เรื่อง หนุ่มโสดในฝัน ช่วยติชมหน่อยนะครับ

ผมแต่งตัวสไตล์เกย์สุดชีวิตเพื่อออกไปเที่ยวยามค่ำคืนหลังจากเลิกงานแล้ว จุดประสงค์แรกๆของการออกจากห้องนอนในโรงแรมที่แสนอบอุ่น มาเผชิญอากาศข้างนอกที่หนาวเหน็บ นอกจากเพื่อการพักผ่อนแล้ว ผมกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆให้ชีวิต กับหนุ่มดีๆสักคนที่ผมอาจจะมีโอกาสได้เจอและสานความสัมพันธ์ต่อด้วย อีกทั้งผมต้องการหนีเพื่อนร่วมงานที่จะลากตัวผมไปเที่ยวคาราโอเกะ เพราะนอกจากผมจะไม่ชอบร้องเพลงแล้ว เพราะเสียงตัวเองไม่ดีพอ ผมยังรู้ว่า หลังจากนั้นพวกเขามักจะ เคล้านารีเป็นการตบท้าย ซึ่งผมไม่ยินดีที่จะเข้าร่วมวงด้วยอย่างแน่นอน

คืนนี้เป็นคืนที่สองแล้ว ที่ผมออกมาข้างนอก แต่เป็นการแอบออกมาโดยไม่ให้เพื่อนรู้ ผมไม่อยากให้พวกเขารู้สึกไม่ดี และไม่อยากจะหาข้อแก้ตัวในการที่ไม่ไปเที่ยวกับพวกเขา แค่อ้างว่าอยากนอน เขาก็ทำหน้าไม่เชื่อกันอยู่แล้ว ก็แหมได้มีโอกาสมาทำงานและเที่ยวที่เกาะภูเก็ตทั้งที จะใช้ค่ำคืนทั้งหมดให้คุ้มค่าด้วยการนอนได้อย่างไร แต่เมื่อผมยืนยันหนักแน่น พวกเขาก็เลิกกวนใจ แล้วก็จับกลุ่มกันเข้าไปร้องเพลงในคาราโอเกะ แล้วไปต่อกันในเธค ก่อนจะแยกย้ายกันไปกับสาวๆที่พวกเขาหามาได้จากที่เที่ยว

วันนี้ผมเลือกที่จะมานั่งในร้านกาแฟ เพราะเมื่อคืนผมไปดื่มกินในผับมาแล้ว และรู้สึกเบื่อที่จะไปอีก การไปผับคนเดียว มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหนุ่มๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเหงาๆ อย่างบอกไม่ถูก จริงอยู่ ถึงแม้ผมจะคิดว่า มันน่าจะมีอะไรดีๆอยู่บ้าง เช่น ผมอาจจะได้ทำตัวสนุกสนาน ปลดปล่อยเต็มที่ หรือ ผมอาจจะได้เจอหนุ่มหล่อล่ำสักคน พอให้ชื่นหัวใจ ผมดันคิดว่าว่า มันจะดีกว่าไหม ถ้าเพื่อนๆของผมได้มาอยู่ที่นี่ด้วย ถึงแม้ว่าผมจะอยากเจอใครสักคนที่ใช่ แต่ผมก็ไม่ได้ทุรนทุรายหานี่นา ถ้าจะไม่ได้ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่า

