อนุทิน #134207

              การศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท

             A  Comparative Study of the Ethical Judgment Criterion of  Goodness  

                   in Plato’s Philosophy and Theravada Buddhist Philosophy

                                                                    บทคัดย่อ

     ในการศึกษาวิจัยพบว่า การศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท  มีความเหมือนกันและความแตกต่างกันของปรัชญาทั้งสอง

     เกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโต  พิจารณาโดยหลักสำคัญของจริยธรรมที่วางอยู่บนพื้นฐานของ “สัจภาพของมนุษย์” ทั้งใน “มิติปัจเจกภาพ” และ “มิติความเป็นสมาชิกของมนุษยชาติ” ตามหลักสิทธิ  เสรีภาพ  ภราดรภาพ  ความเสมอภาค  ความยุติธรรม  อย่างเท่าเทียมกันในฐานะเป็นมนุษย์ด้วยเหตุผลและสติปัญญาที่สำคัญ คือ คุณธรรมของเพลโตที่มีความกลมกลืนกัน ๔ ประเภท คือ ๑) คุณธรรมทางปัญญา ๒) คุณธรรมทางความกล้าหาญ ๓) คุณธรรมทางความรู้จักประมาณ ๔) คุณธรรมทางความยุติธรรม คุณธรรมทั้ง ๔ ของเพลโตถือว่า เป็นคุณธรรมที่จะปกครองทางสังคมและปัจเจกชนที่แสวงหาความยุติธรรมทางคุณธรรม ทางสังคมที่ทำให้จิตใจขัดเกลาด้วยความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และอยู่ร่วมกันโดยสันติมีกฎเกณฑ์ และมีกติกาในสังคม

     ส่วนเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาท มีหลักการดำเนินชีวิตในสังคมที่มีจุดมุ่งหมายสูงสุด ที่เป็นอุดมคติของชีวิตในเกณฑ์ตัดสินว่า “การกระทำใดดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร” เพื่อให้บุคคลมีชีวิตที่ดีช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมได้เป็นอย่างดี ในการดำเนินชีวิตที่ดีพุทธปรัชญาเถรวาทจึงจัดระบบของเกณฑ์ตัดสินความดีไว้ ๓ ระดับ คือ ๑) ระดับศีล ๕ ๒) ระดับกุศลกรรมบถ  ๑๐ และ ๓)  ระดับมรรค ๘   

     เกณฑ์ตัดสินความดีของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทจึงเน้นในการพิจารณาความถูกต้องของการกระทำที่มีเหตุผลและปัญญา  นอกจากนี้อารมณ์หรือความรู้สึกทางกาย ทางใจ และทางอุดมคติแบ่งได้ ๓ ระดับ คือ ๑) ระดับศีลธรรม ๒) ระดับคุณธรรม          ๓) ระดับจริยธรรม  ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีของปรัชญาทั้งสองมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน พอจะสรุปได้ ๕ ประการ คือ ๑) เรื่องเจตนาและเหตุผลเป็นเป็นองค์ประกอบหลักเกณฑ์ตัดสินความดี ๒) เรื่องกฎแห่งเสรีภาพของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท           ๓) เรื่องคุณธรรมของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท ๔) เรื่องเกณฑ์ตัดสินความดีกับแรงจูงใจของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท  ๕) เรื่องความเป็นสากลและคุณค่าของมนุษย์ของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท  อย่างไรก็ตาม  ยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของเจตนาและเหตุผลหรือปัญญา ในการตัดสินการกระทำของมนุษย์ว่า อะไรดี ชั่ว ถูก ผิด  ตามทัศนะของปรัชญาทั้งสอง 

                                                                    ABSTRACT

    In this research, it is found that the criteria of the ethical judgment in both Plato’s Philosophy and Theravada Buddhist Philosophy constitute both similarity and differences.

     Plato’s ethical judgments criteria are based on human beings’ reality covering both dimensions of “individualism” and “collectivism” according to the moral virtues of human rights, independence, fraternity, equitability, and fairness which belongs to a human being who is possessed of reason and intellect. Plato’s virtues are divided into four types of harmony:- 1) wisdom, 2) bravery,       3) moderation, and 4) justice. These 4 virtues are considered as merits for individual and social governance that is in search of virtuous justness, socialization, mercifulness, generosity, and peacefulness under the social regulations and rules.

    On the other hand, the criterion of judging the goodness in Theravada Buddhist Philosophy is of the principle in carrying out the livelihood in the societies with the ultimate life goal. It is an idealism based on the personal act which can be judged as good, bad and neutral to enable the people to be helpful to one another very well in virtuous livelihood. The Theravada Buddhist Philosophy, thus, sets up the system of the criterion of judging the goodness at 3 levels namely: - 1. The level of five precepts, 2. The level of the 10 paths of meritorious action and, 3. The level of the eightfold path.

     The criteria of ethical judgments in both Plato’s Philosophy and Theravada Buddhist Philosophy focused on the reasonable and intellectual acts including sensuous feelings which constitute three different levels:- 1) precepts, 2) morality and 3) ethics. Thus, the criteria of judging the goodness in these two philosophies are similar and can be summarized into the following five viewpoints; 1) The viewpoint of the volition and the reason which are the basic constitutions of criterion of judging the virtues, 2) The rules of freedom based on Plato’s Philosophy and Theravada Buddhist Philosophy, 3) The morality based on Plato’s Philosophy and Theravada Buddhist Philosophy, 4) The virtuous criterion and motivation based on Plato’s Philosophy and Theravada Buddhist Philosophy, and lastly 5) The viewpoint on universality and human values based on Plato’s Philosophy and Theravada Buddhist Philosophy. However, according to both philosophies, there are differences in the intention and wisdom in convicting what beings’ act is good or bad, righteous or evil.

