อนุทิน #128341

๒๕/๐๘/๒๕๕๖


อนุทิน ๑๓.

 

"ยาม ๓"


       เมื่อวานนี้เวลาประมาณเที่ยงวันได้มีรถกึ่งเก๋งสีขาวฮอนด้า ฝีด สี่ประตู ตูดตัด มาจอดที่หน้าบ้าน ความจริงเลยไปหน่อยหนึ่งละแล้วถอยกลับมาหันหัวเข้ามาหน้าบ้าน ก็ยังคิดในใจอยู่ว่าใครมา พอเห็นคนที่ลงมาก็จำได้ว่าเป็นน้องชายของเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานเป็น พขร.ที่ รพ.ทองแสนขัน ในมือถือสำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย ผมเห็นก็ถามว่า “ถ่ายเอกสารก่า?” เขาตอบว่า “บ่อใจ่ปี่หนาน ผมมาขอหื้อเขียนป้ายหื้อผ่อง” ผมถาม “ป้ายอะหยั๋ง?”   “คือว่า แม่ผมต๋ายปี่(สม)บัติกำลังจัดศพของแม่อยู่ ผมกะเลยมาขอหื้อปี่หนานเขียนป้ายโฟมหื้อผ่อง”  ผมพูด “อั้นกะจดจื่อเปิ่นมา” เขาถาม “เขียนอะหยังผ่องเนี่ย?” พร้อมกับเปิดสำเนาทะเบียนบ้านดูชือ วันเดือนเกิดของแม่ ผมตอบ “หลัก ๆ แล้วเขากะจะเขียนสี่บรรทัดเต่าอั้นละ มีจื่อนามสกุ๋ลคนต๋าย ชาตะ มรณะ แล้วกะ อายุกี้ปี๋” เขาก็จัดแจงเขียนให้ตามที่ผมบอก แล้วก็ถามว่า “จะได้แม่ใด” ผมบอก "บ่แน่หนา ถ้ายุ่งกะจะจ้าหน้อยหนึ่ง เอาเป๋นว่าจดเบอร์ไว้หื้อกะแล้วกั๋นเน๊าะ เสร็จแล้วจะโทรไปบอก” แล้วเขาก็ถามต่อว่า “ราคาเต้าใดเหยาะ?” ผมบอก “บ่อเอาหลายดอกกั๋นเอง คิด ๕๐ กะแล้วกั๋น ก่าโฟมเกิ่งนิ้วซาวห้า  ก่าเขียนซาวห้าบาท หนะ” เขาก็พยักหน้าแล้วก็เดินขึ้นรถขับออกไป

       ผมก็จัดเตรียมโฟมครึ่งนิ้วลงมาวางแผนตีเส้นแล้วก็หาสีดำมาเขียน ปรากฏว่าสีอะครีลิกไม่มีก็เลยใช้สีโปสเตอร์แทนแก้ขัดไปก่อน เสร็จแล้วก็ใช้สีดำปากกาเคมีตราม้าเขียนทับไปอีกที ไม่ถึงกับสวยแต่ก็พอดูได้ จากนั้นก็ไปเปิดซองขาวแบบสั้นนำมาเขียนชื่อสกุลพร้อมกับข้อความ “ขอแสดงความเสียใจต่อเจ้าภาพด้วย” ใส่เงินไป ๑๐๐ บาท พร้อมกับอธิษฐานแบบผู้ถือพุทธ แต่เงินนี้นำไปทำบุญกับผู้ถือคริสต์ซึ่งแม่ของเพื่อนผมนี้เป็นคริสเตียน นำศพไปไว้ที่ “โฮงสูตร” (สถานที่ทำพิธีกรรมของผู้นับถือคริสต์ศาสนา)ไม่ได้ไว้ที่บ้าน เสร็จแล้วก็มาคิดในใจคนเดียวลึก ๆ ว่า “มันจะได้บุญจ๊ะใดหวะ”
      อดไม่ได้ที่จะให้นึกถึงคำของพระที่สอนไว้ว่า คนเราจะเห็นใจกันซึ้งใจกัน ก็เมื่อ ๓ ยาม คือ ยามจน มีใครคอยให้ความช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยข้าวของเงินทองบ้างไหม ยามเจ็บ มีใครเอาใจใส่คอยให้ยากินหรือพาไปหาหมอคอยเฝ้าไข้ หรือคอยหอบข้าวของผลไม้ไปเยี่ยมเมื่ออยู่โรงพยาบาลบ้าง และยามจาก มีชีวิตอยู่คอยไปส่งขนข้าวของขึ้นรถลงรถไปส่งยังที่ต้องการและตายแล้วช่วยเหลือการงานศพทั้งแรงกายและแรงใจจนเสร็จงาน ทั้ง ๓ ยามนี้หากใครเข้าใจและสามารถทำได้ ก็จะได้ชื่อว่าเข้าใจชีวิตมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

