1)เหมือนการไปขอร้องแกมบังคับเลยนะครับ เหมือนกับความคิดดีๆ มรดกทางวัฒนธรรมของคนรุ่นก่อนที่มีคุณค่า และกลัวคนที่ไม่ใช่ลูกหลาน ทายาท ชุบมือเปิบในสิ่งที่คิด และรวบรวมเหล่านั้น
2) บันทึกนี้ เขียนในรูปแบบสไตล์ว่าไปเรื่อยๆ หรือเปล่าครับ เหมือนเกริ่นนำ หรือ ไตเติ้ล ก่อนเข้าเรื่อง เหมือนเครื่องเคียง ที่ทำให้อาหารเมนูหลัก น่าทานมากยิ่งขึ้น
3) จะแน่ใจได้อย่างไรว่า ความเป็นอมตะ ของวิธีเขียน จะไม่ใช่บันทึกที่ไม่อยู่ในสายตาของคนรุ่นปัจจุบัน เพราะแต่ละคนต่างชอบเนื้อหา เรื่องราวที่แตกต่างกัน
4) คนที่เข้าใจ เห็นคุณค่าในเนื้อหาของ อ.ศิวาภรณ์ มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ จะบอกว่า บทความนี้ยอดเยี่ยม
แต่ทว่า คนในวิชาชีพเดียวกัน ยังคิดไม่เหมือนกันเลย
5) คนที่ชื่นชอบในเรื่องหนึ่ง มักจะกล่าวถึงเรื่องนั้นด้วยความยกย่องชมเชย แต่คนที่เฉยๆ ไม่ชอบ ไม่อ่าน ก็มีเช่นกัน
6) ความอมตะ จะมีค่ามากขึ้น หากคนที่เห็นคุณค่า ทำให้ความเป็นอมตะปรากฏเด่นชัดมากขึ้น แม้บางเรื่องที่ดูไม่ทันสมัย แต่ถ้าพี่โอ๋จะเขียนบันทึกขยายความ ในแบบคู่ขนานไปด้วย ความเป็นอมตะจะปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น
7) สังเกตการใช้เทคนิค การเขียนบันทึกขยายความ ในแบบคู่ขนาน (นิยามนี้ นายบอนตั้งขึ้นเองครับ)
ดูจากบันทึกที่นายบอน เขียนถึงครูอ้อย แล้ว ครูอ้อยก็เขียนถึงนายบอน แล้วนายบอนก้เขียนถึงครูอ้อยอีก
.. คล้ายๆบันทึกเรื่องนี้ของพี่โอ๋ เปิดประเด็น ก้เขียนถึง อ.ศิวาภรณ์ เมื่อเอาบันทึกของ อ.ศิวาภรณ์ ลงในบล็อก แล้วพี่โอ๋ ก็มาเขียนบันทึกถึง อ.ศิวาภรณ์ ในมุมของพี่โอ๋ คู่ขนานกันไป
ด้วยความเป็นอมตะ และช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน นายบอนย่อมจะอ่านบันทึกของพี่โอ๋เข้าใจดีกว่า อ่านบทความของ อ.ศิวาภรณ์ นะครับ
เหมือนการเสริมความเป็นอมตะ ขยายกลุ่มคนอ่านให้กว้างขึ้น