๑.  บทนำ

     มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นสังคม เพราะมนุษย์ไม่อาจจะอยู่โดดเดี่ยวได้ มนุษย์จะต้องมีการพบปะพูดคุยกัน และต้องทำกิจกรรมร่วมกัน จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (สมพร สุทัศนีย์, ๒๕๔๘, หน้า ๑) เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันในสังคมเป็นจำนวนมาก และไม่รู้จักควบคุมตนเองได้และเห็นแก่ตัว มุ่งแต่ประโยชน์ของตนโดยไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของผู้อื่น เพราะฉะนั้นปัญหาที่สำคัญที่พยายามจะแก้ไขปัญหา อันมีรากฐานมาจากจริยธรรมภายในของมนุษย์ว่า อย่างไหนถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร (สมภาร พรมทา, ๒๕๔๘,หน้า ๔๗๘–๔๘๐) ดังนั้นทางจริยศาสตร์พยายามหาคำตอบ และแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คือ ๑) ปัญหาเรื่องความมีอยู่ของคุณค่าของความดี  นักปรัชญาพยายามตอบว่า ความดีคืออะไร๒) ปัญหาเรื่องเกณฑ์ตัดสินความดี ๓) ปัญหาเรื่องอุดมคติของชีวิต ในการดำเนินชีวิตแบบใดดีที่สุด (พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ๒๕๕๐, หน้า ๑๘)

     เพลโต (Plato) นักปรัชญากรีกโบราณ แนวความคิดของท่านมีอิทธิพลต่อนักปรัชญาตะวันตก (เบจามิน โจเวตต์, ๒๕๔๓,หน้า ๒) เพลโตถือว่า ความดีถูกผูกมัดกับทฤษฏีที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ในจักรวาล  ความดีจึงจุดหมายอยู่ในตัวเอง  เราทำความดีเพื่อความดี  มิใช่เพื่อจุดประสงค์อย่างอื่น  ความชั่วก็เช่นเดียวกัน  เราทำความชั่ว อย่อมได้รับผลชั่ว เพลโตถือว่า โลกแห่งประสาทสัมผัสเป็นของไม่จิรังยั่งยืน  เปลี่ยนแปลงได้  นี้แหละคือความดี  มนุษย์สามารถรู้จักโลกที่แท้จริงได้ด้วยเหตุผล  เพราะว่าเหตุผลเป็นความดีอันสูงสุดของมนุษย์ (ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์, ๒๕๕๐,หน้า ๙๓)นอกจากนี้เพลโตยังอธิบายถึงความดีของบุคคล ๓ ลักษณะ คือ ๑)  ถ้าหากบุคคลมีศิลปะแห่งเหตุผลเป็นผู้มีความดี หมายถึง ผู้มีปัญญา  ๒) ถ้าหากบุคคลได้มีกำลังใจในการตัดสินใจบุคคลนั้นเป็นผู้มีความดี หมายถึง ผู้มีความกล้าหาญ และ  ๓) ถ้าบุคคลใดสามารถควบคุมความต้องการของตนได้ บุคคลนั้นจะตั้งมั่นอยู่ในเกณฑ์ตัดสินความดี ความหมายของเพลโต หมายถึง ผู้มีความยุติธรรมในสังคม (บุญทัน ดอกไธสง, ๒๕๒๓, หน้า ๘๓–๘๔)  เพลโตเห็นว่า ความยุติธรรม ก็คือ ความดี ไม่ใช่เป็นความดีเพื่อสังคมอย่างเดียวเท่านั้น  จะต้องเป็นความดีสำหรับปัจเจกชนที่นำมาปฏิบัติตามหลักของจริยศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท (ไพฑูรย์ พัฒน์ใหญ่ยิ่ง, ๒๕๕๑, หน้า ๙๓–๙๔)ได้แก่ ๑) คุณธรรมของปัจเจกชน ๒) คุณธรรมของรัฐ ส่วนพุทธปรัชญาเถรวาททำหน้าที่สนองความต้องการด้านจิตใจแก่มนุษย์ เพราะศาสนาเป็นจุดศูนย์รวมของระบบศีลธรรมที่มุ่งสอนคนให้เป็นคนดี  และสอนวิธีปฏิบัติให้พ้นจากความทุกข์  นอกจากนี้ ศาสนาที่มุ่งสอนไม่ให้มนุษย์เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันเป็นหัวใจของพุทธจริยศาสตร์ ดังที่ปรากฏในพุทธสุภาษิตที่ว่า “การไม่ทำบาปทั้งปวง การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว” (ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๔/๓๓) พุทธสุภาษิตนี้สอนให้คนทำความดีที่เรารู้จักกันดีว่า “ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว” แต่พุทธสุภาษิตเหล่านี้ ไม่ใช่หลักเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางจริยธรรม ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีปัญญาและเหตุผล ซึ่งสามารถรู้ผิดชอบชั่วดี  แต่คุณธรรมไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการฝึกฝนอบรมบ่มเพาะจากการที่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ในการดำเนินชีวิตที่ดี  ในการใช้เหตุผลและปัญญาแสวงหาความจริง ความดี และความงาม (ไพฑูรย์ พัฒน์ใหญ่ยิ่ง, ๒๕๕๑ ,หน้า ๓๒) เพราะว่าพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า ความดีสูงสุดหรืออุดมคติทางพุทธจริยศาสตร์นั้น หมายถึง เอกภาพแห่งความสุข ความสมบูรณ์ ความรู้แจ้ง และเสรีภาพ สิ่งเหล่านี้  รวมกันเป็นหนึ่งซึ่งถือว่า ความดีสูงสุด ก็คือ สิ่งที่รวมไว้ซึ่งความสุข ความสมบูรณ์ทางศีลธรรม ความรู้แจ้ง และความเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ นี้เป็นเป้าหมายของชีวิต (สุเชาวน์  พลอยชุม, ๒๕๓๗, หน้า ๑๒)

 

๒.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

     ๑.   เพื่อศึกษาเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโต

     ๒.  เพื่อศึกษาเกณฑ์ตัดสินความดีในพุทธปรัชญาเถรวาท

     ๓. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท

๓.  วิธีดำเนินการวิจัย

        ๑.  ศึกษาและรวบรวมข้อมูลในส่วนที่ว่าเกณฑ์ตัดสินความดี จากคัมภีร์พระไตรปิฎกอรรถกถา เอกสาร และงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือประเด็นที่ต้องการทราบ 

        ๒.  ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากตำรา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้องกับงานเขียนทางปรัชญาของเพลโตและพุทธปรัชญาเถรวาท  และรวบรวมแนวคิดจากการวิเคราะห์ของนักปราชญ์ต่าง ๆ

        ๓.  นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เห็นแนวความคิดที่คล้ายคลึงกันหรือมีความแตกต่างกันทั้งสองแนวคิด  เพื่อหาข้อสรุป  และนำเสนอรายงานผลงานการวิจัยต่อไป