ผมอยู่ในภาวะของการขาดแฟนมากว่า 1 ปี คู่รักคนสุดท้ายเพิ่งโบกมือบ๊ายบายกับผม เมื่อปีที่ผ่านมาก่อนที่จะถึงปีใหม่ด้วยซ้ำ ผมต้องฉลองความเป็นโสดอย่างโดดเดี่ยว แต่...มันก็ไม่ใช่สักทีเดียวหรอก ผมยังมีเพื่อนดีๆอยู่รอบกาย ทำให้การเคาน์ดาวน์ของผม ไม่เงียบเหงาจนเกินไป ในตอนนี้ ความสัมพันธ์ของผมกับอดีตคนรักไปไกลได้แค่คำว่า เพื่อน แม้ผมจะรู้ว่า เขายังคงรัก และต้องการผมอยู่ แต่ผมกลับไม่ได้ต้องการเขาในฐานะคู่รักอีกแล้ว มันพูดยากนะ ผมอาจจะดูเหมือนคนใจดำ ซึ่งปฏิเสธความรักของเขาอย่างหมดเยื่อใย แต่ความรักอย่างเดียวมันไม่ทำให้เราไปกันได้หรอก มันต้องมีอย่างอื่นผสมผสานอยู่ด้วย นั่นก็คือ ความเข้าใจ การให้เกียรติ และการให้อิสรภาพ ถึงแม้ผมจะอยากมีใครสักคนที่ผมรัก และอยากอยู่ใกล้ชิด แต่ขณะเดียวกัน ผมก็หวงแหนความเป็นส่วนตัวของผมมาก ผมไม่ชอบการผูกมัด หรือ การอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าพอผมหายไป ก็โทรตามจิก คอยตามหวง มันเป็นอะไรที่แย่เกินกว่าจะรับได้สำหรับผม

ถ้าจะถามว่า ผมรู้สึกแย่ไหม กับ “รัก” ที่ต้องเลิกราอยู่บ่อยๆ ผมขอตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “เปล่าเลย” ผมอาจจะเสียใจอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทิ้ง หรือ เป็นฝ่ายถูกทิ้ง แต่คนที่เป็นเกย์ส่วนใหญ่ จะรู้ดีอยู่แล้วว่า ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่เคยจีรังยั่งยืน ความรักของเกย์เป็นรักที่ขาดพัฒนาการ เราไม่มีความผูกพันธ์ที่ลึกซึ้งเช่นชายรักหญิงทั่วไป ความเป็นจริงเหล่านี้เป็นเรื่องที่พวกเรายอมรับกันตั้งแต่แรก เวลาผมเลิกกับใคร ผมไม่เคยโกรธ หรือ เกลียดชัง คนรักของผมสักคน ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เราเคยอยู่ด้วยกัน อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องแย่ๆ เป็นเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ ผมมักจะไม่ค่อยเก็บมาคิดมาจำให้รกสมอง คนที่เลิกกัน ก็เป็นเพื่อนกันได้นี่นา คุณว่าจริงไหม

ผมหยุดความคิดคำนึงของผม แล้วถอนสายตาจากภาพที่มองเห็นผ่านกระจกข้างหน้า เมื่อได้ยินเสียงพูดเป็นสำเนียงต่างชาติดังขึ้นข้างๆ พร้อมกับเสียงเก้าอี้ที่ถูกลากออกไป ผมหันไปมองก็เห็นหนุ่มฝรั่งสูงใหญ่ ผมยาวสีทองรวบไว้อย่างลวกๆเป็นหางม้า ผมคงจะทำตาโตอ้าปากค้างกระมัง เพราะผมเห็นหนุ่มคนนั้น หัวเราะและยักคิ้วให้ผม เขาพูดอะไรบางอย่าง ผมมัวแต่อึ้งไม่ทันฟัง เขาเลยต้องพูดซ้ำ จับใจความได้ว่า ที่นั่งในร้านมันเต็ม เหลือเก้าอี้ว่างตรงโต๊ะผมพอดี เขาจะขอนั่งด้วยคนได้ไหม ผมรีบพยักหน้า แล้วก้มลงมองหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะ โชคดีที่ผมหยิบมันติดมือมาด้วย เลยทำให้ผมมีอะไรอย่างอื่นทำนอกจากนั่งเขิน

