สัจ สัตย์ สัด@189905
นมัสการพระคุณเจ้า BM.chaiwut อีกครั้งขอรับ ว่าด้วยเรื่อง
มร+ต=มต (ตายแล้ว)
มร+ติ=มติ (การไม่ตาย) คำพูดที่ไม่ดิ้นกระดุกกระดิก (คำพูดที่ตายแล้วไม่ดิ้นไปไหนอีก)
อ+มต=อมต (ไม่ตายแล้ว)
จริงอย่างพระอาจารย์ ทักท้วงมานะขอรับกระผม พิมพ์ผิด/พิมพ์เกิน ตรงคำว่า มร+ติ=มติ (การไม่ตาย) เพราะเผลอใส่คำว่า ไม่ ลงไป ที่ถูกคือ (การตาย) ส่วนของคำแปลที่อยู่ในวงเล็บนั้นกระผมแปลเองครับโดยคิดเชื่อมโยงกับ ประโยคที่ว่า
มติในที่ประชุม มีอยู่ว่า...
การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 50
ด้วยหลงคิดไปว่า มติ ในบริบททางภาษาไทย คงหมายถึง คำพูด ที่ไม่ดิ้นกระดุกกระดิก (คำพูด ที่ตายแล้วจึงไม่ดิ้นอีก จินตนาการลึกล้ำมั้ยครับ แฮ่ะๆ) แต่ในข้อเท็จจริง
มติ [มะติ] น. ความเห็น, ความคิดเห็น, เช่น ที่ประชุมลงมติ มติของข้าพเจ้า, ความรู้; ข้อวินิจฉัยญัตติที่เสนอต่อที่ประชุม. (ป., ส.).
พึ่งถึงบางอ้อว่า มติ แปลว่า ความคิด(ในใจ) ซึ่งยังไม่ได้กล่าวออกมาเป็นคำพูด (เป็นความคิดที่จริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ เป็นความคิดที่ สัตย์ ก็ได้ อสัตย์ ก็ได้) อนึ่งเคยคิดสงสัยในพุทธพจน์ ที่ว่า
สัจจังเว อมตวาจา : วาจาสัจ เป็นสิ่งที่ไม่ตาย
วาจาสัจ ยัง อมต/อมติ (ไม่ตาย : ยังดิ้น กระดุกกระดิกได้ ถ้าแปลแบบนี้คงเป็นตรรกศาสตร์ที่ผิด เพราะจะทำให้ ไขว้เขวไปว่า
อมตวาจา=คำพูดที่ซัดส่าย (ดิ้นกระดุกกระดิก) แปลไปได้ หนอ นายกวิน ฮาๆเอิ๊กๆ
ต้องแปลว่า สัจจ/สัตย์ นี้เป็น อมตวาจา เพราะไม่มีใครสามารถทำลาย สัจจ/สัตย์ (ความจริง) ให้มลายหายไปจากโลกได้ ทำอย่างไร สัจจ/สัตย์ (ความจริง) ก็ไม่ตาย/ไม่เปลี่ยนแปลง นี่ถ้า กระผม ลงสอบบาลีสนามหลวง ผมคงจะต้องสอบตกนะครับกระผม พระอาจารย์