๔.  ผลการวิจัย

      เกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า ปรัชญาทั้งสอง เป็นปรัชญาที่ทั่วโลกได้ยกย่องว่า “เป็นคุณค่าทางจริยศาสตร์ในเกณฑ์ตัดสินความดีความชั่ว”  ที่เป็นแนวคิดในด้านของเหตุผลและปัญญา ดังนั้นปรัชญาทั้งสองยังมีลักษณะของเกณฑ์ตัดสินความดี  ที่สำคัญตามหลักจริยธรรมทางสากลที่อยู่บนพื้นฐานของการยอมรับสัจภาพของมนุษย์ทั้งในมิติปัจเจกภาพ  และมิติความเป็นสมาชิกของมนุษยชาติ (สุวัฒน์ จันทรจำนง,๒๕๔๐, หน้า ๑๗) ในหลักสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ  ความเสมอภาค  และความยุติธรรม  เป็นหลักการปกป้องผลประโยชน์ของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ตามหลักปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น  หมายถึง  การเป็นคนดีที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ด้วยเหตุผลและปัญญา (Richard  Mckeon, 1931 ,p.959)

      เพลโตเห็นว่า คุณธรรมได้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ ที่มีคุณค่าทางจริยศาสตร์ในปรัชญาของเพลโตที่มีความยุติธรรมในสังคมหรือในอุตมรัฐ โดยความยุติธรรมที่บริสุทธิ์ (Richard  McKeon, 1931, p.1103) คือ “ความดี” สำหรับปัจเจกชน คุณธรรมจริยธรรมในปรัชญาของเพลโต มี ๒ ประเภท (ชัยวัฒน์  อัตพัฒน์, ๒๕๕๐, หน้า ๙๓-๙๔) คือ ๑) คุณธรรมของปัจเจกชน ๒) คุณธรรมของรัฐ เพราะว่าเพลโตยอมรับว่า “ความยุติธรรมเป็นคุณสมบัติของบุคคล  จะยุติธรรมหรือไม่ ก็อยู่ที่การกระทำของบุคคล” จากการพิจารณาทางจิตวิญญาณ (Richard McKeon, 1931p.431)  จากโครงสร้างทางจิตวิญญาณของมนุษย์ทั้ง ๓ ภาค คือ ๑) ภาคเหตุผล (Rational) ๒) ภาคน้ำใจ (Spirited) ๓) ภาคตัณหา (Appetitive) เป็นหลักพื้นฐานทางปรัชญาของเพลโตที่กลมกลืนในภาคต่าง ๆ ของจิตวิญญาณ ในรูปแบบคุณธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ (Plato,1968,p.505)

     ๑) คุณธรรมแห่งปัญญา (Wisdom) ที่มีเหตุผล (Reasons) หรือเหตุผลของจิตใจ (Reasoning elements)

     ๒) คุณธรรมว่าด้วยความกล้าหาญ (Courage) ทางจิตใจเป็นตัวของตนเอง (Spirited or Assertive Part) หรือมีเอกลักษณ์, เกียรติ, ศักดิ์ศรีแห่งตน

      ๓)  คุณธรรมว่าด้วยขันติความอดทน ความอดกลั้น (Temperance)

      ๔) คุณธรรมว่าด้วยความยุติธรรม (Justice) ของจิตใจหรือวิญญาณที่ทำหน้าที่เหมาะสมตามธรรมชาติและไม่ก้าวก่ายกันและกัน 

       เพลโตยอมรับคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้  อันเป็นคุณธรรมที่ใช้ในการปกครองสังคมและการเมือง  ที่แสวงหาความยุติธรรมด้วยคุณธรรม (ความดี) มีจิตใจที่ขัดเกลาด้วยความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  และอยู่ร่วมกันโดยสันติ  มีกฎเกณฑ์กฎกติกาในสังคมที่ดี  มิใช่สังคมที่ดำรงอยู่ในภาวะธรรมชาติ แต่เป็นสังคมที่มีคุณธรรม

        ส่วนเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า  หลักการหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดีในสังคมที่ประเสริฐ อันเป็นวิธีการหรือเครื่องมือในการเข้าสู่ จุดมุ่งหมายสูงสุด คือ นิพพาน  (ความดีสูงสุด) (พระธรรมปิฎก. (ป.อ.ปยุตฺโต), ๒๕๔, หน้า ๘๓๓) ที่เป็นอุดมคติของชีวิต  ในเกณฑ์ตัดสินความดี  ที่ว่าการกระทำ (เจตนา) ใดดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ที่มีจุดมุ่งหมาย  เพื่อให้บุคคลมีชีวิตที่ดี  ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้เป็นอย่างดีมีความสุข  และทำให้มีการดำเนินชีวิตที่ดี การครองชีพได้อย่างประเสริฐ ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินจึงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ ที่เป็นหลักเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาท ซึ่งได้แบงไว้เป็น  ๓  ระดับด้วยกัน คือ

       ๑) เกณฑ์ตัดสินความดีขั้นพื้นฐานได้แก่ ศีล ๕ (five  percepts) หมายถึง หลักธรรมที่ควรงดเว้น  ๕ ประการ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายศีลธรรมเบื้องต้น

       ๒)  เกณฑ์ตัดสินความดีขั้นกลาง  จริยธรรมที่มีไว้ให้บุคคลปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมให้สูงขึ้นได้ คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ (อภิ.ปุ. (ไทย) ๓๖/๑๐๕/๑๕๑) และเว้นอกุศลกรรมบถ ควบคู่กันไปด้วย (ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๐)

       ๓) เกณฑ์ตัดสินความดีขั้นสูง ที่เป็นจริยธรรมระดับสูงสุดอันเป็นทางที่บุคคลประพฤติปฏิบัติตามแล้ว จะห่างไกลจากข้าศึกภายใน คือ กิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ คือ อริยอัฏฐังคิกมรรคหรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ มรรคมีองค์ ๘  (ที. สี. (ไทย) ๙/๓๙๓/๑๖๕) ที่เป็นความดีสูงสุด(นิพพาน)

        ในเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า เกณฑ์ตัดสินในเชิงพุทธจริยศาสตร์ เป็นเกณฑ์วินิจฉัยความดีและความชั่ว ที่เป็นข้อตัดสินความดี โดยอาศัยการกระทำสองลักษณะเป็นตัวจำแนก การกระทำใดที่มีรากฐานมาจากกุศลมูลถือว่า เป็นการกระทำที่ดี มีประโยชน์มีคุณค่า ส่วนการกระทำที่มีรากฐานมาจากอกุศลมูลถือว่า  เป็นการกระทำที่เป็นฝ่ายชั่ว  ซึ่งมีหลักสำคัญในการพิจารณาตัดสินว่าอะไรดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร มาเป็นหลักพิจารณา  กล่าวคือ  เจตนาของการกระทำบทพุทธบัญญัติพฤติกรรมของจิต ผลของการกระทำ และผลของการปฏิบัติ จากการตัดสินความดีสูงสุดในพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น  ต้องลงมือปฏิบัติเอง พิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตนเอง  จึงจะได้ชื่อว่า รู้จักกฎเกณฑ์ในการตัดสินความดีที่ถูกต้องและจริงแท้โดยไม่ต้องให้ใครมาหลอกลวงได้ (องฺ. ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๔/๓๕๖) ดังนั้นพุทธปรัชญาเถรวาทเน้นในการพิจารณาความถูกต้องของการกระทำจากธรรมชาติภายใน  การกระทำที่เกิดจากเจตนาทางอารมณ์  และความรู้สึกในการกระทำที่แสดงออกถึงคุณลักษณะทางกาย ทางใจ และอุดมคติ ที่ส่งผลให้พฤติกรรมการกระทำโดยเจตนาที่มีความสัมพันธ์ทางด้านศีลธรรมจริยธรรม ที่มีความสอดคล้องกันกับการกระทำความดี ๓ ทาง คือ ๑) ดีทางกาย (มีความประพฤติปฏิบัติดี) ๒) ดีทางใจ (มีจิตใจดี คิดดี ปรารถนาดี) และ ๓) ดีทางอุดมคติ (การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของศาสนา) จึงแบ่งได้เป็น ๓ ระดับ ก็คือ ๑) ระดับศีลธรรม ๒) ระดับคุณธรรม ๓) ระดับจริยธรรม  จึงสังเกตได้ว่าทั้ง ๓ ระดับ เป็นจรรยาบรรณของความดี  ที่เป็นอุดมคติ หมายความว่า  มนุษย์มีสิทธิ์บางประการในฐานะที่เป็นมนุษย์  และมีความเสมอภาคกันที่เป็นลักษณะของกฎศีลธรรม (บุญมี แท่นแก้ว, ๒๕๒๗,หน้า ๑๔๗–๑๔๘)

       เพราะฉะนั้น แนวความคิดในการศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท ในเรื่อง “เกณฑ์ตัดสินความดี” ผู้ศึกษาเห็นว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการศึกษา  ดังต่อไปนี้

๑.  เกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโต

     เพลโตเชื่อว่า คนเราอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความรัก ความเมตตา ซึ่งเป็นความรู้สึกหรืออารมณ์ของมนุษย์ในฐานะที่อยู่ร่วมกันในสังคมย่อมสามารถลดความรุนแรง การกระทบกระทั่งลงได้ด้วยระบบทางจริยธรรมที่เอื้ออำนวยให้สังคมอยู่กันอย่างเป็นสุขได้ สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคมก่อให้เกิดความร่มเย็น  และคนส่วนใหญ่ยอมรับเป็นข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า  เกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตไม่สามารถจะใช้ในชีวิตประจำวันได้  เพราะถ้าหากในสังคมใดผู้คนในสังคมเห็นพ้องต้องกันหรือลักษณะหน้าที่การงานบังคับให้การกระทำใดๆ ก็ตามต้องมีสำนึกในหน้าที่ และเป็นคำสั่งเด็ดขาดแบบจริยศาสตร์ของเพลโตก็อาจทำได้ และเป็นที่ยอมรับของสังคม  เป็นสิ่งประกอบกับการตัดสินใจของคนในสังคมเป็นส่วนใหญ่ ว่ามีสิทธิที่จะเลือกใช้เกณฑ์ตัดสินที่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม  ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโต  ต่างก็ปรารถนาสิ่งเดียวกัน ก็คือ “ความสุข” โดยการละกิเลสตัณหาที่ทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์เศร้าหมอง เพียงแต่เพลโตนั้นไม่ได้ละอย่างเด็ดขาด กล่าวคือ มีคุณธรรมฝ่ายสูงคอยควบคุมความปรารถนาในคุณธรรมฝ่ายต่ำ  ให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร    ในรูปของแบบหรือมโนคติ  ที่เป็นความดีสูงสุดในปรัชญาของเพลโต  บุคคลสามารถบรรลุได้ก็ต่อเมื่อต้องตายลงเท่านั้น  ส่วนผู้ที่มีชีวิตอยู่สามารถทำได้เพียงเป็นผู้รับความรู้  ซึ่งต่างกับพุทธปรัชญาเถรวาทที่บุคคลสามารถบรรลุได้ทั้งในขณะที่มีชีวิต  และหลังตายไปแล้วในภพหน้า เพราะว่าเพลโตถือว่า แบบหรือมโนคติ (ฟื้น ดอกบัว,๒๕๓๒, หน้า ๑๔๑–๑๔๒) ของเขานั้นเป็นโลก ๆ หนึ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสเป็นที่อยู่ของแบบหรือมโนคติ (ความดีสูงสุด) 

     เพลโตถือว่า  ผู้มีความดีความเป็นหนึ่งเดียวกับแบบหรือมโนคติของเขานั้น จะต้องพัฒนาความดีของตนให้เกิดขึ้น  ตั้งแต่ความดีระดับต่ำ จนไต่ขึ้นไปสู่ระดับความดีสูงสุด  กล่าวคือ  การทำความดีภายในร่างกายของทุกสิ่งทุกอย่าง จนเห็นความดีงามในจิตวิญญาณ ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั้งหลาย  จนถึงความดีสูงสุดของวิทยาการต่างๆ จนในที่สุด  ก็เห็นความดีงามด้วยตัวมันเอง คือ แบบหรือมโนคติ หมายถึง สภาวะที่มีอยู่จริง ดำรงอยู่จริงได้ด้วยตัวเอง เป็นศูนย์รวมของแบบทุกชนิด เช่น แบบของความงาม แบบของความดี แบบของคนและสัตว์ เป็นต้น เป็นการชำระจิต (วิญญาณ) จนบริสุทธิ์  เมื่อเขาต้องตายไป วิญญาณส่วนนี้ก็จะได้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแบบหรือมโนคติสูงสุด (กีรติ บุญเจือ, ๒๕๒๙, หน้า ๔๘)   

      อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตมองมนุษย์ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล และมีระบบความคิด  การกระทำของมนุษย์อยู่ที่เหตุผลและปัญญา เพราะว่ามนุษย์ในสังคมยังมีความรู้สึก มีความต้องการ ในลักษณะที่ตายตัว ซึ่งจำกัดการกระทำของมนุษย์ (ปรีชา ช้างขวัญยืน, ๒๕๓๘, หน้า ๑๐๘) โดยเฉพาะในสังคมที่มีกฎเกณฑ์ในสังคมซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลากหลายแตกต่างกันตามชั้นตามภูมิ เช่น ประเทศ ประเพณี วัฒนธรรม การปกครอง ทำให้คนมีความคิด และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ทุกคนต่างก็ต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของชีวิต  ทุกคนแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต แม้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้  และมีความพึงพอใจจากการได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตจึงมีลักษณะของเกณฑ์ตัดสินทางคุณธรรมจริยธรรมเป็นเครื่องวัดการกระทำของมนุษย์ ที่เข้าใจลักษณะของธรรมชาติ โดยการพิจารณาถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นในภายหลังทั้งแก่ตนเองและสังคม  เป็นสังคมที่น่าอยู่  เป็นสังคมที่เจริญ นับได้ว่า  เป็นเกณฑ์ตัดสินที่เป็นจริงมีประโยชน์ควรนำไปปฏิบัติ  ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตตามที่กล่าวมา มีความเป็นจริงที่สามารถนำไปใช้ได้กับคนทุกคนในสังคม เนื่องจากเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตมีพื้นฐานที่คำนึงถึงคุณลักษณะที่แท้จริงของมนุษย์ที่เกลียดความทุกข์  ปรารถนาความสุข ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโต จึงเป็นเกณฑ์ที่มองความเป็นจริงในธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจน เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่คู่กับความมีเหตุผลต่อการกระทำที่ดีมาจากการใช้เหตุผลและปัญญาหรือพุทธิปัญญานั้นเอง (พระธรรมโกศาจารย์. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ๒๕๕๐, หน้า ๑๖๕)

  ๒.  เกณฑ์ตัดสินความดีในพุทธปรัชญาเถรวาท

       ในพุทธปรัชญาเถรวาทได้กล่าวถึงลักษณะของเจตนาการกระทำความดี  เป็นการกระทำจากเจตนาดี  ด้วยกาย  วาจา และใจ เรียกว่า กุศลมูล  (องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๓๕/๓๖๕)  ที่เกิดขึ้นในจิตใจ  สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม  และก่อให้เกิดความร่มเย็นในสังคมส่วนใหญ่ และเป็นที่ยอมรับข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้  ดังนั้นพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นความดีสูงสุด          (พระนิพพาน) (วศิน อินทสระ, ๒๕๔๙, หน้า ๙๓)  และเป็นหลักการดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง ได้แก่  ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ, การพูดชอบ, การกระทำชอบ, การเลี้ยงชีพชอบ, ความเพียรชอบ, ความระลึกชอบ, ความตั้งใจมั่นชอบ องค์ประกอบทั้ง ๘ ประการนี้  จะต้องดำเนินไปพร้อมเพียงกัน และมีความสอดคล้องกัน  จึงจะสามารถเข้าถึงความดีสูงสุดได้  ตามความเป็นจริงได้ ๒ ระดับ คือ “ระดับโลกียสัจจะและระดับโลกุตรสัจจะ”(อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๘๐๓/๔๔๑) กล่าวคือ ระดับโลกียสัจจะ ซึ่งเกณฑ์ตัดสินความดีควรใช้เกณฑ์หลัก ก็คือ “เจตนา” และเกณฑ์รอง คือ “มโนธรรม” ส่วนตัวพิจารณาว่าการกระทำนั้นๆ ตนเองติเตียนตนเองได้หรือไม่ และผลของการกระทำว่ามีผลต่อตนเองและผู้อื่นอย่างไร  ส่วนความจริงระดับโลกุตรสัจจะ เกณฑ์ตัดสินความดีจะมีลักษณะที่แน่นอนตายตัว และมีความหลุดพ้นจากความทุกข์และเป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธปรัชญาเถรวาท ก็คือ พระนิพพาน (ความดีสูงสุด) ที่เป็นแรงจูงใจในทางบวก เช่น ความรู้สึก ความเมตตา และความสงสาร ที่มีค่าทางจริยธรรม  เพราะว่าแรงจูงใจที่เกิดจากกุศลมูล ส่งผลให้เกิดการกระทำขึ้น นับว่าเป็นการกระทำที่ดี (เจตนาดี)

        อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาทมองมนุษย์ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล และมีระบบความคิด  การกระทำของมนุษย์  มีธรรมชาติของการกระทำอยู่ที่เหตุผลในลักษณะที่เด็ดขาด  ไม่คำนึงถึงแรงโน้มน้าวใดๆ และไม่ใช้ผลของการกระทำมาประกอบการตัดสิน ทำให้การนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะว่ามนุษย์ในสังคมยังมีความรู้สึก มีความต้องการ ส่วนใหญ่ไม่ชอบเกณฑ์ในลักษณะที่ตายตัว ซึ่งจำกัดการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะในสังคม ที่มีหลักเกณฑ์  ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาท ตามที่กล่าวมา มีความเป็นจริงที่สามารถนำไปใช้ได้กับคนทุกคนในสังคม เนื่องจากเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาทที่มีพื้นฐาน ที่คำนึงถึงลักษณะแท้จริงของมนุษย์ที่เกลียดความทุกข์ปรารถนาความสุข ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาท จึงเป็นเกณฑ์ที่มองความเป็นจริงในธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจน  เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่คู่กับเหตุผลและการใช้ปัญญานั้นเอง (ชำนะ พาซื่อ, ๒๕๔๗, หน้า ๑๖)

๓.  การศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท

จากการศึกษาเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทพอสรุปได้ ๕ ประการ ดังต่อไปนี้ ได้แก่

