ถ้าอยากจะเคารพหลวงปู่ ครูบาอาจารย์ละก็ เอาสิ่งที่หลวงปู่และครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนกลับไปประพฤติปฏิบัติ และกระทำเหยียบย่ำเดินไปทุกหนแห่งตำบลใด ทิศใด ชาวบ้านเขาจะมาสะกิดสีข้างถามเองว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ของใคร การกระทำของท่านทำไมช่างละเอียดละไมดีพร้อมอย่างนี้ นั่นแหละถือว่าเป็นการเคารพครูบาอาจารย์แล้ว ชื่อของครูบาอาจารย์ ก็จะจุงกระจาย กระฉ่อน เลื่องลือไปไกลในทางที่ดีที่ถูกต้อง

แต่ถ้าตราบใดมันเอาแต่มานั่งกราบนั่งไหว้ แล้วกิริยาอาการใน หัวใจยังระยำอัปรีย์ ทำสิ่งกาลีติดตัวอยู่เป็นประจำ ไปไหนใครก็เห็น มีแต่ความระยำตลอด เขาก็จะมาสะกิดสีข้างถามเหมือนกันว่า โคตร พ่อโคตรแม่ชื่ออะไร ครูอยู่ที่ไหน ทำไมสอนระยำอย่างนี้ การที่มานั่งกราบอย่างนั้นก็ไม่ได้เรื่องอีกนั่นแหละ มันเท่ากับว่า ทำให้ตัวเอง ต้องตายหรือฉิบหายลงไป ครูบาอาจารย์ใครเป็นพ่อเป็นแม่ก็พลอย ซวยไปด้วยอีก

เพราะฉะนั้น หลวงปู่จึงบอกว่า ไม่ชอบกับการที่จะมายก มากราบ มายอมรับ แต่ที่ต้องสอนให้ยอมรับ ยอมรู้ ยอมดู ยอมเห็น ยอม กระทำจะได้เป็น จะได้ไม่ทำเป็นพวกตูดรั่ว หัวรั่ว คือไม่รู้จักอะไรควรอะไรไม่ควร รู้จักสิ่งเหมาะสิ่งควร คนที่เขามีธรรมะ เขารู้จักใช้สมมุติได้อย่างสมบูรณ์ ให้ความเคารพในสมมุติ ยอมรับสมมุติ ให้เกียรติสมมุติ เขาสมมุติว่านี่คือครู นี่คือ พ่อ นี่คือแม่ นี่คือลูก นี่คือผัว นี่คือศิษย์ นี่คือเพื่อน นี่คือผู้อาวุโส นี่คือผู้อยู่ใกล้ เมื่อเขาสมมุติ กันมาอย่างนี้ เขาก็มีกฎเกณฑ์ของความเป็นสมมุติว่า อยู่กับครูต้องทำกิริยาอย่างไร อยู่กับพ่อแม่ทำกิริยาอย่างไร อยู่กับพระธรรมต้อง ทำกิริยาอย่างไร อยู่กับพระสงฆ์ต้องทำกิริยาอย่างไร อยู่ในสถานที่เช่น นี้ต้องทำกิริยาอย่างไร และถ้าเรายอมรับกับกิริยานั้น ๆ แล้วกระทำปฏิบัติตาม ถือว่าคน ๆ นั้นเป็นคนมีธรรมะ เพราะธรรมะตัวนี้มันเป็นตัวขัดเกลาทำให้เราอ่อนโยนยอมรับเหตุปัจจัย และผลของคนทั้งหลาย

แต่คนที่มีธรรมะเมามันจะทำให้ตัวเองแข็งกระด้างไม่ค่อยยอม รับอะไรเดินชูงวง ทำเป็นปูชูก้าม ช้างชูงวง กิ้งก่าชูคอ อะไรประเภทนั้น ถือว่าไม่มีธรรมะ ไม่ยอมรับอะไร และคนเหล่านี้จะอยู่ที่ไหนก็มีแต่ตายกับตาย มีแต่ความเสื่อมทรามและฉิบหาย ทำลายตัวเองลงไป เพราะเมื่ออยู่กับใครเขาไม่ได้ มันจะอยู่ได้อย่างไร ไม่ยอมรับอะไร ๆ กับใครเขาเลย กฎเกณฑ์ กติกาของสังคม ก็ไม่เรียนรู้ไม่ยอมรับ ทำหน้าที่พ่อไม่เป็น ทำหน้าที่เมียไม่เป็น ทำหน้าที่ผัวไม่เป็น ทำหน้าที่ไม่เป็น และมันจะอยู่กับใครเขาได้ ก็ทำลายตัวเองตายกับตายอย่างที่ว่า คนที่เขามีธรรมะเขาละเอียดอ่อน อ่อนช้อย รู้จักควรไม่ควรมีกิริยาอาการที่ละเมียดละไม

