โรงพยาบาล KK เขาดูแลเรื่องความเสี่ยงได้อย่างดีมาก ทุกคนต้องมีเบอร์ของ mask 2 ชนิด ต้องมีทุกคน และต้องใส่และถอดเป็น มีการทดสอบจริงๆ (งานนี้ใครทำผิด ก็ต้องเจอของผมแบบที่ผมโดน) นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของการจัดการเรื่องความเสี่ยงจากการทำงานที่ผมเห็น

วันที่ 5 มิถุนายน 2550

วันนี้เป็นวันอังคาร ซึ่งตามตารางแล้วผมต้องอยู่ห้องตรวจ urodynamic แต่เนื่องจากว่าครูหาญมีคนไข้ผ่าตัดตั้งแต่ 8 โมง สุกี้กับอาร์ลีนจึงต้องเข้าไปช่วยก่อน แต่ราวๆ 8.30 น. ผมก็ถูกตามเข้าไปช่วย สัปดาห์นี้ครูผมต้องรีบเก็บ case เนื่องจากสัปดาห์หน้าจะไม่อยู่ทั้งสัปดาห์ เนื่องจากไปประชุม IUGA (น่าจะเป็น International Urogynaecologic Association)ที่ประเทศเม็กซิโก งานนี้คุณหมอบีและอาจารย์สุวิทย์ที่จุฬาก็ไปด้วย เลยต้องรีบสะสางก่อนไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตอนเที่ยงผมถูกตามให้ไปที่ห้องสังสรรค์ของพนักงานโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ที่ชั้นสองฝั่งตึกเด็ก เพื่อไปวัดขนาดของ mask <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ก็งง ว่าทำไมต้องไปวัดขนาด mask จึงได้ทราบคำตอบว่า พนักงานทุกคนที่อยู่ที่นี่ มีความจำเป็นต้องแจ้งให้โรงพยาบาลทราบว่า ตนเองใช้ mask เบอร์ไหน รุ่นไหน เรียกว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้ และจำเป็นต้องมี 2 ขนาดด้วย ผมถามว่าทำไม ก็เผื่อกรณีฉุกเฉิน (in case of ememgency: ICE) เช่นมีผู้ป่วย SARS หลุดเข้ามาไง หรือโรคอะไรก็ได้ที่มันร้ายแรงและติดต่อทางทางเดินหายใจ สรุปว่าต้องไป เบี้ยวไม่ได้เลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                การวัดขนาดของ mask ทำเป็นเรื่องเป็นราวมาก ผมต้องไปเอา mask มาลองสวมให้กระชับ แล้วไปนั่งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เอาหน้ากากเหมือนของนักบินอวกาศ (แต่ใหญ่กว่า) แล้วเธอก็พ่นยาเข้ามาในหน้ากาก แล้วให้ผมหายใจทางปาก 2 ครั้ง จากนั้นนับเลข 1-10 (เกือบนับเป็นภาษาไทยแล้วเชียว) ฉับพลันทันใดก็รู้สึกว่ามีรสขมเข้ามาในปาก ก็รู้ทันทีว่าเราใส่ mask ไม่ดี ไม่ถูกต้อง หรือผิดขนาด คุณพยาบาลก็เลยสอนการใส่ mask ให้ใหม่อย่างถูกวิธี ย้ำว่าต้องใส่อย่างถูกวิธี และกระชับที่สุด การทดสอบครั้งที่สองปรากฏว่าผ่าน จากนั้นก็ต้องงลองแบบที่สอง เป็นอีกยี่ห้อหนึ่ง คราวนี้ผมต้องแสดงการถอด mask ให้เธอดูด้วย ปรากฏว่าก็ยังไม่ถูก เธอจึงสอนใหม่ การถอดต้องห้ามเอามือไปสัมผัสกับผิวด้านนอกของ mask เนื่องจากว่าบริเวณนี้มีการสัมผัสเชื้ออย่างไรล่ะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อทดสอบเสร็จก็ทิ้งลงถัง โธ่ถัง ของที่เอามาทดสอบนั้น ยี่ห้อดีราคาแพงทั้งนั้น จำได้ว่าตอนที่โรงพยาบาลม.อ.มีคนไข้ SARS เมื่อปีพ.ศ. 2546 นั้น กว่าจะได้ mask มาทีนึง รอกันตั้งนาน แถมยังไม่สามารถหาแบบที่ผมเห็นมากมายขณะนี้มาให้คนได้ทั้งหมด เนื่องจากว่ามันมีราคาสูงมาก แต่ที่นี่ ทดสอบเสร็จก็ทิ้ง หมอธนพันธ์ไม่ทำอย่างนั้นหรอก เก็บใส่กระเป๋า เอากลับบ้านดีกว่า คงจะหลายร้อยอยู่ ฮา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ที่เล่ามานี้ จะเห็นได้ว่า โรงพยาบาล KK เขาดูแลเรื่องความเสี่ยงได้อย่างดีมาก ทุกคนต้องมีเบอร์ของ mask 2 ชนิด ต้องมีทุกคน และต้องใส่และถอดเป็น มีการทดสอบจริงๆ (งานนี้ใครทำผิด ก็ต้องเจอของผมแบบที่ผมโดน) นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของการจัดการเรื่องความเสี่ยงจากการทำงานที่ผมเห็น ยังมีอีกมากครับ ที่เป็นทั้งของบุคลากรและของผู้ป่วย น่าประทับใจ แล้วจะเล่าในวันอื่นครับ