     ๑.  เรื่องเจตนาและเหตุผลเป็นองค์ประกอบหลักในเกณฑ์ตัดสินความดี

     ในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า เกณฑ์ตัดสินการกระทำนั้น พิจารณาที่เหตุผลและปัญญาของผู้กระทำเป็นองค์ประกอบหลัก หมายถึง เหตุผลที่ดี และไม่ดี เป็นการกระทำความดีหรือความชั่ว ถ้าเป็นเหตุผลที่ดีในปรัชญาของเพลโต หมายถึง เหตุผลที่เกิดจากปัญญาที่มีการสำนึกรู้ในหน้ามิใช่เกิดจากการมุ่งหวังผลประโยชน์เป็นเงื่อนไขหรือเกิดจากแรงกระตุ้นทางอารมณ์ต่างๆ แต่เกิดจากการสำนึกรู้ในหน้าที่ โดยทำตามเหตุผลและปัญญาของตนเอง ส่วนพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า เจตนาที่ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนผู้อื่น หมายถึง เกิดจากเจตนาที่เป็นกุศลมูล ได้แก่ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ เพราะฉะนั้น ปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทเป็นการตัดสินการกระทำของเจตนา ถือว่า มาจากกระทำความดีหรือความชั่วนั้นเอง (สํ.ม.(ไทย) ๓๒/๑๕๙/๒๔๑)

      ๒.  เรื่องกฎแห่งเสรีภาพในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท

     ในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า เป็นกฎแห่งเสรีภาพในความหมายที่สอดคล้องกันของปรัชญาทั้งสองทัศนะ ที่มองจากเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท จะเห็นได้ว่า การที่บุคคลสามารถทำความดีหรือทำตามกฎศีลธรรมได้อย่างสอดคล้องกันเกิดจากการใช้เหตุผลหรือปัญญาของตัวเอง มาพิจารณาการกระทำความดีและความชั่ว แสดงให้เห็นถึงเสรีภาพที่เป็นผู้สร้างกฎระเบียบ และปฏิบัติตามกฎที่ตนเองสร้างขึ้น ตามหลักพระพุทธศาสนาในฐานะที่มีหลักคำสอนแบบอเทวนิยม ถือว่า สิ่งทั้งปวงในโลกนี้เกิดจากเหตุปัจจัยในธรรมชาติ (สังสารวัฏ)และเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติไม่ได้เกิดจากผู้สร้างใดๆ ดังที่พระพุทธเจ้าเป็นเพียงแต่ผู้ค้นพบความจริง (สัจธรรม) ที่มีอยู่แล้วในโลกนี้เท่านั้น และทรงสั่งสอนให้พุทธศาสนิกชนใช้ปัญญาหรือเหตุผลของตนเองมาพิจารณาสิ่งที่พระองค์ทรงนำมาสอน  และพิสูจน์ได้ในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยการกระทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ   ที่เป็นลักษณะการสั่งสอน  แสดงให้เห็นว่า  มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพในการตัดสินการกระทำความดี ชั่ว ถูก ผิด ด้วยตนเอง โดยการใช้ปัญญาหรือเหตุผล  และมิใช่กำหนดให้เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์โดยไม่พิจารณา ดังนั้นกฎแห่งเสรีภาพในความหมายที่สอดคล้องกันในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท ก็คือ เป็นบุคคลมีเสรีภาพในการใช้เหตุผลและปัญญา ในการดำเนินชีวิต  และเป็นหลักการตัดสินการกระทำความดี ชั่ว ถูก ผิด ด้วยตนเองได้ (ชำนะ พาซื่อ, ๒๕๔๗, หน้า ๓๐)

        ๓.  เรื่องคุณธรรมในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท

       ในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า “เรื่องคุณธรรมจะช่วยให้คนฉลาด ทำให้สังคมอยู่รอดได้ด้วยการมีคุณธรรม  และการแสวงหาความยุติธรรมจะต้องได้มาด้วยคุณธรรม กล่าวคือ มีจิตใจอันขัดเกลาด้วยความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และอยู่ร่วมกันโดยสันติ มีกฎเกณฑ์ และมีกติกา” เพื่อส่งเสริมคุณธรรม ศีลธรรม ความยุติธรรม ความดีงาม และการประพฤติปฏิบัติตน เพื่อบรรลุถึงคุณค่าเหล่านี้  เพลโตชี้ให้เห็นว่า ความยุติธรรมจะสามารถเข้าใจได้ก็เพียงแต่ในสังคมเท่านั้น เป็นความรู้เกี่ยวกับรูปแบบของความดี (The Form of the Good) หรือความรู้เกี่ยวกับความคิด (Theory of forms or Ideas) เพลโตถือว่า คนดีต้องมีคุณธรรม และคุณธรรมสำหรับเพลโตนั้น ก็คือ “เหตุผล” เพลโต ยังเห็นว่า คุณธรรมทั้งหลายจะต้องมีปัญญาหรือเหตุผลเป็นรากฐาน ไม่เช่นนั้น  มนุษย์จะใช้คุณธรรมไปในทางที่ผิด ส่วนคุณธรรมที่แท้จริง เพลโตถือว่า เป็นความดีสูงสุด จะต้องเป็นคุณธรรมทางปัญญา หมายถึง การกระทำที่ถูกต้อง เกิดจากความเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงด้วยปัญญา ส่วนพุทธปรัชญาเถรวาทแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมว่าเป็นกฎศีลธรรมในระดับของศีลธรรมทั้ง ๓ ระดับ คือ ๑) ระดับศีล ๕, ๒) ระดับกุศลกรรมบถ ๑๐, และ๓) ระดับอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่เราแสดงออกมาทั้งที่เป็นพฤติกรรม  ในทางบวกและทางลบ  ย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน ในทุกเวลาและทุกสถานการณ์ ถือว่า ความประพฤติหรือพฤติกรรมที่ตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม ที่ช่วยให้บุคคลประพฤติดีงาม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น คำว่า “คุณธรรม”หมายถึง ความดี ความงาม ที่มีในจิตใจบุคคลในแต่ละคน (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๘ ,หน้า ๑๐๕)  เช่น มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รู้จักเสียสละ รู้จักให้อภัย มีความกตัญญูกตเวที มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น นอกจากนี้ปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทเป็นการแสวงหาความยุติธรรมในคุณธรรมของเกณฑ์ตัดสินความดี และความเสมอภาค เสรีภาพ และสิทธิของตนเอง ก็คือ การไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และเสรีภาพของปัจเจกบุคคลในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์โดยเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับธรรมชาติโดยตรง ก็คือ กฎที่มนุษย์กำหนดวางกันขึ้นเป็นข้อตกลงกันทางสังคมนั้นเอง

