อนุทิน #134887

รักฉันนั้น.......เพื่อเธอ

                   ช่วงชีวิตวัยรุ่นใครๆ ก็มีความรักแบบเด็กๆกันได้ทั้งนั้น ฉันก็เป็นอีกคนที่มีความรักในแบบของตัวเอง มันเป็นความรักแบบใสๆ ความรักครั้งนี้บอกเลยนะว่า มันเป็นที่ฉันแต่เพียงผู้เดียวส่วนอีกฝ่ายเขามิได้รับรู้อะไรด้วยเลย ฉันมโนเอาเองเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่ามันเป็นเสี้ยวเวลาที่มีความสุขที่สุดเลย ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องหวาดระแวงแคลงใจใดทั้งนั้น เป็นความรักที่แอบปลื้มเงียบๆ อยู่ฝ่ายเดียว ยิ้มคนเดียวเมื่อเห็นเขามีความสุข เป็นทุกข์เมื่อเขาทุกข์หรือมีกังวลใด แอบช่วยเหลืออย่างเงียบๆ แอบโล่งใจเมื่อเขาผ่านพ้นความทุกข์นั้นไป ไม่ใช่เรื่องแปลกใช่มั้ยที่ฉันจะเป็นแบบนี้ ถ้าจะให้เข้าไปคุยเลยฉันก็ไม่กล้า เพราะเขินเหลือประมาณ

                   เรื่องก็มีอยู่ว่าฉันบังเอิญไปเจอกับพี่ชายคนนี้โดยบังเอิญที่งานเลี้ยงรุ่น ของรุ่นพี่ที่หมู่บ้านละแวกเดียวกัน พี่ฝันชวนฉันไปงานเลี้ยงเป็นเพื่อนเวลางานเลิกจะได้มีเพื่อนกลับบ้าน ด้วยความที่อยากไปเที่ยวงานดูแสง สี เสียง จึงรีบตอบตกลงแล้วขออนุญาตพ่อกับแม่ “แม่จ๋า พี่ฝันให้ไปเป็นเพื่อนที่งานเลี้ยงรุ่น หนูไปได้ไหมค่ะ” พ่อหันมาทันที “กลับดึกหรือเปล่าแพรวา” ฉันรีบตอบพ่อทันทีเพราะกลัวไม่ได้ไป “ไม่น่าจะเกิน 22.00 จ๊ะ พ่อ พี่ฝันบอกอย่างนั้น” พ่อพยักหน้า “ระวังๆ ด้วยนะ มืดๆ ค่ำๆ อันตราย เดี๋ยวพ่อไปรับละกันบอกฝันมันด้วย”ฉันดีใจแทบกระโดดจนแม่ต้องมองค้อนให้ ก็งี้แหระวัยรุ่นกับการเที่ยวเป็นของคู่กัน เมื่อพ่อและแม่อนุญาตฉันไม่รอช้ารีบอาบน้ำแต่งตัวทันที แล้วมานั่งพี่ฝันที่หน้าเกือบ 15 นาทีพี่ฝันก็เดินยิ้มแย้มเข้ามาทักทาย “รอพี่นานไหมแพร” ฉันยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ไม่นานค่ะ พี่ฝัน เอิ่ม พี่ฝันค่ะ พ่อบอกว่าขากลับพ่อจะไปรับเรากันค่ะ” พี่ฝันพยักหน้ารับทราบ “ดีเหมือนกันนะ เพราะขากลับทางค่อนข้างมืด รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวเพื่อนๆ พี่จะรอ” ฉันเดินตามพี่ฝันไปอย่างว่าง่ายผสมความตื่นเต้นที่จะได้ไปงานด้วย

