ในปัจจุบันนี้ การจัดการความรู้ถือเป็นกระแสที่จุดติดแล้ว หลังจากที่สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม โดยการนำของอาจารย์หมอวิจารณ์ได้พยายามมาอย่างหนักและต่อเนื่อง กระแสนี้ติดทั้งในกลุ่มธุรกิจ ภาคราชการและภาคประชาชน เป็นสิ่งที่น่ายินดีมาก ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่น่าระวังอยู่เหมือนกัน

                เมื่อมองเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา สิบกว่าปีก่อนกิจกรรม 5 ส รุ่งเรืองมาก 7 ปีก่อนกิจกรรมการรับรองด้วยISO มีใครบ้างที่ไม่พูดถึง  6 ปีก่อนกิจกรรมQC,QCC ต่างเป็นสิ่งหมายปองขององค์การใฝ่คุณภาพทั้งหลาย  5 ปีก่อน กระแสHAพุ่งสูงมากทุกลมหายใจเข้าออกของหลายโรงพยาบาลก็ใฝ่ฝันที่จะผ่านHA เมื่อ 4ปีก่อน กระแสการสร้างเสริมสุขภาพHPHก็เข้ามา เมื่อ 3 ปีก่อน TQAก็เริ่มเข้ามา แล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา KM ก็พัดมาสู่ประเทศไทย ประเทศที่ได้เชื่อว่า หากอยากดูอะไรเกี่ยวกับเครื่องมือการบริหารจัดการ เรามีให้ดูหมด แต่จะworkหรือไม่ ก็อีกเรื่องหนึ่ง

                การนำKMมาใช้ด้วยเหตุผลอะไร คนที่รู้ดีที่สุดก็คือเจ้าตัวที่เอามาใช้   ว่าใช้จริงในงานประจำหรือใช้คุยกับหน่วยงานอื่น   ผมเคยนำเอาแนวคิดของอาจารย์หมอพิเชฐ  อุดมรัตน์  เรื่องเหตุผลการนำKMมาใช้แล้วก็ปรับเพิ่มเข้าไป ว่าใช้ตามกระแส หรือมีงบมาให้(กระสุน) หรือมีนโยบายบังคับ(กระสับกระส่าย) และที่แย่กว่านั้นบางหน่วยงานถูกบังคับให้ทำโดยไม่รู้อะไรเป็นอะไร ไม่มีงบให้กลายเป็นทำแบบกระเสือกกระสนไปอีก ถ้าจะให้ดีต้องทำเพราะเห็นประโยชน์(กระสัน/passion/กุศล)

                เมื่อคราวก่อนตอนไปบรรยายKMให้ศูนย์อนามัยที่ 8 ผมเปรียบ KM เหมือนน้ำ ที่สามารถปรับไปตามภาชนะที่บรรจุ   ขอบเขตภาชนะนั้นคือบริบทขององค์การแต่ละแห่ง  KM จะมีประโยชน์เมื่อผู้ใช้ยังคงให้มันเป็นน้ำ ไม่ได้นำมันไปแช่ช่องแข็งเพราะถ้ามันกลายเป็นน้ำแข็งเมื่อไหร่ มันก็จะไม่สามารถปรับไปตามภาชนะที่ใส่ได้อีก การแช่ช่องแข็งก็คือการFixed Idea หรือ การยึดติดรูปแบบนั่นเอง

                เครื่องมืออะไรก็ตาม เมื่อมีคนใช้กลุ่มแรกๆมักจะสำเร็จมากกว่าไม่สำเร็จ คนก็ชมกันว่าดี กระตุ้นให้คนอื่นๆอยากใช้ แต่พอใช้ไปมากๆเข้าก็จะเริ่มมีทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว พอมีคนเร่งนำไปใช้มากขึ้น(โอกาสเข้าใจแนวคิดผิดไปจากหลักการจริงก็มากขึ้น)  ความล้มเหลวอาจมีมากขึ้นและคนก็จะเริ่มสงสัยและเริ่มมองว่าเครื่องมือนั้นไม่ดีจริง และคนก็เริ่มเลิกใช้ ปล่อยให้เป็นอดีตไป

                คราวนี้ ผมจะเปรียบ KM เป็นเหมือนไม้ไผ่  ไม้ไผ่มีหลายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ใช้ประโยชน์ได้ดีต่างกัน ไผ่สีทองเอาไว้จัดสวน ไผ่ตงเอาไว้กินหน่อ ไผ่สวนเอาไว้ทำเสาเล็กๆ ไผ่สีสุกเอาไว้ทำกระบอกข้าวหลาม และอื่นๆอีก ก็เหมือนKM ว่าเอามาจากกอธุรกิจ กอราชการ กอประชาชนหรือกออื่นๆ เป็นKMเหมือนกัน แต่วิธีการอาจแตกต่างกัน(หากผิดพลาดไปบ้าง ผู้รู้ช่วยแก้ไขด้วยนะครับ เรื่องประโยชน์ของไม้ไผ่)