        ๔. เรื่องเกณฑ์ตัดสินความดีกับแรงจูงใจในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท

      ในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทเห็นว่าเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาทั้งสอง  มีแรงจูงใจและกระตุ้นให้กระทำฝ่ายดีและฝ่ายชั้ว ดังนั้นเพลโตมีความเห็นเกี่ยวกับบุคคลว่า เป็นคนดีได้ก็จะต้องมีเหตุผลที่ผ่านกระบวนการทางความรู้ (ปัญญา) ซึ่งคนที่จะเป็นคนดีและจะต้องรู้จักความดี ความดีนั้นเป็นความดีสูงสุด เพราะจุดหมายของชีวิต ก็คือ การเป็นคนดี และความรู้ต้องเป็นความรู้ที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนพุทธปรัชญาเถรวาท ฝ่ายดี คือ กุศลมูล ๓ (ม.ม. (ไทย) ๑๙/๑๒๙/๑๖๐) เทียบได้กับการใช้ปัญญา ส่วนฝ่ายชั่ว ก็คือ อกุศลมูล ๓ (องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๕๑/๓๓๘ – ๓๓๙) เทียบได้กับแรงโน้มทางอารมณ์ ดังนั้นในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า  แรงจูงใจที่เป็นสาเหตุให้คนกระทำความดีและความชั่ว เกิดจากแรงจูงใจที่ดี กล่าวคือ แนวโน้มของการกระทำจะออกมาดี แต่ถ้าเกิดจากแรงจูงใจชั่ว  แนวโน้มของการกระทำจะออกมาชั่ว แต่ถ้าทุกคนหลุดจากแรงจูงใจที่ชั่วแล้วเขาจะเห็นความจริงเหมือนกันหมด หมายถึง เห็นถูกเป็นถูก (ความดี) เห็นผิดเป็นผิด (ความชั่ว) นั้นเอง

        ๕. เรื่องความเป็นสากลและคุณค่าของมนุษย์ในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท

      ในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า คุณค่าของมนุษย์ระหว่างคุณธรรม เพลโตถือว่า เหตุผลของมนุษย์คอยควบคุมการกระทำทุกอย่างของมนุษย์ที่สำคัญ ๓ ส่วน คือ  ๑) หน้าที่ทางร่างกาย  ๒) ความปรารถนาอันเป็นอุดมคติอันสูงส่ง  ๓) ความจงใจของมนุษย์ที่จะมีชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุผล  คอยควบคุมความคิด  และการกระทำ ซึ่งผลปรากฏออกมา ก็คือ ทำให้มนุษย์เป็นคนฉลาด (ปัญญา) มีความกล้าหาญ และมีอารมณ์ดีขึ้น (Plato,1968p. 435) ประกอบด้วยเหตุผล  จึงเป็นชีวิตที่สูงสุดสำหรับมนุษย์  จะต้องมีความเมตตากรุณาตัวอย่างเช่น  แม่มีความเมตตาที่เลี้ยงลูกด้วยความรัก  ย่อมดีกว่าแม่ที่เลี้ยงลูกไปตามหน้าที่ของแม่  ตามความรู้สึกต่าง ๆ ของแม่ด้วยความเมตตากรุณา  นี้ไม่ถือว่า เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการกระทำที่มีค่าทางศีลธรรม  ดังนั้นการที่แม่เลี้ยงลูกด้วยความรัก หวังให้ลูกเป็นคนดี  ไม่ใช่การกระทำทางศีลธรรม  แต่แม่เลี้ยงลูกไปตามหน้าของแม่พึงมีต่อลูก  เพราะไม่คาดหวังว่าลูกต้องเป็นคนดีหรือเลี้ยงด้วยความรู้สึกรักและผูกพันต่อลูก  แต่เลี้ยงลูกประหนึ่งว่า  เป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง หมายถึง การกระทำที่มีคุณค่าทางศีลธรรม  เป็นความดีที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางสังคม  เช่น ความรัก, ความเอื้อเฟื้อ, ความจริง, ความดีงาม, ความถูกต้อง, และเป็นภราดรภาพ ที่เรียกว่า เครื่องมือให้รู้จักตัวเอง และเป็นความดี ถือว่า เป็นทางกฎสากล  ดังนั้นในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท ในการวิเคราะห์เรื่องของ     ศีล ๕ ทางพระพุทธศาสนาถือว่า  เป็นธรรมเบื้องต้น  ที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติโดยมีจุดประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นว่า  เมื่อใช้กฎสากลมาวิเคราะห์แล้ว ศีล ๕ พึงเป็นจริยธรรมทางสากลที่มนุษย์ทุกคนควรปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมนุษย์นั้นเอง 

สรุปก็คือ ผลของการวิจัยพบว่า ทั้ง ๕ ข้อนี้  ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น การศึกษาเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท  พบว่า ปรัชญาทั้งสองมีการใช้เหตุผลและปัญญา  เพราะว่ามนุษย์รู้จักใช้ปัญญาหรือมโนธรรมมาช่วยในการตัดสินใจในการกระทำ และสามารถเข้าใจได้ว่า อะไรดี ชั่ว ถูก ผิด ควร และไม่ควร  เพราะว่ามนุษย์มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น และไม่ใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือ  ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตยังมีส่วนคล้ายคลึงกับเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาท  ในเรื่องของกรรมนิยามที่กำหนดการกระทำของมนุษย์ ดังที่เพลโตเห็นว่า หลักศีลธรรมจะต้องมีลักษณะเป็นสากลไม่มีการยกเว้นเป็นพิเศษ  ส่วนพุทธปรัชญาเถรวาทเห็นว่า หลักกรรมนิยามที่ใช้กำหนดการกระทำของมนุษย์ ตามกระบวนการของกรรมจะครอบคลุมเรื่องของมนุษย์เหมือนกันทุกคน  ซึ่งมนุษย์มีความเชื่อเรื่องกรรม และความเชื่อเรื่องความสุขของมนุษย์ ในภพนี้ และภพหน้า