                   เดินมาไม่ถึง 15 นาทีเราก็มาถึงงาน อยากจะบอกว่างานใหญ่มากมีโต๊ะจีน เกือบ 100 โต๊ะเห็นจะได้  ฉันตื่นเต้นมากทุกคนล้วนแต่งตัวสวยงามใส่กระโปรงกันทั้งนั้นมีฉันเพียงคนเดียวละมั้ง ที่ใส่ชุดเอี๊ยมถักเปีย 2 ข้างมองไปทางไหนมีแต่คนสวยคนหล่อ เฮ้อ! มีแต่ฉันที่เป็นเด็กกระโปโลเพียงคนเดียวของงานเลยมั้งเนี่ย เพราะมัวแต่ตื่นเต้นจะได้ออกงานลืมถามพี่ฝันไปว่า

ธีมงานเป็นอย่างไรแต่จะเป็นไรไป  เราไม่ใช่คนในรุ่นนี้ไม่มีใครเขาสนใจเราหรอกน่า ฉันนึกปลอบใจตัวเอง ในขณะที่ยืนรอพี่ฝันคุยกับเจ้าหน้าที่ ที่หน้างานกำลังเหม่อมองคนเพลินๆ ใครบางคนก็ชนฉันเข้าให้อย่างจัง “โอ๊ะ!!!! ขอโทษครับ เจ็บตรงไหนมั้ยครับ”ฉันตะลึง กับคนที่อยู่ตรงหน้าที่ถามและจับฉันที่ล้มไม่เป็นท่าลงไปนั่งแอ้งแม่ง “เอิ่ม.....นิดหน่อยค่ะ”ฉันตอบออกไป “พี่ขอโทษนะครับ” ฉันพยักหน้ารับทราบแต่ตาจ้องหน้าพี่เขาเขม็งเลย ลืมเจ็บไปเลยเราเขินพูดไม่ออกก็เราไม่เคยเจอใครที่ดูดีขนาดนี้เลยนิน่า “อ้าว แพรวาเป็นอะไรนะ ลงไปนั่งแบบนั้นได้ไงเนี่ย ลุกๆๆ” เสียงพี่ฝันปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ “แพรโดนชนค่ะ เลยล้มไม่เป็นท่าเลย” พี่ฝันหัวเราะขำในความเปิ่นของฉัน “ป่ะๆๆ นั่งโต๊ะกัน ได้โต๊ะแหระ เดี๋ยวพี่จะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนๆ พี่ด้วย” ฉันเดินตามพี่ฝันอย่างว่าง่าย แต่ต้องตกใจเมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่นั่ง พี่คนนั้นคนที่ชนฉันเมื่อกี้ พี่เขาเป็นเพื่อนกับพี่ฝันหรือนี่ โลกช่างกลมจริงๆ ฉันอยากจะแทรกแผ่นดินหนีมากๆๆ อายสุดๆ พี่เขายิ้มให้ก่อนจะพูดว่า “น้องฝันรึ เมื่อกี้เราเดินชนน้องเค้าน่ะ” พี่ฝันหันมามองฉันนิดหนึ่งก่อนตอบไปว่า “ช่ายๆๆ นนท์เดินยังไงให้ชนน้องฉันเนี่ย สะดุดความสวยหรือย่ะ งั้นดีเลย ดูแลน้องฉันเป็นการไถ่โทษซะเลย อ่ะแพรวานั่งๆ เดี๋ยวพี่นนท์เขาจะดูแล” คนที่โดนโยนงานให้ยิ้มจนตาหยี “ได้ๆ เดี๋ยวดูแลให้” ยิ่งทำให้ฉันเขินม้วนไปใหญ่ตกลงวันนี้ฉันจะกินอะไรลงไหมนี่ “เออ ลืมแนะนำเลย นี่แพร วา เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเรา แพร นี่ นนท์ เป็นเพื่อนพี่เรียนมาด้วยกัน” ฉันรีบยกมือไหว้แก้เขิน “สวัสดีค่ะ พี่นนท์” พี่เขายิ้มนิดๆ “ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ น้องแพร เมื่อกี้เจ็บมั้ยพี่ขอโทษจริงๆ ไม่ทันมอง” อุ๊ย! อีกแล้วเขาคุยกับเราอีกแล้ว “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เจ็บมากเท่าไรค่ะ แค่ขัดนิดหน่อย” ฉันยิ้มอายๆ ในความโก๊ะของตัวเอง แต่พี่เขาก็ดูแลอย่างที่พี่ฝันบอกจริงๆ คอยตักอาหารใส่จานให้น่ารักมาก