ปรัชญามงคลสูตร

การกระทำพระนิพพานให้แจ้ง เป็นมงคลข้อสุดท้ายในคาถานี้... คำว่า นิพพาน ไม่ใช่เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น แม้ผู้นับถือศาสนาอื่นก็มักจะรู้ว่าเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา... แต่ เมื่อพูดถึงคำนี้ ชาวพุทธโดยมากมักจะมีท่าทีวางเฉย โดยเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป....

สืบเนื่องจากเนื้อความครั้งก่อน คือ การเห็นอริยสัจ เป็นการพิจารณาทุกข์ สมุทัย (บ่อเกิดของทุกข์) นิโรธ (การดับทุกข์) และ มรรค (แนวทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์) ... อริยสัจ ๔ ประการเหล่านี้ เมื่อจะย่อให้เหลือข้อเดียวซึ่งสำคัญที่สุดก็คือ นิโรธ การดับทุกข์ .... และคำว่า นิพพานก็แปลว่า การดับทุกข์ เช่นเดียวกัน... ดังนั้น การทำพระนิพพานให้แจ้ง อีกนัยหนึ่งก็คือ การทำนิโรธให้ปรากฎนั่นเอง....

การทำพระนิพพานให้แจ้ง หรือ การทำนิโรธให้ปรากฎ นี้ จะต้องปฏิบัติไปตาม อริยมัคค์มีองค์ ๘ กล่าวคือ

๑. สัมมาทิฎฐิ มีความเห็นชอบ นั่นคือ พิจารณาเห็นว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีอันดับไปเป็นธรรมดา

๒. สัมมาสังกัปปะ มีความดำริชอบ นั่นคือ มีความดำริในการออกจากกามอันเป็นสิ่งน่าใคร่ทั้งปวง ไม่มุ่งหวังพยาบาทปองร้ายผู้ใด และไม่คิดเบียดเบียนผู้ใด

๓.สัมมาวาจา มีวาจาชอบ นั่นคือ เว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ... พูดถ้อยคำที่เป็นไปในแนวทางถูกต้อง เหมาะสมเท่านั้น

๔. สัมมากัมมันตะ มีการงานชอบ นั่นคือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักฉ้อ และประพฤติผิดทางกามคุณทั้งหลาย

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ นั่นคือ เว้นจากการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม

๖. สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ นั่นคือ เพียรระวังมิให้อกุศลเกิดขึ้น อกุศลที่เกิดขึ้นแล้วก็เพียรขจัดให้หมดไป เพียรสร้างกุศลให้เกิดขึ้น และกุศลที่เกิดขึ้นแล้วก็เพียรพัฒนาให้สูงๆ ขึ้นไป

๗. สัมมาสติ มีความระลึกชอบ นั่นคือ ระลึกว่า ร่างกาย ความรู้สึกทางใจ ธรรมชาติของจิตรใจที่เศร้าหมองบ้างสดชื่นบ้าง และสิ่งอื่นในโลกและสังคมที่กำหนดว่าถูกบ้างผิดบ้าง... เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา มิใช่ตัวตน ของเรา ของเขา

๘. สัมมาสมาธิ มีจิตตั้งมั่นชอบ นั่นคือ ฝึกหัดจิตให้มีสมาธิสูงยิ่งๆ ขึ้นไปในแนวทางที่ชอบที่ควร....

... ตามที่ว่ามานี้ เป็นหลักทั่วๆ ไป....

........

สำหรับผู้สูงอายุหรือใครก็ตาม เมื่อปฏิบัติไปตามแนวทางนี้ พิจารณาเห็นทุกข์ที่ละได้แล้ว ทุกข์ที่ทุเลาเบาบางลง และทุกข์ที่ยังละไม่ได้... เมื่อหมั่นตรวจสอบโดยการปฏิบัติตามนัยนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการพยายามเพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้ง นั่นเอง....

อนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดอยู่กับตัวเราเอง ไม่มีใครจะยืนยันได้ว่ามีมากน้อยหรือเป็นไปอย่างไรในตัวเรา...  ดังนั้น จึงเป็นสิ่งลึกลับ ซึ่งทุกคนจะต้องดำเนินการเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุควรจะเป็นอยู่กับสิ่งลึกลับเหล่านี้.....

........

ผู้เขียนมิใช่ผู้สูงอายุ แต่ตามที่ประสบกับบรรดาผู้สูงอายุ... หลายๆ ท่านผ่านความเจริญความเสื่อม และความสุขความทุกข์มาหลากหลายเกินกว่าจะเล่าขานได้ ดังนั้น ในบั้นปลายชีวิต ท่านเหล่านั้นจึงต้องการความสงบสุขทางด้านจิตใจ ต้องการสลัดออกหรือปลดเปลื้องจากสิ่งร้อยรัดต่างๆ ที่เป็นบ่อเกิดของทุกข์....

เมื่อมีความเชื่อหรือสงสัยว่า ตายแล้วต้องเกิดอีก ก็คงจะต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้ ดังเช่นชีวิตนี้ที่ผ่านมา... จึงมาสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอน โดยความเชื่อว่า แม้จะไม่ได้บรรลุในชาตินี้หรือชาติต่อไปก็ตาม... แต่การศึกษาและปฏิบัติทำนองนี้จะเป็นวาสนาติดตัว ทำให้ช่วงเวลาของการเวียนว่ายตายเกิดน้อยลงไป หรือทำให้พระนิพพานอยู่ใกล้ยิ่งขึ้น.... ทำนองนี้

นั่นคือ พระนิพพานเป็นอุดมคติสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งคาถาสุดท้ายได้บรรยายคุณลักษณะโดยย่อไว้ และผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...