      เพราะฉะนั้นข้อแตกต่างระหว่างการเปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท ดังตามตารางการเปรียบเทียบในปรัชญาของทั้งสอง มีดังต่อไปนี้  คือ

ปรัชญาของเพลโต

พุทธปรัชญาเถรวาท

๑. ใช้เหตุผล ปัญญาหรือพุทธิปัญญา  หมายถึง  ความรู้ ความดีสูงสุด และเป็นสัจธรรมสูงสุด 

๑. ใช้ปัญญาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน  แต่เป็นปัญญาที่รู้เท่าทันสรรพสิ่งตามความเป็นจริง

๒. คนดีในทัศนะของเพลโตประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประเภท คือ ปัญญา, ความกล้าหาญ, ความรู้จักประมาณ, และความยุติธรรม

๒. คนดีในทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทจะต้องประพฤติตามจริยธรรม ๓ ระดับ คือระดับศีล ๕ ระดับกุศลกรรมบถ ๑๐  และระดับมรรคมีองค์  ๘ ประการ 

๓. ปัญญาจะต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจโลกของแบบหรือมโนคติ หมายถึง ความดีสูงสุด  และเป็นสัจธรรมสูงสุด การเข้าถึงแบบทำให้พบกับความสุขที่แท้จริง

๓. ปัญญาต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจรากเหง้าของกิเลส  คือ ความโลภ, ความโกรธ, และความหลง  การกำจัดกิเลสเหล่านี้แล้วชีวิตจะพบกับความสุขที่แท้จริง คือ นิพพาน  (ความดีสูงสุด)

๕. โลกแห่งแบบหรือมโนคติเป็นสัจธรรมคือเกณฑ์ตัดสินความดีสูงสุด แบบดำรงอยู่อย่างถาวร เป็นศูนย์รวมของแบบทุกชนิดที่ปรากฏอยู่ในโลกแห่งประสาทสัมผัส อยู่เหนือกาลเทศะ

๕. นิพพานเป็นเกณฑ์ตัดสินความดีสูงสุด ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยใดๆ เป็นความดีและความสุขสูงสุดอยู่เหนือกาลเทศะ เป็น        โลกุตตรธรรม

ตารางต่อ

๖. ภาวะของบุคคลผู้เข้าสู่โลกแห่งแบบหรือมโนคติ (ความดีสูงสุด) มีลักษณะเป็นมนุษย์ที่มีความดี และความสุขสมบูรณ์สูงสุด

๖. ภาวะของบุคคลผู้เข้าสู่นิพพาน (ความดีสูงสุด)  มีลักษณะสงบอย่างยิ่ง  เป็นสุขอย่างยิ่ง แต่เป็นความสุขสงบที่ปราศจากการยึดมั่นถือมั่น

๗. โลกแห่งแบบมีลักษณะเป็นจุดหมายของสรรพสิ่ง กล่าวคือ การหลอมรวมกับความสมบูรณ์สูงสุด เช่น มนุษย์หลอมรวมกับความดีความสมบูรณ์ที่สุด

๗. นิพพาน มิใช่สถานที่เข้าไปรวมอยู่ด้วยกันของมนุษย์ แต่เป็นสภาวะที่จิตรับรู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง (ตถตา) ด้วยปัญญา

๘. โลกแห่งแบบเป็นนิรันดร  ไม่อยู่ในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย  จึงเป็น  นิจจัง

๘. นิพพาน ไม่อยู่ในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงแต่เป็นอนัตตาเพราะไม่มีอุปาทานใด ๆ

 

๕. สรุปผลการวิจัย

ผู้ศึกษาวิจัย แนวความคิดในเรื่อง “เกณฑ์ตัดสินความดี” ในปรัชญาของเพลโตและพุทธปรัชญาเถรวาทเห็นว่า ปรัชญาทั้งสอง  มีบ่อเกิดและพื้นฐานในแนวความคิดที่แตกต่างกัน เพราะว่า            เกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาทต่างกันก็คือ “ความสุข” เพราะว่าใน           พุทธปรัชญาเถรวาทมีการละกิเลสตัณหา  แต่ในปรัชญาของเพลโตนั้น ไม่ได้ละกิเลสตัณหาอย่างเด็ดขาด เพราะว่ามนุษย์มีคุณธรรมฝ่ายสูง  คอยควบคุมความปรารถนาในคุณธรรมฝ่ายต่ำ ให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรเท่านั้น ส่วนพุทธปรัชญาเถรวาทเป็นการละกิเลสตัณหาอย่างสิ้นเชิง  เพราะว่า เพลโตถือว่า แบบหรือมโนคติ  เป็นความดีสูงสุดของเพลโต  สามารถบรรลุได้ก็ต่อเมื่อต้องตายลงเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีชีวิตอยู่สามารถทำได้เพียงเป็นผู้รับความรู้เท่านั้น ซึ่งต่างกับพุทธปรัชญาเถรวาทที่บุคคลสามารถบรรลุได้ทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่  และหลังตายไปแล้วในภพหน้า  แต่เพลโตถือว่า แบบหรือมโนคติของเขานั้นเป็นโลกๆ หนึ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัส  เป็นที่อยู่ของแบบหรือมโนคติ  ดังนั้นแบบหรือมโนคติ  จะต้องพัฒนาความดีของตนให้เกิดขึ้น  ตั้งแต่ความดีระดับต่ำจนไต่ขึ้นไปสู่ระดับของความดีสูงสุดในจิตวิญญาณและสภาวะที่มีอยู่จริง ที่เป็นศูนย์รวมของแบบทุกชนิด  เป็นการชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์เมื่อตายไป  วิญญาณส่วนนี้  ก็จะได้เป็นหนึ่งเดียวกันแบบหรือมโนคติสูงสุด  ส่วนพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่า อริยมรรค ๘ ประการ เป็นทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน ได้แก่ ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ, การพูดชอบ, การกระทำชอบ, การเลี้ยงชีพชอบ, ความเพียรชอบ, ความระลึกชอบ, ความตั้งใจมั่นชอบ ด้วยองค์ประกอบทั้ง ๘ ประการนี้ จะต้องดำเนินไปร่วมกัน และสอดคล้องกัน  จึงสามารถเข้าถึงพระนิพพานหรือความดีสูงสุดได้

เขียน:

ความเห็น (0)