หน้าตายิ้มแย้มตลอด ฉันสังเกตเห็นว่าพี่เขาเป็นคนพูดน้อยสุดในโต๊ะก็ว่าได้ ส่วนมากพี่เขาจะยิ้มและขำเพื่อนๆ ที่ผลัดกันเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้แชร์ให้กันและกันได้ฟังซะมากกว่า แต่ละคนต่างแยกย้ายกันออกไปทำงานและมีอาชีพกันทุกคนพี่นนท์ก็ทำงานรับราชการเป็นคุณครูซะด้วย ว๊าววววว พ่อพิมพ์ของชาติ พี่เขาเพิ่งบรรจุรับราชการครูได้ไม่นานนี่เอง ส่วนพี่ฝันเองก็กำลังรอเรียกตัวเช่นกัน “น้องแพร เพิ่งเรียนจบรึ” พี่นนท์ชวนฉันคุย ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ “ใช่ค่ะ แพรเพิ่งเรียนจบเมื่อไม่กี่วันเองค่ะ” “น้องแพรเรียนอะไรมาครับ  เพื่อพี่จะแนะนำได้บ้าง” พี่เขาชวนเราคุยอีกแล้ว  “อ้อ แพรเรียนครุศาตร์มาค่ะ เอกภาษาไทย” ฉันตอบออกไปอย่างเขิน “อืม เอกเดียวกับพี่เลยครับ น้องแพรเรียนที่ไหน” พี่เขายังชวนคุยต่อ “แพรที่ นครสวรรค์ค่ะ แพรชอบบรรยากาศที่นั่นค่ะ ” เราเริ่มพูดคุยกันสนุกปากมากขึ้น เพราะเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้นนั่นเอง ฉันเหลือบมองนาฬิกาไม่อยากให้เดินเร็วเลยเพราะความน่ารักของพี่เขานั่นเอง อีกอย่างที่ฉันสังเกตเห็นคือ พี่เขาไม่ดื่มสุราด้วยนิ เพื่อนส่งให้หลายแก้วละ พี่นนท์ก็จะส่ายหน้าหรือไม่ก็โบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่ทันที “พี่ไม่ดื่มของมึนเมาครับ น้องแพร นี่ก้อดึกมากแล้วน้องแพรกลับบ้านกันยังไงครับ” พี่นนท์ชวนฉันพูดคุยสนทนาอย่างเป็นกันเองด้วย “อ้อ อีกประเดี๋ยวพ่อแพรจะมารับค่ะ ใกล้ๆ สี่ทุ่มค่ะ” ฉันตอบออกไปและพยายามมองหาพี่ฝัน แต่พี่ฝันหาได้สนใจไม่ เม้ากับเพื่อนอย่างออกรสทีเดียวสงสัยคืนนี้จะยาวนานเกิน 22.00 น. แน่นอนเลยทีเดียว “อยากกลับแล้วเหรอ พี่เห็นน้องชะเง้อหลายครั้งแล้ว” ฉันได้แต่ยิ้มเก้อ ที่ชะเง้อก็เพราะเขินพี่นี่แหละแต่ทำได้เพียง ยิ้มแหยๆๆ ออกไป “เดี๋ยวพี่บอกฝันให้นะ” พูดจบก็ไปสะกิดพี่ฝันทันที “ฝันๆ ใกล้จะ 22.00 แล้วนะ” พี่ฝันพยักหน้ารับทราบแต่ก็ยังเม้าต่อ “แพรแป๊บนะ โทบอกพ่อก็ได้เดี๋ยวให้เพื่อนพี่ไปส่งนะ” ฉันรับทราบแล้วโทบอกพ่อทันที “พ่อค่ะ เดี๋ยวพี่ฝันจะให้เพื่อนไปส่งค่ะ พ่อไม่ต้องมารับนะค่ะ” “ใครมาส่งล่ะ พ่อกำลังจะไปรับอยู่ที่เดียว อย่าดึกมากนะ พ่อกับแม่เป็นห่วง” พ่อตอบกลับมา “ค่ะ พ่อ” พอวางสายจากพ่อฉันรีบบอกพี่ฝันทันที “พี่ฝัน พ่อบอกว่าอย่าดึกมากนัก พ่อกะแม่เป็นห่วงจ๊ะ” พี่ฝันพยักหน้ารับทราบ แล้วหันไปถามพี่นนท์ “นนท์ๆ เอารถมาใช่ป่ะ เดี๋ยวไปส่งเรากะน้องหน่อยดิ” พี่นนท์ยิ้ม “ได้ๆ จะกลับตอนไหนก็บอกเราล่ะกัน” ฉันอมยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจที่พี่นนท์จะไปส่งที่บ้าน

