสรภาพ"ของตะวันตก ได้ถูกนำไปสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพัฒนาการเรื่อง"ตัวตน"อย่างแข็งแกร่ง หรือนำเสนอมันในอีกช่องทางหนึ่ง กับการเพิ่มขึ้นของ ตัวตน-วัตถุ ในลักษณะทวิลักษณ์ ในขอบเขตอันนั้น อิสรภาพถูกเข้าใจในฐานะที่เป็นอิสรภาพจากการควบคุมภายนอก, การแบ่งแยกอันหนึ่งที่ถูกให้นัยะระหว่างภายใน(ที่ซึ่งต้องการเป็นอิสระ) และภายนอก(ที่ซึ่งได้รับอิสระจาก). อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสิ่งที่ Patterson เรียกว่า"stillbirth" of freedom(การแท้งของอิสรภาพ)ภายนอกสังคมตะวันตก ถูกทำให้สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงที่ว่า บรรดาสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตก มีแนวความคิดที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับเรื่องตัวตน และความสัมพันธ์ของมันกับสิ่งอื่นๆ ประการที่สอง, และสมมุติฐานซึ่งเป็นงานหลักของบทความชิ้นนี้ก็คือว่า ถ้าการดำรงอยู่ของตัวตนและ ความมีอิสระเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวตนเป็นมายาการอันหนึ่งดังที่พุทธศาสนาอ้าง หากเป็นเช่นนั้นจริง ตัวตนดังกล่าว ก็จะไม่สามารถประสบกับตัวของมันเองมากพอสำหรับตัวตน - - นั่นคือ มันจะไม่เคยรู้สึกเป็นอิสระพอ. มันจะพยายามแก้ปัญหาความพร่องของมัน โดยการขยายปริมณฑลเกี่ยวกับอิสรภาพของตัวเองออกไป กระนั้นก็ตาม นั่นไม่สามารถที่จะกว้างขวางพอต่อความสุขกายสบายใจ ลักษณะที่เป็นพลวัตอันนี้ ได้ช่วยก่อเกิดสิ่งที่เรารู้จักในฐานะที่เป็นประวัติศาสตร์ของตะวันตก: การแสวงหาอันไม่เคยสิ้นสุดเพื่อ"ลักษณะที่แท้จริง"; ยกตัวอย่างเช่น ความสมบูรณ์, อิสรภาพส่วนบุคคล. แต่มันสามารถจะเป็นอย่างนั่นได้ล่ะหรือ, ถ้ามันไม่มีตัวตน"ที่แท้จริง"ที่จะมีสิ่งเหล่านั้นได้ ? การพึ่งพาอาศัยกัน ระหว่างอิสรภาพและความเหี้ยมโหด
(The Interdependence of Freedom and Tyranny)
เพื่อเข้าใจตะวันตกในบริบททั่วๆไป เราจะต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งซึ่งมีอยู่ก่อนตะวันตก - ในกรณีนี้หมายถึง ก่อนยุคกรีกคลาสสิค. การศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้บางเรื่องได้เน้นว่า คุณค่าที่วางอยู่บนอิสรภาพได้ถูกทำให้เกิดขึ้นมานอกขั้วตรงข้ามของมัน, นั่นคือ"ความตายทางสังคม"ของคนที่เป็นทาส  เรื่องของความเป็นทาสถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเอามากๆ, แต่อย่างไรก็ตาม อันนี้โดยตัวของมันเองไม่ได้ไปไกลเกินกว่าจะอธิบายว่า ทำไมอิสรภาพทางสังคม มันจึงพัฒนาขึ้นมาแต่เพียงในสังคมตะวันตกเท่านั้น. (อันนี้ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นทาสเป็นส่วนหนึ่งที่สมบูรณ์ของเศรษฐกิจสังคมจำนวนมาก. ตามงานเขียนของ M.I.Finley (Ancient Slavery and Modern Ideology) มีเพียงสองสังคมเท่านั้นที่มีทาสอย่างแท้จริงที่อยู่ภายนอกทวีปอเมริกา, นั่นคือ กรีกสมัยคลาสสิค และอิตาลีสมัยคลาสสิค (ในที่นี้อาจเกิดข้อสงสัยว่า ทาสในยุคอียิปต์โบราณหายไปไหน ซึ่งจะมีคำตอบต่อไป)
