ช่วงเปิดการประชุม 1.5 ชม. ผมอยากเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่ขององค์การพัฒนาระหว่างประเทศมุ่งใช้ KM ในการทำหน้าที่ขององค์การเพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งความรู้อย่างไร แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาแบบที่ช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีร่วมกัน หรือจะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างคนมีกับคนไม่มี เพิ่มการเอาเปรียบกัน เพิ่มความเกลียดชังเพราะมีความแตกต่างกัน
KM เป็นเครื่องมือสร้างความรักและความเห็นคุณค่าของความแตกต่างในระดับ micro คือระดับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผมอยากเรียนรู้ว่าเขามีแนวคิดใช้ KM สร้างความรักและความเห็นคุณค่าของความแตกต่างในระดับ macro ได้อย่างไร
ผู้บริหารของ 5 หน่วยงานที่มากล่าวในพิธีเปิดนั้น ผมรู้จักอยู่องค์การเดียวคือ WB ดังนั้นผมจึงอยากรู้ว่าอีก 4 หน่วยงานเขาคิดและทำอย่างไร ที่แปลกใจคือเขาเชิญศาสตราจารย์จาก School of Business, Singapore Management University มาพูดด้วย ท่านผู้นี้ชื่อ Thomas Menkhoff ตำแหน่ง Practice Associate Professor of Organizational Behavior
ทำให้ผมเกิดความคิดว่า ในวงการ KM ไทยเรา น่าจะมีนักวิชาการ/วิจัย ด้านพฤติกรรม, พฤติกรรมองค์กร, จิตวิทยาองค์กร ฯลฯ เข้ามาร่วมวงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามาทำวิจัย
ข้อความข้างบนผมเขียนก่อนประชุมโดยดูจากกำหนดการ พอถึงการประชุมจริง ๆ ปรากฏว่าผมคาดผิด เขาไม่ได้มากล่าวเปิดแทนองค์กร แต่มากล่าวแนะนำการประชุมและกล่าวแนะนำ Keynote Speaker 2 คน
คำตอบต่อคำถามตามหัวข้อบันทึกข้างบน ผมปะติดปะต่อเอาจากการประชุมช่วงอื่น ๆ พอจะสรุปได้ว่า องค์การระหว่างประเทศดูจะเน้น supply-side KM มากกว่า demand-side KM คือเขาใช้ ICT ช่วยให้มีความรู้สำหรับให้ประเทศต่าง ๆ และผู้ต้องการความรู้มาค้นคว้าหาได้ รวมทั้งสนับสนุนโครงการที่ช่วยให้คนในประเทศยากจนเข้าถึง internet ได้สะดวก แต่ก็บ่นกันมากว่าในอัฟริกาทั้งไม่สะดวกและแพง
ข้อสรุปของผมก็คือประเทศกำลังพัฒนาต้องอย่าหวังพึ่งองค์การระหว่างประเทศ ต้องหวังพึ่งตัวเองมากกว่า โดยการใช้ Demand-Side KM
แต่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า supply-side KM ขององค์การระหว่างประเทศไม่มีคุณค่านะครับ มีประโยชน์มากทีเดียว แต่เราต้องใช้ให้เป็น และอย่าไปเชื่อเขาทั้งหมด ต้อง validate ความรู้เป็นและปรับความรู้ให้เข้ากับบริบทของเราเองเป็น
วิจารณ์ พานิช
12 มิ.ย.50
โรงแรมคอนราด ไคโร