                   ฉันนั่งแอบมองพี่นนท์บ่อยๆ เพราะกลัวว่าเขาจะรู้ตัว พี่นนท์เป็นผู้ชายสูง ไหล่กว้างพอประมาณมองจากด้านหลังรู้สึกว่าช่างเป็นผู้ชายที่มีไหล่อบอุ่นเหลือเกิน หน้ารูปไข่จมูกโด่งเป็นสันนี่แหละผู้ชายในฝันของใครๆ อีกหลายคนใช่เพียงแค่แพรวาคนนี้ พอคิดมาถึงตรงนี้ก็อดยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนพี่เขาช่างดูดีเหลือเกิน พี่นนท์เป็นคนที่ไม่ถึงกับขาวอย่างคนจีนแต่ก็ไม่ดำอย่างคนใต้ สีผิวกำลังดีไม่ดำและไม่ขาวจนเกินไปนัยน์สดใสบ่งบอกถึงความเป็นคนช่างฝันนิดๆ ผมหยักศกนิดๆ ถูกตัดเป็นรองทรงเรียบร้อยสังเกตดีๆ พี่เขาช่างเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างเนี๊ยบแต่มาสะดุดที่ชายเสื้อหลุดด้านหลังเพราะเริ่มดึกแล้วนี่เอง อุ๊ย!!! นี่เราจะแอบสังเกตสังกาพี่เขามากไปแล้วมั้ง แต่ก็ยังดีที่เขาไม่รู้ตัวถ้ารู้ตัวเขินแย่เลย แต่เท่าที่สังเกตพี่เขาก็เฉยๆ คงไม่รู้หรอกฉันยังคงคิดเข้าข้างตัวเองต่างๆ นานา เหมือนล่องลอยอยู่ในภวังค์ส่วนก็ไม่ปานทีเดียวแต่เขารู้ขึ้นมาละก็ อับอายขายหน้าสุดๆ เลยทีเดียว แพรวาเอ๊ย คิดอะไรอยู่เนี่ย แต่ก็ยังว่านะความชอบมันห้ามกันได้ที่ไหนล่ะ “แพรวา กลับกันเถอะ” พี่ฝันเรียกซะ ฉันตกใจตื่นจากภวังค์เลยทีเดียว “อ้อ ค่ะๆ” พี่นนท์เป็นสารถีขับรถมาส่งเราทั้งคู่จนถึงบ้านอย่างปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้สนทนาอะไรกันมากนักเพราะดึกมากแล้วนั่นเอง

