ตอนที่ 3

         ช่วงสายของวันแรก   ผมเลือกเข้าประชุมห้องที่พิจารณาเรื่อง Indigenous Knowledge and the Role of Culture   ผมอยากรู้ว่าเขามีวิธีการที่แยบยลอย่างไรในการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างสังคมความรู้  สังคมความสุขในระดับชาวบ้าน   ผมอยากรู้ว่าเขามองว่าจะต้องปรับ context ใหม่   ให้ความรู้ดั้งเดิมเหล่านั้นเหมาะสมต่อชีวิตปัจจุบันหรือไม่   และเขามีวิธีเอา IK (Indigenous Knowledge) มาเป็นเครื่องมือสร้าง Personal Mastery ของชาวบ้านอย่างไร

         โชคดีที่ผมเลือกเข้าห้องนี้   เพราะทำให้ผมเข้าใจหลักการเรื่อง IK แจ่มชัดขึ้นมาก   แม้วิทยากรทั้ง 3 คนจะไม่ได้เอ่ยถึงการสร้าง Personal Mastery ของชาวบ้านเลย

         IK เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นในการดำรงชีพ   เกิดจากการลองผิดลองถูกและมี "KM" ตามแนวทางแบบชาวบ้านอยู่แล้ว   รวมทั้งการนำเข้าความรู้จากภายนอกเข้าไปผสมผสาน   เกิดเป็นความรู้ใหม่ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   เมื่อไรเลิกใช้ความรู้นั้นก็ "สิ้นใจ" และสูญหาย

         ฝรั่งเป็นนักจัดระบบของสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าใจง่าย   ใช้ประโยชน์ได้   ต่อยอดความรู้ความเข้าใจได้   เช่น การจัดระบบอนุกรมวิธานของสิ่งมีชีวิต   การจัดระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ   พอเรื่อง IK ฮิตฝรั่งก็รุมกันหาทางจัดระบบ

         เขานำเสนอว่า IKS (Indigenous Knowledge System) ประกอบด้วย 3 ส่วน  ได้แก่ (1) auditing หรือ mapping  (2) การตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำและมีระบบรับรอง   (3) การนำมาใช้ซ้ำ  สร้างวงจรของการใช้

         โดยที่ทั้ง 3 ส่วนนี้ต้องมีการสร้างพื้นฐานระเบียบวิธีขึ้นรองรับ

         ผมบอกตัวเองว่า  มุมมองของนักวิจัยเหล่านี้เป็น Supply - push IKM ตัวอย่างของ Demand - pull IKM มีให้ดูที่เมืองไทย   โดยเฉพาะที่โรงเรียนชาวนาที่มีการนำ IK เกี่ยวกับสมุนไพร   เอามาทำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลงนับ 100 ขนาน

         ในกรณีเช่น IK ของนักเรียนชาวนานี้   IKS ที่ดีที่สุดในสายตาของผมคือ  การที่นักวิจัยเข้าไปทำวิจัยตามคำถามของนักเรียนชาวนา   เพื่อช่วยให้นักเรียนชาวนาใช้ IKM ได้ดียิ่งขึ้น

วิจารณ์  พานิช
 12 มิ.ย.50
โรงแรมคอนราด ไคโร