ผมไม่รู้จะบรรยายสถานการณ์ตอนนี้ของผมอย่างไรดี เอาเป็นว่าจะค่อยๆเรียบเรียงเพื่อให้คุณเห็นภาพได้อย่างชัดเจนก็แล้วกัน สมมุติว่า คุณกำลังนั่งเหม่อลอยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย และหนึ่งในเรื่องที่คุณคิดคำนึงอยู่ก็คือ เรื่องของหนุ่มในฝันที่คุณอยากเจอมากที่สุด คุณกำลังจินตนาการถึงคนๆนั้นอยู่ เค้าโครงของหนุ่มคนนั้น เริ่มปรากฏเป็นรูปร่างชัดเจนในสมองของคุณ ชายหนุ่มต่างชาติผิวขาว หน้าตาหล่อเหลา ตัวใหญ่ ไหล่กว้าง คิ้วเข้ม ตาสีฟ้า ริมฝีปากน่าจูบ คุณค่อยๆเห็นรายละเอียดของเขามากขึ้น เขามีผมสีทอง ผมของเขายาวพอที่จะรวบได้ ใบหน้าของเขามีเรียวหนวดสีทองบางๆขี้นเหนือริมฝีปาก เขาใส่เสื้อกล้าม และนุ่งกางเกงเลของไทยสีเปลือกไม้ เท้าขาวๆที่มีเล็บสะอาดๆอยู่ในรองเท้าแตะหูคีบนันยาง สะพายเป้ชาวเขาไว้ใส่ข้าวของกระจุกกระจิก คุณเห็นแม้กระทั่งขนอ่อนที่ขึ้นอยู่ตามแขนของเขา และแล้วภาพที่คุณคิด กลับปรากฏเป็นจริงข้างหน้า พร้อมรอยยิ้มที่เซ็กซี่สุดสุด ยิ้มที่ทำให้คุณเกือบละลายกลายเป็นอากาศธาตุอยู่ตรงนั้น และนั่นแหละทั้งหมดที่ผมเห็น มันทำให้ผมไม่กล้าที่จะหันไปสบตาเขาตรงๆ

“ผมดูเหมือนตัวประหลาดหรือเปล่า หรือว่าผมแต่งกายไม่เหมาะสมกับที่นี่”เขาถามผมด้วยภาษาอังกฤษ ผมส่ายหน้า ไม่เข้าใจความหมายในสิ่งที่เขาพูด เขายิ้มอีก โอพระเจ้าช่วย จะให้ผมทำอะไรก็ยอม ถ้าหากรอยยิ้มนั้นจะมีให้ผมเพียงคนเดียว

“ผมเห็นคุณมองผม ตั้งแต่ผมเดินอยู่ข้างนอกร้าน จนกระทั่งผมเข้ามาในร้าน คุณก็ยังมองผมผ่านกระจกตรงหน้า ผมก็เลยคิดว่า ผมอาจจะเป็นสิ่งแปลกปลอมของที่นี่”

ไม่จริง ผมไม่ได้มองคุณ ไม่...ไม่ใช่... หรือว่าจะใช่ ถ้างั้น คุณก็ไม่ใช่คนในจินตนาการของผมงั้นเหรอ ผมเพียงแค่เห็นคุณ และ เก็บเอามาจินตนาการงั้นใช่ไหม นี่ยิ่งน่าอายหนักเข้าไปใหญ่ ผมโต้ตอบกับตนเอง เมื่อรู้ว่าเจ้าสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพในฝัน มันเป็นภาพจริง และตัวตนที่แท้จริงกำลังจับผิดผมได้

“เปล่าหรอกครับ มันเป็นไปตามธรรมชาติของความอยากรู้อยากเห็น เวลาเราจอใครที่แตกต่างจากเรา เราก็อดมองไม่ได้ ผมหมายถึงคุณไม่เหมือนพวกเรา ในเรื่องเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์น่ะ” ผมตอบเขาไปอย่างนั้น แต่ที่จริงอยากจะบอกว่า “ก็คุณนะ น่าสนใจน้อยเสียเมื่อไหร่ หล่อเสียยิ่งกว่านายแบบ คนที่เห็นแล้วเมินก็น่าจะไปเช็คประสาทการรับรู้เรื่องความงามได้แล้วมั๊ง”

เขาหัวเราะกับคำพูดของผม ให้ตายสิ คราวนี้ผมยอมแลกทุกอย่างเลย ถ้าเขาจะหัวเราะแบบนี้กับผมคนเดียวเท่านั้น คนอะไร หัวเราะทั้งปากและตา เวลาที่เขาอยู่ในอารมณ์นี้ โลกสดใสตามเขาไปด้วย