                   หลังจากงานวันนั้นเป็นต้นมาฉันรู้ตัวดีว่าได้แอบปลื้มเพื่อนพี่ฝันอย่างมาก ฉันเคยเห็นพี่นนท์ในชุดนักศึกษาเมื่อหลายปีก่อน แต่ฉันไม่เคยเข้าไปพูดคุยกับพี่เขาเลยเพราะความเขินในความหน้าตาดีของพี่เขานั่นเอง อีกอย่างพี่เขาก็ไม่เคยมองเห็นเราในสายตานอกจากเด็กกะโปโลคนนึงเท่านั้น และฉันยังรู้มาอีกว่าพี่นนท์มีสาวสวยอยู่ในใจอยู่แล้วเป็นพี่ที่เรียนในห้องเดียวกันนั่นเอง ทั้งคู่รักกันมานานแล้วแค่ไหนฉันเองก็ไม่ทราบได้รู้เพียงแค่ว่าทั้งสองเป็นแฟนกันมานานมากนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฉันได้แต่แอบปลื้มพี่เขาฝ่ายเดียวตลอดมา จนมาถึงวันนี้การได้เจอกับพี่นนท์อีกครั้งมันทำให้หัวใจของฉันต้องพองโตขึ้นมาอีกครั้งอย่างบอกไม่ถูก พี่นนท์ไม่เคยรู้ตัวหรอกมีฉันคนเดียวที่เก็บความปลื้ม ความ.......เอิ่มอิ่มทางใจ ความสุขภายในใจหลายหลากมากมายอย่างที่หาอะไรมาเปรียบมิได้เลยทีเดียว ทุกครั้งที่ฉันได้เจอพี่เขาหัวใจพองโตทุกครั้งเลยครั้งนี้มันก็เหมือนทุกครั้งเหมือนดังเช่นกัน แต่นึกไปถึงแฟนพี่เขาหัวใจของฉันที่พองโตเป็นอันต้องแฟบแบนทันทีเช่นกัน แหมๆ ฉันนี่ถ้าจะเยอะไปแหระดูดิ คิดเป็นตุเป็นตะ แอบหึงเล็กๆ ก็เอาไม่มีใครเขารู้เรื่องด้วยเลย “แพรๆ เป็นอะไรเนี่ยพี่เรียกตั้งนาน อย่าบอกนะฝันกลางวัน” พี่ฝันแหย่ฉันอย่างอารมณ์ดี “ปล่าวค่ะ กำลังคิดว่าจะไปสอบที่ไหนดีค่ะ พี่ฝัน” พี่ฝันตบไหล่เบาๆ เหมือนปลอบใจ “อย่าเครียดมากนะ อ่านหนังสือเยอะๆ เราเก่งจะตายสอบได้แน่ๆ พี่เอาใจช่วย” พี่ฝันยิ้มน้อยๆ อย่างอารมณ์ดี “ขอบคุณค่ะ พี่ฝัน” ฉันเก็บงำความลับนี้เอาไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียวตลอดมา “น้องแพร” เสียงพี่นนท์นี่ ฉันรีบมองหาที่มาของเสียงทันที พี่นนท์ยืนอยู่อีกฟากของถนนโบกมือไปมาอยู่ “หวัดดีค่ะ พี่นนท์ มาทำอะไรที่นี่ค่ะ” พี่นนท์เดินข้ามถนนมาหาใจของฉันเต้นโครมครามทีเดียว “พอดี พี่มาซื้อของแถวนี้พอดี เห็นน้องแพรเลยทักครับ” พี่นนท์พูดไปยิ้มไป น่ารักที่สุดเขาเป็นผู้ชายที่มีรอยยิ้มสวยมากๆ “อ้อ หรือค่ะ” ฉันยังเขินไม่หาย “ว่างมั้ย ไปทานข้าวเป็นเพื่อนพี่หน่อยซิ พี่หิวพอดีเลย เที่ยงแล้วด้วยเดี๋ยวพี่เลี้ยง” ฉันได้แต่พยักหน้าแล้วเดินตามเหมือนลอยไปทีเดียว “อืม เราจะกินอะไร สั่งได้เลยนะ พี่เลี้ยง” ฉันได้แต่พยักหน้ามองเมนูอาหารแล้วสั่งอาหารง่ายๆ มาอย่างหนึ่ง “เอ้า กินแค่นั้นรึเรา พี่แถมไอศกรีมให้ด้วยนะ เดี๋ยวพี่สั่งให้นะ” โดยที่ไม่รอคำตอบพี่นนท์ก็เดินมาพร้อมไอศกรีม “ขอบคุณค่ะ พี่นนท์” พี่นนท์ยิ้มพร้อมส่งไอศกรีมให้ “ทานเลย” ฉันรวบรวมความกล้าถามออกไป “เอ้อ พี่นนท์ค่ะ พี่ปริมไปสอนที่ไหนค่ะ” พี่นนท์ชะงักนิดหนึ่งก่อนที่จะหันมามองหน้าฉันแล้วตอบออกมาว่า “พี่กับพี่ปริมไม่เจอกันนานแล้ว น้องแพร แล้วพี่ก็ไม่ได้ข่าวพี่เขาเลยตั้งแต่จบ พี่สอบติดพยายามติดต่อเขาพี่ก็ติดต่อไม่ได้ เขาคงทิ้งพี่ไปแล้วล่ะ น้องแพร” หน้าพี่นนท์เศร้ามากไม่น่าถามเลยเรา ฉันรู้สึกผิดมากมาย “พี่นนท์ น้องแพรขอโทษค่ะ คือ น้องแพรไม่ทราบ” พี่นนท์ยิ้มให้ฉันแต่ช่างเป็นรอยยิ้มที่เศร้ามากๆ ที่เคยเห็นมา ฉันสงสารพี่นนท์จับใจอยากจะปลอบใจพี่เขาเหลือเกินแต่ทำไม่ได้ ได้แต่เก็บอาการเอาไว้แล้วยิ้มแห้งๆ ออกไปมันเป็นอะไรที่อธิบายยากเหลือเกินกับอาการแบบนี้ นี่ฉันต้องทำอย่างไรดีได้แต่พูดออกไปว่า “พี่ปริมคงกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบหรือไม่ก็ ทำงานยุ่งอยู่หรือเปล่าค่ะ พี่นนท์” พี่นนท์นัยน์ตาเศร้ามาก “ไม่หรอก ปริมไม่เคยเป็นแบบนี้ นอกเสียจากเขาไม่อยากพบพี่แล้วเท่านั้น น้องแพร”ฉันรู้สึกเศร้ามากๆ รู้สึกเจ็บปวดไปกับพี่นนท์อย่างบอกไม่ถูกหมดอาลัยตายยากไปเลยทีเดียวก็ว่าได้อานุภาคของความรักมันช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน เมื่อทานอาหารเสร็จพี่นนท์กับฉันก็แยกกันต่างไปทำธุระของตัวเอง

