.....พ่อแม่เป็นผู้แสดงโลกแก่ลูก.......
.....นอกจากนั้น สิ่งทั้งหลายที่พ่อแม่จะแสดงต่อลูก ก็จะเป็นไปแม้โดยไม่รู้ตัวด้วยความรู้สึกรักโดยธรรมชาติ ทำให้แสดงสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้เห็นแง่ที่ดี แง่ที่จะใช้ประโยชน์ต่างๆ แล้วพ่อแม่ก็จะชักนำไปให้มองดูคนอื่น ด้วยความรู้สึกที่ดีงาม ด้วยความรัก มีเมตตา เช่นเมื่อได้พบเพื่อนมนุษย์อย่าง ลุง ป้า น้า อา เพื่อนของพ่อแม่เป็นต้น ก็จะมีการแนะนำให้รู้จัก โดยพ่วงมากับ ท่าทีอาการและความรู้สึกที่ดี มีความรู้สึกและทัศนคติที่งดงาม ........
แต่ปัจจุบันนี้ พ่อแม่กำลังเสียบทบาทนี้ให้กับสื่อ ให้แก่ทีวี วิดีโอ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนตเข้ามาแทน ขณะนี้น่าเป็นห่วงอย่างที่เคยใช้คำว่า "เวลานี้ พ่อ-แม่ ถูกยึดครองดินแดนไปเสีย หมายความว่า ครอบครัวเคยเป็นดินแดนที่พ่อแม่ดูแล เป็นผู้ปกครอง เป็นผู้นำลูก" แต่เวลานี้ พ่อแม่สูญเสียอำนาจปกครองนี้ไป โดยที่ว่า บ้านและครอบครัวได้ถูกสื่อ เช่นทีวีและวิดีโอเข้ามายึดครอง มาทำหน้าที่แทนพ่อแม่ ในการแสดงหรือนำเสนอโลกแก่ลูก
สื่อปัจจุบันมักแสดงโลกนี้อย่างไร ก็ให้ดูให้เห็นการยิงกัน ฆ่ากัน แย่งชิงกัน ความโหดร้าย ล้างแค้น ความหยาบคาย ความยั่วยวน ความมัวเมา การแสดงโลกแก่ลูกของพ่อแม่สูญเสียไป เด็กยุคปัจจุบันจึงได้ทีวี วิดีโอเป็นผู้แสดงโลกแก่เขา แต่มักเป็นการแสดงสิ่งเลวร้าย ท่าทีของจิตใจที่มุ่งแต่จะเอาชนะ กำราบ พิชิตเขา ทำลายเขา ตรงข้ามกับท่าทีของพ่อแม่แทบทั้งหมด ดั้งนั้น พื้นฐานจิตใจของเด็กตั้งแต่ในครอบครัวก็จะโน้มไปในทางร้ายหรือเสียหาย แล้วเราจะหวังให้สังคมอยู่ดีได้ยากยิ่ง ถ้าไม่รีบแก้ไข ..........................
การแสดงโลกแก่ลูก ที่พ่อแม่เป็นผู้นำและชี้บอกนั้น โดยทั่วไปจะทำให้เด็กพัฒนาความรู้สึก ท่าที ทัศนคติ ต่อโลก ต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ในทางที่ดีโดยเฉพาะ
- มองเพื่อนมนุษย์ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร มีไมตรี
- มองสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะธรรมชาติด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง เห็นความงาม ความสงบ ความประณีตละเอียดอ่อนลึกซึ้ง
- มองสิ่งทั้งหลาย และเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยท่าทีของการสนองความใฝ่รู้ อยากศึกษา อยากค้นคว้า หาความจริงยิ่งขึ้นไป
- มองความสัมพันธ์ของตนเองกับโลกและสังคม ด้วยท่าทีของการที่จะออกไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และแก้ปัญหาหรือพัฒนาทำให้ดียิ่งขึ้น
ฯลฯ.....
เป็นบทความที่ดีค่ะ ขอบคุณค่ะ
แหล่งเรียนรู้มีมากเหลือเกิน สถาบันการศึกษาน่าจะเปลี่ยนบทบาทเป็นแหล่งสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อเป้าหมายตามอรรถประโยชน์3 คือเพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์สาธารณะ
จะทำได้อย่างไรเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
รัฐควรจะให้ความสำคัญและอุดหนุนการศึกษาในบทบาทและเป้าหมายนี้เท่านั้น หากเป็นกระบวนการหรือเป้าหมายอื่นควรให้เอกชนดำเนินการ โดยใช้กลไกสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจและควบคุมกำกับให้แหล่งเรียนรู้ต่างๆอยู่ในร่องในรอย
สถาบันการศึกษาของรัฐที่จัดหลักสูตรภาคพิเศษเพื่อหาเงินก็ไม่จำเป็น ซึ่งค่านิยมเรื่องการศึกษาที่หวังปริญญานำหน้าของเราก็ต้องเปลี่ยนไปจากนี้มากทีเดียว
เป็นบทความที่ดีค่ะ ทำให้รู้สึกว่าเข้าใจและวัยรุ่นสามารถที่จะใกล้ชิดกลับธรรมะได้ง่ายขึ้น
ขออณุญาตินำไปใช้สำหรับสื่อการเรียนนะคะ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ^^