ฟังอย่างลึกซึ้ง ช้าลง ห้อยแขวน ไม่ตัดสิน

สุนทรียสนทนา คืออะไรเป็นคำถามที่อยู่ในใจมานาน อ่านหนังสือก็แล้ว ฟังคนอื่นเล่าก็แล้วคิดว่ายังไม่รู้จักดีพอ อยากรู้ว่าต้องมีอะไรที่มากกว่าการฟังที่เขาๆพูดกันว่าสุนทรียสนทนาคือการฟังคนอื่นให้มากขึ้นแล้วคืออะไรกันแน่คะ อยากเล่าประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับสุนทรียสนทนาหรือ dialogue”ที่ทางสถาบันฯ ได้จัดให้มีขึ้นโดยใช้สถานที่ของทรัพย์ไพรวัลย์ รีสอร์ท จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก มีช้าง ลำน้ำ ป่า ต้นไม้ และความสงบเงียบ รับผิดชอบโดยทีมวิทยากรหรือเรียกว่ากระบวนกร จากสถาบันขวัญเมือง ในระหว่างวันที่ 5 – 9 มิถุนายน 2550  ตามความรู้สึกและความคิดของตนเองสุนทรียสนทนาเป็นประสบการณ์ใหม่ของการสนทนาและเป็นการฟังอย่างลึกซึ้งไม่ใช่เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของการสนทนาเพียงอย่างเดียว แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือความเข้าใจและการค้นพบปัญญาร่วมกัน กระบวนกรซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10 ท่าน ต่อผู้เข้าร่วมสุนทรียสนทนาประมาณ 25 คน กระบวนกรแต่ละคนมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน ค่อยๆต่อภาพจิ๊กซอว์ให้เราสัมผัสถึง สุนทรียสนทนา           เพื่อให้เกิดความลุ่มลึกของการสนทนาจะมีการกำหนดกติกาและฝึกฝนพฤติกรรมบางประการก่อนเริ่มที่จะสนทนา ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไร การยอมรับว่าทุกคนเท่าเทียมกัน มีความอยากรู้อยากเห็นซึ่งกันและกัน ลดอัตราความเร็วให้ช้าลงจะได้มีเวลาย้อนดูสิ่งต่างๆ การสนทนาเป็นวิธีที่สร้างให้เกิดความคิดร่วมกันซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งและยุ่งเหยิงบ้าง           เสียงที่เปล่งออกมาที่เราได้ยินนั้นมาจากฐานใจและอารมณ์ความรู้สึกด้วยแม้มันจะนำพาความคิดมาด้วยก็ตาม โดยที่ความคิดนั้นจะมีอารมณ์ความรู้สึกกำกับมาด้วยเมื่อเสียงที่เราฟังมากระทบเรา การฟังที่ดีคือการทำให้ช้าลงปล่อยให้เข้ามาดำรงอยู่ในตัวเราในชั่วเวลาหนึ่ง และดูว่าเรามีปฏิกิริยาต่อเสียงที่ได้ฟังนั้นอย่างไร อาจารย์ยังได้พูดถึงการฟังและนำมาสร้างโลกใบใหม่ของเรา ซึ่งเข้าใจว่าเราได้นำสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการฟังมาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์บางอย่างภายในตัวเรานั่นเอง สุนทรียสนทนามีหลักสี่ประการ ได้แก่

1.      Respecting การเคารพ ไม่กินพื้นที่ ไม่ก้าวก่าย เป็นครั้งแรกที่ได้ยินกับคำว่ากินพื้นที่ สรุปโดยความเข้าใจว่า เราไม่พูดจาก้าวก่ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่นด้วยวาจา หรือการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้มีโอกาสพูดบ้าง

2.      Deep listening การฟังอย่างลึกซึ้ง การฟังมี 4 ระดับได้แก่ การฟังเนื้อหา/ถ้อยคำ อารมณ์ เจตนา พลัง (กำลังใจ) ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะฟังแต่เนื้อหาของผู้พูด ไม่ได้ฟังให้เข้าถึงความรู้สึก เจตนารมณ์ของผู้พูด

3.      Suspending การทดแขวน เราห้อยแขวนไม่ตัดสินคน ตัดสินความเมื่อได้ฟังคนอื่นพูด เราควรระลึกไว้ในใจเสมอว่าเรามีทางเลือก เรามีตัวเลือก ในขั้นตอนนี้มีคำที่มาเกี่ยวข้องและให้เรียนรู้อีกคำหนึ่งคือการใช้เทปม้วนเก่ามาตัดสิน หมายถึงการนำความรู้สึก หรือประสบการณ์เก่าๆที่มีมาในอดีต มาใช้ตัดสินเมื่อได้รับฟังเสียงจากผู้อื่น เราควรฝึกฝนการห้อยแขวนการตัดสินทั้งหลายและกลับไปกระตุ้นการคิด การหยุดอารมณ์ การเบรกเพื่อไม่ให้เราตกอยู่ในร่องอารมณ์เก่าๆ มีคำพูดที่กินใจมากคืออย่าฆ่าคำถามดีๆ ด้วยคำตอบโง่ๆ บางครั้งเรารีบหาคำตอบอะไรบางเรื่องอาจทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้คุณค่าหรือคำตอบที่อาจจะเป็นคำตอบที่ครบถ้วนและถูกที่สุดไปก็ได้ 4.      Voicing เปิดเผยเสียงจากภายใน ปิ๊งฉับพลัน ญาณทัศนะ เสียงที่พูดเป็นเสียงของเราไม่จำเขามาพูด จากที่เกริ่นมาทั้งหมด ที่เล่ามายังเป็นคำพูดของคนอื่น แต่ถ้าหากจะเป็นเสียงของตนเองแล้วคิดว่า สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้กระบวนการสุนทรียสนทนาทั้ง5 วัน ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเรามีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน ได้รู้จักและใช้ประโยชน์ในด้านมืดของตนเองที่ซ่อนอยู่ ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุข การยอมรับในลักษณะนิสัยของเพื่อนร่วมงานและอยู่ทำงานกับเขาได้อย่างมีความสุข การปรับตัวเข้าหากัน เข้าใจ รู้จักใจเขาใจเรามากขึ้น การฟังผู้อื่นให้มากฟังอย่างลึกซึ้งเราจะได้เรียนรู้อย่างมาก การห้อยแขวนการตัดสินบางอย่างทำให้เกิดคุณค่าต่อการฟัง การได้เรียนรู้ในความเงียบมีเวลาและเปิดโอกาสคิดไตร่ตรองไคร่ครวญและนำสิ่งที่ได้ยินมาปรับกระบวนทัศน์ของตนเอง การไม่คาดหวังกับเรื่องบางเรื่อง การเรียนรู้กับเรื่องที่ไม่คุ้นชิน เรียนรู้กับคลื่นสมองเบต้า อัลฟ้า เทต้าและเดลต้า รู้จักสมองสามชั้น และอื่นๆอีกมากมายค่ะ ไว้เล่าต่อวันหลังค่ะ