“แสดงว่า คนไทยเป็นคนอยากรู้อยากเห็นน่ะสิ เพราะผมโดนมองตลอดเวลาเลย คุณรู้มั๊ย มันทำให้ผมถึงตายได้เชียวนะ เวลาที่ถูกมองมากๆ ผมจะทำอะไรไม่ค่อยถูก ที่บ้านเมืองผม ไม่มีใครมองถึงขนาดนั้น แต่ที่นี่มองแบบหลายอารมณ์ความรู้สึกมากเลย ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมกำลังจะข้ามถนน มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งจ้องผม จ้องเอาจ้องเอา มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็เอาแต่ยิ้ม ผมพยายามคิดว่า ผมทำอะไรเป๋อเปิ่นไม่เข้าท่า หรือ แต่งกายที่น่าเกลียดหรือเปล่า ซิบรูดไหม หรือผมนุ่งกางเกงในไว้ข้างนอกแบบซุปเปอร์แมน แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ยิ่งพวกเธอยิ้ม ผมก็ยิ่งสงสัย ผมหันไปมองพวกเธอ ลืมไปว่าตนเองกำลังข้ามถนนอยู่ เกือบถูกรถชนตายแน่ะ ถ้ารถที่สวนมาไม่เบรกเสียก่อน” เขาเล่าด้วยท่าทีไม่จริงไม่จังนัก ออกจะขำๆกับเหตุการณ์ที่เจ้าตัวประสบมาเสียมากกว่า ผมฟังเขาเล่าอย่างเพลิดเพลิน สำเนียงการพูด และน้ำเสียงของเขาช่างดูดีเหลือเกิน มันดูอบอุ่น และก็ดูขี้เล่น สนุกสนานอยู่ในที เฮ้อ นี่ผมเป็นอะไรไปนะ ผมไม่สามารถจดจ่อกับหนังสือที่อยู่ตรงหน้าได้ เขาเองก็เช่นกัน ผมเห็นเขาถือพ๊อคเก๊ตบุคส์มาเล่มหนึ่ง แต่ไม่ได้เปิดอ่านสักหน้า

เขาชวนผมพูดคุยต่อ ไม่ได้สังเกตว่าผมกำลังทำอะไร เขาถามผมเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองไทย เขาเคยไปเที่ยวทางเหนือ และ อีสานมาแล้ว 2-3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาลงใต้ เขาหยอดคำชมว่าเมืองไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามหลายแห่ง ผู้คนอัธยาศัยไมตรีดี เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยหลายคน และก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนไทยหลายคนเหมือนกัน เขาเข้ามาทำงานในเมืองไทย โดยทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่สถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง และยังรับงานเป็นนายแบบและพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้าอีกด้วย (ว่าแล้วไหมล่ะ หล่อซะขนาดนี้ จะหลุดรอดสายตาพวกโมเดลลิ่งไปได้อย่างไร) เราคุยกันอย่างออกรส เขาอายุ 25ปี(อ่อนกว่าผมตั้ง 5 ปีแน่ะ) แต่เขาเป็นคนที่มีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่ มองโลกในแง่ดีอย่างน่าทึ่ง ผมให้คะแนนความหล่อของเขาที่ 15 เต็ม 10 และ จากการพูดคุยที่แสนฉลาด และมีอารมณ์ขันของเขาอีก 20 คะแนน

ผมกับเขาลาจากกันในค่ำคืนนั้น ด้วยความเสียดายอย่างแสนสุดซึ้งของผม พรุ่งนี้ผมจะกลับกรุงเทพแล้ว แต่เขาจะอยู่ต่อสักพักก่อนที่จะมาเริ่มงานสอนในเทอมต่อไป เราต่างแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เขาสัญญาว่าจะโทรมาหาผม และผมก็ได้แต่แอบหวังว่า เขาจะรักษาสัญญา(อย่างเคร่งครัด)