ตะล็อกต็อกแต็ก              มาทำไม มาชวนไปเล่น

เช้าเช้า เย็นเย็น                ไปเล่นกันเถอะ

ตังเม แตงโม                  ส้มโอแป้งจี่

ชวนกันบ่ายนี้                  เล่นที่สนาม

ชิงช้ายิ้มทัก                    กวักมือชวนนั่ง

ใครมาก่อนหลัง                   ตั้งแถวตามคิว

ปู๊นปู๊น รถไฟไปไหนบอกฉัน      ตีตั๋วเร็วพลัน ฉันจะพาไป..............

บางส่วนจากหนังสือภาพชวนคุยเรื่อง สนามเด็กเล่น
โดย สรวงธร นาวาผล ,จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ครอบครัว,ตุลาคม2549

การมีพื้นที่สำหรับให้เด็กได้เล่นเป็นเรื่องจำเป็นต่อการเสริมสร้างพัฒนาการอย่างรอบด้านและเต็มศักยภาพของเด็กๆ

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนมักหาโอกาสไปอยู่ในบรรยากาศการเล่นของเด็กๆอยู่เสมอหรือบางทีก็แอบฟังเด็กคุยกันก็พลอยสนุกไปด้วย 

ไม่ทราบว่าจะบอกว่าสนุกอย่างไรแต่อยากจะชวนว่าลองไปหาประสบการณ์ตรงดูก็แล้วกัน

สนามเด็กเล่นเป็นพื้นที่ที่เด็กจะได้แสดงออกอย่างเต็มที่และใช้พลังงานที่มีอย่างเหลือเฟือออกมาอย่างสร้างสรรค์ เด็กๆมีความสุขมากที่ได้เล่น กระดานลื่น ชิงช้า ม้าหมุน รถไฟโยก กรงไต่ ลอดถังฯลฯ ยิ่งถ้ามีกองทรายและน้ำอยู่พร้อมด้วยแล้วรับรองว่าเด็กยิ่งสนุกอีกหลายเท่า

เครื่องเล่นสนามหรือเครื่องเล่นกลางแจ้งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องของการทรงตัว การเคลื่อนไหว 

การได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันเป็นการเสริมทักษะทางด้านสังคม เป็นโอกาสได้ฝึกการปรับตัวในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น เด็กจะได้สำรวจและเรียนรู้ในแง่มุมต่างๆงรวมทั้งการแก้ปัญหาด้วย 

บทบาทของผู้ใหญ่ที่สนามเด็กเล่นน่าจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่เด็กและช่วยดูแลความปลอดภัยในระยะที่ระวังภัยได้ โดยไม่ขัดจังหวะหรือจำกัดการเล่นของเด็ก มากกว่าที่จะไปทำให้เด็กขาดจินตนาการความคิดสร้างสรรค์หรือเพาะบ่มความหวาดระแวง ความไม่กล้าเสี่ยง ความไม่กล้าเล่นให้แก่เด็กด้วยคำพูดทำนองที่ว่า “อย่า”, “เดี๋ยวเลอะ”, “ เดี๋ยวตก”, “ระวังนะ”, “ไม่เอา,พอแล้ว” ฯลฯ

คำพูดเหล่านี้ทำให้เด็กหมดสนุกลงไปเป็นกองและผู้ใหญ่เองก็อาจจะเห็นว่าคราวต่อไปจะไม่พาเด็กออกไปเล่นที่สนามเด็กเล่นอีกแล้ว

เพราะอันตรายหรือเสี่ยงเกินไปหรือเป็นสถานการณ์ที่ระมัดระวังเด็กได้ยากซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงๆก็น่าเสียดายที่เด็กจะขาดโอกาสที่จะได้เล่นกลางแจ้งทั้งที่เป็นการเล่นที่มีคุณค่าอย่างยิ่งอีกประเภทหนึ่ง