ถ้าเผื่อว่า Finley ถูก, มันได้ก่อให้เกิดนัยะอันน่าพะอืดพะอมที่ว่า ประชาธิปไตยแรกเริ่มของโลกได้ให้กำเนิดเศรษฐกิจทาสครั้งแรกของโลกเช่นเดียวกัน; เศรษฐกิจทาสของเอเธนส์ เป็นผลลัพธ์ที่ตามมาของการปฏิรูปของ Solon (ผู้สร้างกฎหมาย 638-559 BC. เป็นชาวเอเธนส์)ซึ่งได้ให้สิทธิทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจต่อประชาชนพลเมือง. การสาบสูญของแรงงานโดยไม่ได้ตั้งใจจำนวนมาก ได้รับการชดเชยโดยการตัดสินที่จะนำเข้าทาสจำนวนมากมาจากภายนอกเอเธนส์ ซึ่งการแก้ปัญหาอันนี้ได้รับการต้อนรับจากประชาชน. อันนี้ได้อธิบายความเข้าใจของกรีกเกี่ยวกับอิสรภาพและความเป็นทาสในฐานะที่ตรงข้ามกัน ซึ่งต้องการกันและกัน ปัญหาพื้นฐานคือว่า ท่ามกลางการไม่มีทาส การปรากฎตัวขึ้นมาของทาสได้เสริมเพิ่มพลังความรู้สึกเกี่ยวกับความเป็นปึกแผ่นและการมีส่วนร่วมของกลุ่มในตัวของพวกเขาเอง; และสิ่งที่ทาสปรารถนา ไม่ใช่เรื่องของ"อิสรภาพ"ในความหมายที่วิวัฒน์ขึ้นมาในสังคมตะวันตก (ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายกาจ เมื่อมันไม่มีที่ทางสำหรับเสรีชนคนหนึ่ง(free person)ในสังคมเหล่านั้น) แต่เป็นความปรารถนาที่จะลดความเป็นชายขอบ และความต้องการทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง เพื่อเข้าสู่ชุมชนของผู้เป็นนายทาส อันนี้เป็นการแสดงให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์กัน ระหว่างตัวตนที่เป็นปัจเจก กับ การประเมินค่าเกี่ยวกับอิสรภาพ: ไม่มีบริบททางสังคมสำหรับอิสรภาพที่ควรยกย่อง จนกระทั่งมันมีบทบาททางสังคมอันหนึ่งสำหรับปัจเจกที่จะมีบทบาทในฐานะของปัจเจกชนคนหนึ่ง อียิปต์สมัยราชวงศ์ ได้ให้ตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง. ดังที่ Max Weber ตั้งข้อสังเกต, กฎทั่วไปที่ว่า"จะไม่มีผู้ใดที่ปราศจากนาย"(no man without a master), สำหรับคนที่ไม่มีผู้ปกป้องจะไร้อำนาจ และไม่สามารถได้รับความช่วยเหลืออะไรได้. เพราะฉะนั้น ประชากรทั้งมวลของอียิปต์จึงถูกจัดองค์กรขึ้นภายใต้ระบบให้มีลำดับชั้นสูงต่ำตามฐานะของการพึ่งพา สำหรับ Weber อันนี้ได้เผยให้เห็นถึง"คุณลักษณะเฉพาะอันเป็นแก่นแท้ของรัฐที่เรียกว่า liturgy-state: รัฐพิธีกรรม นั่นคือ รัฐที่ปัจเจกชนแต่ละคน ถูกผูกมัดกับหน้าที่ที่กำหนดให้กับเขาภายในระบบสังคม, และด้วยเหตุนี้ ปัจเจกชนแต่ละคน ในหลักการ จึงไม่มีอิสระ" หลักการอันนี้ได้นำไปประยุกต์ใช้กับบรรดาฟาโรห์ทั้งหลายด้วย ถึงแม้ว่าฟาโรห์ทั้งหลายต่างก็มีฐานะของพระผู้เป็นเจ้าเท่ากับพระผู้เป็นเจ้าต่างๆ ซึ่งบทบาทของพระองค์ก็คือธำรงรักษาแบบแผนของจักรวาลเอาไว้. นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมความพยายามทุกๆอย่างของบรรดาฟาโรห์ทั้งหลายที่จะปลดปล่อยตัวของพระองค์เองให้เป็นอิสระจากอำนาจของพวกพระจึงถูกทำให้แพ้พ่าย เมื่อทุกๆคนได้ถูกทำให้คงที่ภายใต้ลำดับชั้นสูงต่ำตามการยินยอมของพระผู้เป็นเจ้า มันจึงไม่เหลือที่ทางในทางสังคมสำหรับอิสรภาพส่วนตัว เพราะโครงสร้างทางสังคมไม่มีพื้นที่สำหรับปัจเจกชนที่จะควบคุมหรือกำกับตัวเอง เทียบกับความสำคัญนี้ ได้ไปเกี่ยวพันกับสิ่งที่ Patterson เรียกว่า อิสรภาพแบบองค์อธิปัตย์(sovereignal freedom), นั่นคืออำนาจที่จะกระทำอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นความพอใจโดยคนอีกคนหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติของอำนาจเผด็จการของสังคมมนุษย์ส่วนใหญ่ อิสรภาพแบบองค์อธิปัตย์นั้นมิได้มีอยู่อย่างปกติ เพราะความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมด ดำรงอยู่ภายใต้เครือข่ายอันหนึ่งของอำนาจถ่วงดุลยในทางตรงข้าม(รวมถึงอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าที่มาจำกัดความหยิ่งผยองของมนุษย์) อันนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะซึ่งเป็นประติทรรศน์ที่น่าเศร้าอันหนึ่ง ซึ่งไล่ตามประวัติศาสตร์ของตะวันตก: "อิสรภาพส่วนตัว และการปกครองแบบเผด็จการไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกัน แต่เป็นพี่น้องกัน" สำหรับเงื่อนไขต่างๆทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประชาธิปไตยเป็นไปได้ และยังทำให้การปกครองแบบเผด็จการเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน ปัจเจกชนที่จะควบคุมหรือกำกับตัวเอง อาจวิวัฒน์ขึ้นมาโดยการทำลายล้างหรือความอ่อนแอของ"ลำดับชั้นสูงต่ำของการพึ่งพา" หรือ (ในสังคมชนเผ่าจำนวนมาก รวมไปถึง pre-Cleisthenes Athens [ก่อนทรราชย์ Cleisthenes ศตวรรษที่หก ก่อนคริสตศักราช]) ลำดับชั้นสูงต่ำของเชื้อสายวงศ์ตระกูล; กระนั้นก็ตาม สูญญากาศทางอำนาจที่สร้างขึ้นมา สามารถที่จะถูกจัดการโดยคนเหล่านั้นที่อยู่ในตำแหน่งได้ด้วย เพื่อยึดฉวยอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ อันจะไม่ถูกจำกัดอีกต่อไปแล้วโดยพลังอำนาจทางสังคมที่มาถ่วงดุลย์ทางด้านตรงข้าม ประเด็นนี้อาจถูกสร้างขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งได้ นั่นคือ ความล้มเหลวของลำดับชั้นสูงต่ำ หรือระบบเชื้อสายวงศ์ตระกูลที่ยินยอมหรือหลีกทางให้กับการพัฒนาของปัจเจกชนที่เป็นอิสระ, ปัจเจกชนที่ดูแลกำกับตัวเองมากกว่า, แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ยินยอมให้กับการสร้างสรรค์ผู้คนธรรมดาทั่วไปขึ้นมาด้วย ซึ่งนั่นได้ก่อให้เกิดแง่มุมที่ยุ่งยากอีกอันหนึ่งขึ้นมาเกี่ยวกับลักษณะที่เป็นประติทรรศน์อันนี้ นั่นคือ ความกระตือรือร้น ซึ่งชนชั้นล่างของสังคมได้อ้าแขนรับบรรดาผู้ปกครองเอกาธิปไตย(ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ)ของพวกเขา ใน Grand Inquisitor ของ Dostoyevsky เน้นว่า มนุษย์ไม่มีความต้องการรีบด่วนอะไรมากไปกว่าสิ่งๆหนึ่ง ที่จะค้นพบใครบางคน ที่เขาสามารถยอมจำนนให้, เร็วเท่าที่จะทำได้, ของขวัญอันนั้นเกี่ยวกับอิสรภาพซึ่งเขา, ในฐานะสิ่งสร้างที่โชคไม่ดี, ถูกทำให้เกิดขึ้นมาพร้อมด้วยกันกับมัน" พวกเราไม่ได้เกิดขึ้นมากับความอิสระ - - อิสรภาพที่เรามี เป็นผลลัพธ์อันเนื่องมาจากเงื่อนไขต่างๆทางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน - - แต่ลูกศรของ Dostoyevsky ในทางตรงข้าม พุ่งตรงไปที่เป้าหมาย: ถ้า(ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตนมีนัยะแฝงความรู้สึกพร่องอยู่)อิสรภาพทำให้เรากังวลใจ, "การมีอิสระมากขึ้น"คือ"ความกังวลใจเพิ่มขึ้น"ที่เราจะรู้สึกเช่นนั้น และยิ่งความต้องการที่จะแก้ปัญหาความกังวลใจดังกล่าว ในหนทางหนึ่งหรือในอีกหนทางหนึ่ง - - ปกติแล้ว โดยการยอมจำนนมันต่อคนที่มีอำนาจบางคน หรือพ่อผู้ให้การคุ้มครอง(authority figure or father protector) นักจิตวิเคราะห์ Otto Rank ได้จำแนกความกังวลใจของเราออกเป็นความกลัวที่เติมเต็มกันสองประการคือ
