การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหลวงพระบาง

จากการพูคุยกับ Vongdavone VONGXAYARATH

เจ้าหน้าที่กระทรวงการท่องเที่ยวของลาว ประจำหลวงพระบาง  

                 การเดินทางมาหลวงพระบางครั้งนี้ ทางคณะผู้จัดได้ประสานงานและรู้จักกับบริษัททัวร์ของลาวชื่อบริษัท Green Discovery เป็นบริษัททัวร์ในเชิงอนุรักษ์ เพื่อศึกษากระบวนการและหาความรู้ที่เกี่วข้องกับการท่องเที่ยวโดยชุมชนของหลวงพระบางด้วย ซึ่งจากการพูดคุยพบว่า บริษัทมีชุมชนที่เข้าไปพัฒนาและร่วมจัดการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนด้วยในลักษณะ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (treaking tour) ซึ่งจะมีการเลือกชุมชน พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลเมือง ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและไม่มีไฟฟ้าใช้ ธรรมชาติยังคงสมบูรณ์อยู่ แล้วมีการจัดการร่วมระหว่างกลุ่มคนในชุมชน โดยบริษัททัวร์มีการหักเปอร์เซ็นต์ให้กับชุมชน ประมาณ 35 % โดยให้เป็นกองทุนของชุมชนในการพัฒนาชุมชนต่อไป แต่ในส่วนของการจัดการนั้นชาวบ้านยังเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการน้อย ส่วนมัคคุเทศก์ก็จะเป็นหน้าที่ของมัคคุเทศก์ข้างนอกร่วมกับชาวบ้านในชุมชน                 

               ตัวอย่างชุมชนที่บริษัท Green Discovery เข้าไปร่วมจัดการท่องเที่ยวร่วมด้วย ได้แก่ 1) ชุมชนหลองเหลา (ชุมชนขมุและม้ง) อยู่ในเขตหลวงพระบาง ถ้าเป็นโปรแกรม One day ชาวบ้านก็จะได้รายได้ 20 % จากที่บริษัททัวร์ขายได้มอบให้เป็นกองทุนชุมชนแล้วแต่ชุมชนจะนำไปจัดการต่อ แต่ถ้าเป็นโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ชุมชนก็จะได้ 35 % ซึ่งราคาที่ขายอยู่นั้น ถ้า One day Trip จะอยู่ที่ประมาณ 30 $ US/คน แต่ถ้ามากกว่า 3 คนก็จะอยู่ที่ประมาณ 22 $ US/คน และในส่วนของโปรแกรม 2 วัน 1 คืน มีการพักแบบ Homestay จะอยู่ที่ราคา ประมาณ 42 $ US/คน จากคำบอกเล่าของมัคคุเทศก์ของบริษัท Green Discovery (“PANG”               

              2) เมืองป่าอู บ้านหมกจ๊ก เป็นชาวม้งและขมุ  ที่นี่จะมีโปรแกรม 2 วัน 3 คืน เน้นกิจกรรมการเดินป่านานประมาณ 12 ชั่วโมง มีเส้นทางไปชมน้ำตก ความงามของธรรมชาติตลอดสองข้างทาง โดยมีการจัดการให้กับชุมชน 35 % จากที่บริษัททัวร์ขายได้มอบให้เป็นกองทุนชุมชนแล้วแต่ชุมชนจะนำไปจัดการต่อ และให้กับมัคคุเทศก์ท้องถิ่น 5 % เพื่อเป็นค่านำเที่ยว                

                    และเมื่อมีโอกาสได้คุยกับ Vongdavone VONGXAYARATHจากการพูดคุยพบว่าประชากรประเทศลาวทั้งหมดนั้นมีประมาณ 409,176 คน แต่ในเขตเมืองหลวงพระบางนั้นจะมีประมาณ 20,000 คน และได้สอบถามถึงทิศทาง แนวทางในการจัดการท่องเที่ยวของหลวงพระบาง ด้วยหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก การจัดการทั้งหลายจึงขึ้นอยู่กับกระทรวง รายได้ที่จัดเก็บได้ทั้งหมดนั้นจะนำเข้ากระทรวงฯ  และมีการจัดสรรแบ่งเพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่นอื่นๆ ในประเทศลาวด้วย ดังนั้นการจัดการสิ่งแวดล้อม ภูมินิเวศ และความสะอาด จึงยังไม่มีการจัดการที่ดีพอ เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณ และการจัดการที่ยังคงเป็นต่างคนต่างทำ ขาดการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว รวมทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวด้วย                

                                จากการสอบถามพบว่าการท่องเที่ยวของหลวงพระบางนั้น มีนโยบายในการสนับสนุนชุมชนให้จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหรือที่เรียกว่า Community Based Tourism: CBT คล้ายๆ กับประเทศไทย แต่การสนับสนุนนั้นยังเป็นเพียงการเริ่มต้น โดยมีชุมชนที่เข้าร่วมและสามารถเปิดท่องเที่ยวได้แล้วประมาณ 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนเชียงล้อม บ้านจาน และบ้านเมืองน้อย ซึ่งทั้ง 3 ชุมชนนั้น รัฐบาลลาวได้มีงบประมาณเข้าไปพัฒนาและส่งเสริมชุมชนโดยหวังว่าจะมีการพัฒนาชุมชนให้สามารถจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีโปรแกรมที่สามารถนำเสนอกับนักท่องเที่ยวได้ 2 โปรแกม คือ โปรแกรมที่ 1 บ้านงอยเก่า และ โปรแกรมที่ 2 บ้านจอมเพชร  ซึ่งรายละเอียดของโปรแกรมทัวร์นั้น ท่านสามารถเข้าไปชมและหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.ecotourismlaos.com  

                การพูดคุยและทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงท่องเที่ยว ประเทศลาวครั้งนี้ นอกจากจะได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหลวงพระบางแล้ว ยังได้รู้จักชุมชนที่จัดการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นและคิดว่าโอกาสหน้า น่าจะได้มีโอกาสเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน CBT หลวงพระบาง และนำประสบการณ์ที่ได้มาแลกเปลี่ยนกับชุมชน CBT ที่ประเทศไทย เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และพัมนาความรู้ในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทยร่วมกันต่อไป