                   ฉันพยายามสืบหาที่อยู่ของพี่ปริมจากพี่ฝันโดยให้เหตุผลกับพี่ฝันว่า “พี่ฝันค่ะ แพรอยากปรึกษาความรู้เกี่ยวกับหมู่บ้านของพี่ปริมค่ะ พอดีมีรุ่นพี่ทำวิจัยแถวๆ หมู่บ้านพี่เขาค่ะ” พี่ฝันทำหน้างงๆ แต่ก็ให้ข้อมูลมาโดยละเอียด ทั้งบ้านเลขที่ แผนที่ ฉันรีบไปยังบ้านพี่ปริมทั้นทีโดยไม่บอกใคร ฉันเดินหาบ้านพี่ปริมจนพบ “สวัสดีค่ะ คุณป้า เอ่อ พอดีหนูเป็นรุ่นน้องของพี่ปริมค่ะ ไม่ทราบว่า พี่ปริมอยู่มั้ยค่ะ” คุณป้าคนนึงเดินออกมาต้อนรับทำหน้างงๆ แต่พอฉันแนะนำตัวไปคุณป้าก็ยิ้มแล้วเชิญเข้าไปในบ้านทันที “พอดี ปริมเขาไม่อยู่หรอกไปทำงานที่ต่างจังหวัดนานแล้วไม่ได้กลับมาบ้านเลย” ฉันยิ่งสงสัยกับคำตอบนั้น “ทำไมพี่เขาไปทำงานไกลจังค่ะ คุณป้า” คุณป้าจึงอธิบายว่า “พอดีญาติทางโน้นเขาขาดคนเลยมาชวน ให้ยัยปริมไปช่วยจ๊ะ” ที่แท้พี่ปริมไปช่วยงานจนไม่ได้ติดต่อกับใครนี่เอง “อ้อ ค่ะ งั้นหนูขอเบอร์ติดต่อพี่ปริมได้มั้ยค่ะ ไม่เจอกันซะนาน คิดถึงนะค่ะ เลยอยากโทไปถามข่าวคราวบ้าง” ฉันจำใจต้องโกหกคุณป้าออกไป “ได้ซิ รอแป๊บนะจ๊ะ” ไม่นานคุณป้าก็นำเบอร์โทของพี่ปริมมาฉันจึงขอตัวกลับ ในระหว่างทางจึงได้ลองโทหาพี่ปริมดู โทนานมากแต่ไม่มีใครรับสายเลย ฉันจึงได้พยายามโทหาพี่ปริมอีกครั้งในตอนเย็น เหมือนโชคเข้าข้างมีคนรับสาย “ฮัลโหลค่ะ พี่ปริมหรือค่ะ น้องแพรนะค่ะ น้องสาวพี่ฝัน” ปลายสายตอบกลับมาว่า “อ้อ น้องแพร พี่ว่างไม่มากนะจ๊ะ พี่มีงานด่วนจ๊ะ” คุยได้ไม่กี่คำพี่ปริมก็วางสายไป

