อนุทิน #123764

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวสะท้อนให้เราได้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ท่านบอกว่า "นิ่งขึ้น"  แสดงว่าเมื่อก่อนผู้เขียนไม่นิ่ง กระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน เร่งรีบ... ใช่ค่ะ บางท่านเคยบอกว่าผู้เขียนไฮเปอร์ ทำอะไรหลายอย่างเต็มไปหมดและทำเสร็จในเวลารวดเร็ว พูดก็พูดเร็ว  แม้ตอนนี้ พูดก็อาจจะไม่ได้ช้าลงเท่าไรนัก แต่ที่แน่ ๆ จะพูดเท่าที่จำเป็นค่ะ


ยามที่ควบคุมปากตนเองไม่ได้ สังเกตว่ากรรมตามทันตาเห็น เช่น ทำให้ผู้อื่นเก็บไปคิดมาก เราหมายความผิวเผิน ไม่มีนัยยะอะไรมากนัก ก็ตีความกันไปคนละทิศคนละทาง  คงเพราะเราพูดเกินความจำเป็น พูดตามใจอยาก ไม่ได้พูดจากสติ การพูดอะไรไปโดยไม่จำเป็นบางครั้งอาจก่อให้เกิดความร้าวฉานแตกแยก อาจทำให้ผู้อื่นช้ำใจ ไม่สบายใจ พูดแต่พอดี จากจิตที่เป็นกุศลจะเป็นมงคลแก่ชีวิตค่ะ 


ข้อยกเว้นก็มีเหมือนกันนะคะ พูดโต้ตอบยามจำเป็นเพื่อป้องกันตัวหรือป้องปราม หากถูกกระทำก่อน แต่ก็ขอให้พูดจากการยับยั้งชั่งใจเท่าที่จำเป็นอีกเช่นกันค่ะ ในทางโลก เราคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องโต้ตอบบ้าง เพื่อมิให้เกิดการกระทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมกับเราซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่สำคัญ เราอย่าเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนและอย่าต่อความยาวสาวความยืด พูดโต้ตอบแล้ว จบแล้วแล้วกัน ถ้าเขายังไม่หยุด เราได้บอกไปแล้ว ถือว่าทำหน้าที่จบแล้ว ขอให้เราหยุดแค่นี้ ขันติค่ะ ขันติคือธรรมของผู้ปฏิบัติธรรม

   

๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖   

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (6)

จริงแท้ครับ อาจารย์นพลักษณ์ ๙ ;)...

การพูดที่เีราไม่ได้ประโยชน์ และอีกฝ่ายก็ไม่ได้
การพูดที่เราได้ประโยชน์ และอีกฝ่ายก็ไม่ได้

เป็นการพูดที่ไม่ควรกล่าวคำอันใดออกมา

จะพูดก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเท่านั้นแล

การโต้ตอบกันไปมา ดูไร้ค่า ไร้ประโยชน์เกินไป
สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมครับ ;)...

ขอบคุณอาจารย์นพลักษณ์ ๑๐ ที่มาช่วยเติมเต็มค่ะ ให้ความเห็นในฐานะผู้ผ่านประสบการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน จะอธิบายได้เห็นภาพชัดเจนมากค่ะ

การพูดที่ดีต้องมีคุณค่าให้แก่กัน ไม่ส่อเสียด ไม่ไร้สาระ ไม่สร้างความร้าวฉาน ไม่หยาบคาย ไม่พ้อเจ้อ 

วาจาเป็นมิตรและบริสุทธิ์ใจ สัมผัสได้ค่ะ เว้นแต่อีกฝ่ายจะมีอคติค่ะ 

อาจารย์นพลักษณ์ ๙ สัมผัสได้ใช่ม้า ;)...

ใสแจ๋วขน่าดนี้ ใคร ๆ ก็สัมผัสได้ค่ะ 

แหม ... ตอนนี้คุยกันผ่านอนุทิน ... มันใสแจ๋วดีนะครับ 555