ประการแรกเรียกว่า Life fear (ความกลัวเกี่ยวกับชีวิต) คือความกังวลใจที่เรารู้สึก เมื่อเราออกมาห่างเกินไป, ด้วยการกระทำเช่นนั้น ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมโยงกับทั้งหมด(stand out too much, thereby losing our connection with the whole)


ประการที่สองเรียกว่า death fear (ความกลัวเกี่ยวกับความตาย) เป็นความกังวลใจเกี่ยวกับการสูญเสียความเป็นส่วนตัวของคนๆหนึ่ง และการหลอมละลายกลับเข้าไปสู่ความเป็นทั้งหมด (losing one's personhood and dissolving back into the whole) ขณะที่ความกลัวเกี่ยวกับชีวิต(life fear)เป็นความกังวลใจของการดำเนินไปข้างหน้า(going forward), เพื่อความเป็นปัจเจกชนคนหนึ่ง, ความกลัวเกี่ยวกับความตาย(death fear)คือความกังวลใจที่จะก้าวถอยหลัง(going backward), ความเป็นปัจเจกชนได้สูญสลายหายไป  ระหว่างความเป็นไปได้เกี่ยวกับความกลัวทั้งสองประการนี้ ปัจเจกชนได้ถูกเหวี่ยงกลับไปกลับมาไปตลอดชีวิตของเขา อันนี้สามารถได้รับการแสดงออกได้ในเทอมต่างๆของอิสรภาพด้วย: เรารู้สึกถึงความต้องการที่จะเป็นอิสระ แต่การที่เรามีอิสระมากขึ้น ทำให้เรากังวลใจมากขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงระยอบย่อที่จะพลีบูชา หรือสังเวยอิสรภาพอันนั้นให้กับใครคนหนึ่ง ซึ่งให้คำมั่นสัญญาเรื่องความมั่นคงปลอดภัยแก่เรา(รวมถึงความสมบูรณ์ต่อความรู้สึกพร่องของเรา) กล่าวอย่างสั้นๆ มนุษย์ทั้งหลายต่างมีความต้องการทางจิตวิทยาสองประการ, นั่นคือ อิสรภาพและความปลอดภัย, และโชคไม่ดีที่ทั้งสองสิ่งนี้มันขัดแย้งกัน. อันนี้ได้อธิบายความยั่วยวนของลัทธิเผด็จการอำนาจเบ็ดเสร็จ"ลัทธิเผด็จการอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นอาการบ่งชี้ทาง"โรคประสาทอันหนึ่งทางวัฒนธรรม" เกี่ยวกับความต้องการของชุมชน - - อาการบ่งชี้อันหนึ่ง ในแง่มุมที่มันถูกคว้าเอามาในฐานะที่เป็นเครื่องมือของการบรรเทาความกังวลใจให้เบาบางลง ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากความรู้สึกต่างๆเกี่ยวกับความไร้อำนาจ และความไร้ประโยชน์ของการแยกตัว, ปัจเจกชนที่ถูกแปลกแยกที่สร้างขึ้นในสังคม ซึ่งลัทธิปัจเจกชนนิยมสมบูรณ์เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ. ลัทธิเผด็จการอำนาจนิยมเป็นตัวแทนของลัทธิการรวมตัวของชุมชน..."(otto Rank, "Life fear and Death fear", quoted in Irvin Yalom, Existential Psychotherapy [New York: Basic Books, 1980], 141-2) ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็ตาม มวลชนหญิงและชาย ต่างตกอยู่ภายใต้สังคมต่างๆที่ไม่เป็นส่วนตัว ซึ่งไม่ได้ให้ความมั่นคงปลอดภัยเกี่ยวกับลำดับชั้นของการพึ่งพาและระบบเชื้อสายวงศ์ตระกูลอีกต่อไปแล้ว, อันนี้เป็นการนำไปสู่การสะสมเพิ่มพูนขึ้นมาอันหนึ่งของความกังวลใจ(ความพร่อง) ซึ่งสามารถแสวงหาทางออกโดยรวมอันหนึ่งได้. ประวัติศาสตร์กรีก และโรมันได้เตือนพวกเราว่า ปัญหาอันนี้ไม่ใช่ปัญหาของยุคสมัยใหม่เป็นการเฉพาะเท่านั้น กระนั้นก็ตาม ทางออกหรือวิธีการแก้ไขอีกอันหนึ่งสำหรับลักษณะที่แย้งกันนี้ หรือการล่อลวงในทางตรงข้าม: บรรดาสมาชิกของสังคมอาจตัดสินใจขึ้นมาแทนว่า พวกเขายัง