โธ่!!! ยังไม่ทันได้เรื่องเลยแต่ฉันก็ดีใจที่สามารถติดต่อกับพี่ปริมได้ อย่างน้อยฉันก็ได้ทำเพื่อพี่นนท์ชายคนที่ฉันแอบรักข้างเดียวมาตลอด เมื่อคิดได้ดังนั้นใจนึงก็คิดที่จะบอกพี่นนท์ว่าติดต่อพี่ปริมได้แล้วแต่อย่าเพิ่งดีกว่าเอาไว้เซอร์ไพร์ทพี่นนท์ดีกว่า ฉันจึงเพียรพยายามที่จะติดต่อพี่ปริมเพื่อบอกเรื่องราวของพี่นนท์แต่โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ติดต่อยากเย็นเหลือเกิน ฉันพยายามโทจนมือจะหงิกก้อยังไม่ติดที่นั่นกันดารอย่างที่คุณป้าบอกจริงๆ สัญญาณไม่ค่อยมีพี่ปริมต้องทำงานหนักด้วยไม่ค่อยมีเวลามากนัก

                   “พี่นนท์ค่ะ วันนี้แพรมาเยี่ยมค่ะ พี่นนท์พอจะมีเวลาว่างบ้างมั้ยค่ะ” ฉันแวะไปหาพี่นนท์ที่โรงเรียนเพื่อคุยธุระกับพี่นนท์และลองหยั่งเชิง “ว่าไง น้องแพรชั่วโมงนี้พี่ว่างจ๊ะ ตอนบ่ายถึงจะมีสอนอีกที นั่งก่อนซิ” ฉันแอบมองหน้าพี่นนท์อย่างสังเกต “พี่นนท์สบายดีนะค่ะ” พี่นนท์ยิ้ม “จะมาไม้ไหนล่ะเนี่ย น้องแพร พี่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรนี่” แหมอยากบอกเหลือเกินว่าเป็นห่วง  “ก็ดีแล้วค่ะ ที่พี่นนท์ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร” พี่นนท์มองหน้าฉันอย่าง งง กับคำพูดของฉัน “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่เป็นห่วงพี่ชายที่แสนดีคนนึงก็เท่านั้น ดูพี่นนท์ทำหน้าซิ อย่างกะน้องแพรเป็นคนเจ้าเล่ห์เลยนะค่ะ” คราวนี้พี่นนท์หัวเราะเบา “แหม เราก็ว่าไปนั่น พูดประโยคยาวๆ ก็เป็นนิพี่นึกว่าเราพูดได้แค่ ค่ะๆ เสียอีก” จบทั้งพี่นนท์และฉันต่างหัวเราะพร้อมกัน “พี่นนท์ก็กล่าวหา แพรไม่รู้จะพูดอะไรนี่ค่ะ”ฉันตอบไปอย่างนั้นแหละ “แล้ววันนี้ทำอย่างกับว่ามีอะไรจะพูดกับพี่อย่างนั้นแหละ เอาว่ามาพี่ชักจะอยากรู้เต็มที่แหละ” ฉันจ้องหน้าพี่นนท์อีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจพูดเรื่องพี่ปริมออกไป “พี่นนท์แพรมีข่าวดี มาบอกค่ะ ถ้าพี่นนท์ได้ยินพี่นนท์ต้องดีใจมากๆ แน่เลย” พี่นนท์ทำหน้าฉงนกับคำบอกเล่าของฉัน “เรื่องอะไรล่ะ น้องแพร” ฉันยิ้มแล้วพูดต่อ “เรื่องพี่ปริมค่ะ แพรทราบค่ะ ว่าพี่ปริมอยู่ที่ไหน” คราวนี้ตาพี่นนท์เป็นประกายขึ้นมาทันที แต่ใจเราซิ สลดวูบลงไปทีเดียว “น้องแพร พี่ปริมอยู่ที่ไหนหรอ” พี่นนท์ยิ้มพลางถามอย่างใจจดใจจ่อ “พี่ปริมไปทำงานแถวทางเหนือค่ะ ที่นั่นกันดารโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ค่อยได้ ไม่มีสัญญาณค่ะ แพรไปหาคุณป้าที่บ้านพี่ปริมมาจึงทราบว่าพี่ปริมไปทำงานที่นั่นและติดต่อใครไม่ได้เลย แพรโทไปตั้งหลายครั้งกว่าจะติด พี่ปริมฝากแสดงความยินดีกับพี่ด้วยนะค่ะ และขอโทษที่ไม่ได้บอกพี่ด้วยตัวเอง ถ้ากลับลงมาเยี่ยมบ้านจะโทหาพี่คนแรกเลยค่ะ นี่ค่ะ เบอร์พี่ปริม” พี่นนท์ดีใจอย่างมาก “พี่ขอบใจน้องแพรมากๆ พี่หลงเข้าใจผิดปริมมาตั้งนานคิดว่าเขาทิ้งพี่ซะอีก ขอบใจน้องแพรมากๆ เลย” ถึงแม้ในใจของฉันจะห่อเหี่ยวเศร้าอย่างมาก แต่ก็สุขใจที่เห็นคนที่เราแอบปลื้มมีความสุข

                   วันนั้นฉันกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมใจแต่ภายในลึกๆ อิ่มเอมใจที่เห็นคนที่เราแอบปลื้มมีความสุข และเศร้าในใจที่คนอื่นกับได้สุขสมหวังกับพี่เขา มันเศร้าเกินบรรยายพี่เขาจะรู้บ้างไหมนะ ว่าเราปลื้มพี่เขามากมายแค่ไหนขนาดมีคนมาชอบมาจีบเรายังไม่สนใจเลย เพราะใจของเรานั้นมันอยู่ที่พี่เพียงคนเดียว ถึงแม้ว่าพี่เขาจะไม่รับรู้เลยก็ตามทีฉันก็มีความสุขที่ได้มีส่วนช่วยให้พี่มีความสุขสมหวัง และแอบหวังเล็กๆ ว่าหากวันใดที่พี่ไม่สมหวังฉันยังรอพี่เสมอจะรออยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนหากวันใดที่พี่เศร้าใจ ขมขื่นใจ ปวดร้าวในใจ พี่จะมีฉันเป็นคนแรกที่เคียงข้างพี่ตลอดเวลา และจะเป็นฉันคนนี้นี่แหระที่จะปัดเป่าความทุกข์นั้นของพี่ให้จางออกไป ความรักมันช่างมีอานุภาคที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินแม้จะเป็นเพียงรักข้างเดียว แต่มันก็มีความสุขที่ไม่ต้องการความรักใดๆ มาตอบแทนหรือต้องให้เขาได้รับรู้กลับมาเลยเพราะ รักฉันนั้นเพื่อเธอ.......แค่เธอเท่านั้น!!!!

 

เขียน:

ความเห็น (1)

ยาว ๆ เขียนเป็น “บันทึก” จะเก็บรักษาและค้นหาง่ายกว่านะครับ คุณครู