      ซึ่งขณะนี้ผมยังไม่ได้เจอหน้าเพื่อนคนดังกล่าวเลย นาน ๆ ถึงจะได้พบกันสักครั้ง เขาทำงานอยู่ โรงพยาบาลลับแล มีเมียมีลูกโตเป็นหนุ่มแล้ว กะว่าตอนหัวค่ำจะไปร่วมงานที่โฮงสูตรด้วยสักหน่อย

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (2)

 ตามอ่านมาทุกอนุทินและบันทึกของ 'พี่หนาน' เกิดจินตนาการเห็นภาพและเสียงคนสนทนากันเลย ชอบที่เขียนภาษาเมืองด้วยทำให้เรียนรู้เพิ่มขึ้น 

เมื่อเร็ว ๆนี้เป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกเรื่องวัฒนธรรมอาหารไทลื้อ ผู้เขียน เขียนชื่ออาหารเป็นชื่อไทลื้อ และเขียนคำให้สัมภาษณ์ของชาวไทลื้อทั้งในสิบสองปันนาและ ในล้านนา (เชียงคำ ดอยสะเก็ด) เป็นคำลื้อ (สั้น ๆ พร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย) ท่านประธานกรรมการสอบ ท่านเป็นคนล้านนา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทางด้านชาติพันธุ์และแน่นอนท่านทำงานเขียนและวิจัยวัฒนธรรมไทลื้อมาก ท่านบอกให้ใช้เป็นภาษาไทยทั้งหมด เพราะคนอ่านจะไม่รู้เรื่อง เช่น น้ำปู๋ ให้ใช้ น้ำปู แต่ดิฉันบอกว่าดิฉันเป็นคนภาคกลาง ไม่ใช้ภาษาถิ่นใด ๆก็อ่านรู้เรื่องดี และเห็นว่าเป็นเสน่ห์ของงานวิจัยชิ้นนี้ที่ใช้ภาษาของผู้ให้ข้อมูล ว่าแล้วก็บอกให้ นศ. แก้ เอาใจประธานตรง น้ำปู๋ กลายเป็น น้ำปู (แปลก ๆ) ที่อื่น ๆไม่แก้ ก็เห็นเซ็นต์จบให้แล้ว แถมชวนนักศึกษาเขียนงานลงพิมพ์วารสารที่ท่านเป็นบรรณาธิการอีกด้วย (ดิฉันเป็นประธานกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา)

ขอบคุณอาจารย์ GD มากนะครับที่ให้เกียรติตามอ่านอนุทินและบันทึกของผมมาก  อนุทินที่ผมเขียนนี้เป็นเรื่องจริงนะครับเขียนจากความทรงจำในขณะที่ได้สนทนากับใครคนใดคนหนึ่ง หรืออารมณ์ในขณะนั้นที่เราจำได้ อาจมีเสริมการเขียนทางด้านภาษานิดหน่อย เพราะบางทีการจะหาคำมาเขียนแทนสำเนียงการพูดนั้นยากมาก แต่หากผู้อ่านเป็น "คนเมือง" หรืออยู่กับคนเมืองมานานอาจจะได้อรรถรสของภาษาจนทำให้จินตนาการเห็นภาพได้ชัดเจน  อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณมากนะครับ โอกาสหน้าผมจะขอเป็นลูกศิษย์เรียนวิทยานิพนธ์ด้วยนะครับ