                เมื่อบ้านไหนเอาไม้ไผ่มาปลูก 1 กอ รดน้ำพรวนดินจนออกกอออกต้นงอกงามเติบโตดี บางคนพึงพอใจกับกอไผ่นั้น เฝ้าชื่นชมการเติบโตงอกงามของกอไผ่นั้นด้วยความภาคภูมิใจ  บางคนพึงพอใจกับการตัดไม้ไผ่นั้น ไปทำอะไร แล้วก็สนุกอยู่กับของเล่นจากไม้ไผ่นั้น แต่บางคนก็เอาไม้ไผ่ไปทำรั้วป้องกันอันตราย บางคนเอาไม้ไผ่ไปทำสะพานให้คนอื่นๆเดินข้าม เป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้าง แต่ละคนก็มีมุมมองต่อการนำไม้ไผ่กอนั้นไปใช้ต่างกัน แล้วก็พึงพอใจภูมิใจในผลของกอไผ่กอนั้นต่างกัน

                เมื่อได้ไม้ไผ่มา 1 ลำ คนที่ได้มาก็เอาไปใช้ต่างกันอีก ถ้าชาวประมงหรือคนหาปลาได้ไปอาจเอาไปทำเสากระโดงเรือ ทำคันเบ็ด ทำหลักปักตาข่าย ทำไม้ค้ำถ่อเรือ  ถ้าชาวนาได้ไปก็อาจเอาไปทำไม้หาบฟ่อนข้าว ถ้าชาวสวนได้ไปก็อาจเอาไปทำบันไดปีนเก็บผลไม้ เอาไปทำไม้สอยผลไม้  หากช่างได้ไปก็อาจเอาไปทำจักสาน หากคนขายอาหารได้ไปก็อาจเอาไปทำข้าวหลาม หากครูได้ไปก็อาจเอาไปทำไม้เรียว ถ้าช่างก่อสร้างได้ไปก็อาจเอาไปทำเสารองรับแบบเทปูนก่อสร้าง เป็นต้น KM ก็เป็นเหมือนนี้แหล่ะครับ เอาไปทำอะไรก็ได้หมด ถ้าได้ประโยชน์กับคนทำและคนที่รับประโยชน์จากกคนทำ (ลูกค้า) ใครจะมาบอกว่าชาวนาเอาไม้ไผ่ไปใช้ผิดต้องเอาไปทำคันเบ็ดตกปลาก็คงไม่ได้

                 แต่หากมองในช่วงขณะที่องค์การของเรากำลังอยู่ในกระแสของความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เปรียบเหมือนกับคนแต่ละคนในองค์การ กำลังอยู่ในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ในมือทุกคนมีไม้ไผ่คนละ 1 ลำ หรือทำKMทุกคน แต่ต่างคนต่างทำ ก็คงยากที่จะเอาตัวรอดจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากนั้นได้ แต่หากว่าก่อนที่จะลงน้ำนั้น ทุกคนได้ตกลงใจกันนำเอาไม้ไผ่แต่ละลำมาผูกติดกันด้วยเชือกที่เหนียวเพื่อให้เกิดเป็นแพ แล้วทุกคนอยู่บนแพ โอกาสที่จะรอดจะสูงกว่าเพราะไม่ต้องลอยคอในน้ำ ทุกคนที่นั่งบนแพก็จะช่วยกันทำตามที่ตนเองถนัด ใครถ่อเก่งพายเก่งก็ถ่อแพ ใครจับปลาเก่งก็จับปลา ใครหุงข้าวทำกับข้าวเก่งก็ทำ ใครดูทิศทางลม ทิศทางน้ำเก่งก็คอยบอกคนถ่อเพื่อไม่ให้แพล่ม ทุกคนบนแพต้องเอาความรู้ประสบการณ์ที่มีมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อช่วยให้ทุกคนอยู่บนแพไปได้ตลอดรอดฝั่ง

                แพนั้นคือองค์การแห่งการเรียนรู้ เชือกนั้นคือวินัย 5 ประการของเซ็งเก้  คนบนแพนั้นคือKnowledge workers ไม้ไผ่แต่ละลำที่แต่ละคนนำมาก็คือKM นั่นเอง