เพราะฉะนั้นคนที่มีธรรมะ เขาไม่ได้ดูกันว่า ปริญญาพ่วงท้าย หรือว่าสำเร็จเป็นมหาได้เปรียญ 3 ประโยค 9 ประโยค อะไรนั้นเขาดูกันว่ามันมีหน้าที่อย่างไร และทำหน้าที่อย่างนั้นสมบูรณ์ มากน้อยแค่ไหน นั้นถือว่าคนๆ นั้นมีธรรมะ

เพราะฉะนั้นชั่วชีวิตของหลวงปู่เนี่ยะ ไม่ชอบให้ใครมายก แต่ก็ไม่อยากให้ใครเขามา เหยียบคนที่เป็นลูกศิษย์ของตน เหตุผลก็เพราะว่าคำว่ายกตัวนี้มันหมายถึง ยกด้วยกิริยา อาการแห่งความ ต้องพินอบพิเทาเคารพยกย่องไม่อยากจะให้เป็น ไม่อยากจะให้ใครมา โกหก ตอแหลตัวเองอย่างนั้น ถึงว่าเราจะมากราบเช้า กราบกลางวัน กราบเย็น กราบกลางคืน แต่หัวใจอัปรีย์ระยำ ละก็ ไม่อยากให้กราบเลยให้ตายเหอะเหมือนกับคนขี้มาทาใส่ทอง เอาทองมาปิดไว้กองขี้ใคร เขาชอบกันบ้างละหลวงปู่ไม่ชอบเลย แต่ที่ต้องสอนว่านี่ ที่นั่งของพระ นี่ที่นั่งของครู นี่ที่นั่งของอาจารย์ นี่ที่นั่งของหลวงปู่ ก็ต้องจะบรรเทาและทำลายหัวใจอัปรีย์กาลีระยำ ที่อยู่ภายในใจของศิษย์ ให้มันลดน้อย ถอยลงไป การรู้จักกาลรู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักเวลา รู้จักสมัย รู้จักเหตุ รู้จักปัจจัย รู้จักสิ่งแวดล้อม รู้จักสมมุติ นั่นแหละคือตัวธรรมะ และถ้าหากมันไม่รู้จักมันไม่เข้าใจ ก็ต้องเพียรพยายาม จะทำให้รู้จักให้เข้าใจ จะได้มีธรรมะเกิดขึ้นได้

นี่คือหน้าที่ของครูผู้ใจอารีต้องพยายามชี้ไปตรงจุด และก็กระแทกกระทั้นขยำขยี้ เพื่อให้ศิษย์จะได้ดีขึ้นมา ผู้หวังดีจะได้ดีขึ้นมา ผู้อยากดีและพบดีก็ต้องเจอดีจนได้ แต่ถ้าหากว่าศิษย์คนใด ไม่ยอมรับการขยำขยี้กระแทกกระทั้นจ้ำจี้จ้ำไช นั่นก็ถือว่าไม่ดีไม่อยากดี ไม่ต้องการดี และไม่มีดี ไม่ควรจะอยู่ดี และตายไปคงไม่ดีเป็นแน่

เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่า การที่หลวงปู่ต้องไปนั่งบ่นค่อยจ้ำจี้จ้ำไช นั่งด่าว่ากล่าวตักเตือน ไม่ใช่เพียงเพื่อจะให้ตัวเองสูงส่ง ดีเลิศประเสริฐ ศรีในปฐพีหรอก หลวงปู่ไม่ชอบอยู่แล้ว แต่อยากจะให้พวกเราทั้งหลาย ได้รู้จักว่าธรรมะมันคืออะไร ธรรมะก็คือ การทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ บริสุทธิ์ถูกต้อง ตรงแนว และยุติธรรม ตามครรลองและทำนองคลองธรรม ของกฎเกณฑ์แห่งสังคม และความเป็นสมมุติ ในโลกและในที่สุด ธรรมะมันก็เป็นตัวการทำให้เราพ้น จากอำนาจความเป็นสมมุติได้ด้วย เมื่อเราสามารถปฏิบัติ และยอมกระทำตามสมมุตินั้นๆ ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เราก็จะรู้มันขึ้นมาเองว่า มันเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติว่าอ้อ! สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงแค่ กลกามของโลกที่เป็นสมมุติเท่านั้น เราทำมันสมบูรณ์แล้วครบถ้วนกระบวนความแล้วและก็วางมันได้อย่างสบายใจอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ใครเขาจะมาอาจ คัดค้านเราไม่ได้ ใครจะมาว่ากล่าวเราทีหลังก็ไม่ได้ เพราะเราได้ทำมัน มาสมบูรณ์แล้ว เรียนรู้มันมาสมบูรณ์แล้ว ปฏิบัติมันมาสมบูรณ์แล้ว ยอมรับมันมาสมบูรณ์แล้ว สมบูรณ์ที่สุดแล้วตามหน้าที่ของความเป็น คน หน้าที่ของความเรียนรู้หน้าที่ของการยอมรับ เมื่อทำถึงขั้นนี้เราก็จะรู้เองว่า เราควรจะวางอย่างไร

แต่ถ้าตราบใด ยังเดินผ่านไปเห็นขยะยังไม่หยิบ เห็นความสกปรก ยังไม่ล้าง เห็นพื้นไม่สะอาดยังไม่เช็ด เห็นห้องน้ำไฟไม่ปิดยังไม่ไปปิดเห็นกิริยาอาการแห่งความโสโครก ในตัวตน ยังมีอยู่ละก็ อย่าไปบอกใครนะว่า เราเป็นคนมีธรรมะ ไม่เชื่อร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ หมื่น ไม่เชื่อแสนไม่เชื่อ ไม่เชื่อหรอก หลวงปู่ไม่เชื่อ เพราะธรรมะของพระ พุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปทำอะไรทีมันเป็นเรื่องเป็นราวนอกเหนือจากความเป็นคนและพุทธะเลย อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าแสดงธรรมะ ไม่ได้สอนสัตว์เดรัจฉานพรม เทวดา แต่พระองค์แสดงธรรมะ เพื่อจะสอนคนให้เป็นมนุษย์นะ "มนุษย์" ตัวนี้มันแปลว่า ใจสูง มันยกระดับจากความเป็นคนขึ้นมา สูงจากฝุ่นละออและผงธุลี ที่จะแปะเปื้อนเรือนเลอะเทอะกับตัวมนุษย์เอง และพระองค์ก็ทรงสอน ไม่ได้สอนใคผู้วิเศษที่ไหน และสอนคนให้มีชีวิตอย่างไร สอนมีชีวิตอย่างที่หลวงปู่พูดมาเมื่อครู่นี้

เมื่อเราทำได้อย่างนี้ก็ถือว่า "เราพ้นจากความเป็นคนขึ้นมาสู่ความเป็นมนุษย์" และพระองค์ก็มีข้อวัตรปฏิบัติจากมนุษย์ ให้ขึ้นมาสู่ความเป็นนักบวช และพระต่อไป

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า พระองค์ไม่ได้สอนอะไรไปมาก กว่าการทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ตามกาลควรเป็น ตามเหตุ ตามปัจจัยที่เกิดต่อสิ่งแวดล้อมนั้นๆ นั่นแหละคือลักษณะตัวธรรมะมันไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ ถ้าดูให้มันดีๆ แล้ว ก็คือตัวเราเอง ตัวเราเองที่ต้องจำกัดทำลายล้าง ซักฟอก ขัดสีแคะแกะ เกา ให้มันออกไปบ้าง ให้เหลือไว้แต่ส่วนดีๆ นั่นแหละคือตัวการขบวนการกำจัด และทำลายของธรรมะ และถ้าตัวเองยังมีขยะกองโตอยู่ใครเขาจะเชื่อ ถ้าตัวเองยังใส่ผ้าสกปรก มีคราบเหงื่อคราบไคล คราบขี้ดินติดเต็มไปหมด และก็บอกว่า ฉันเป็นเจ้าของโรงทำแฟ้บ โรงทำผงซักฟอก ที่บ้านฉันมีเครื่องซักผ้า มียี่ห้ออย่างดี ใครเขาจะเชื่อ ไม่มีใครเชื่อหรอก จะไปคุยกับใครเขาว่า เราเป็นคนสะอาด รักระเบียบเรียบร้อย รักสวยรักงาม และถ้าตัวเองผมยังไม่หวี ฟันยังไม่แปรง ขี้ตายัง เต็มเบ้ากิริยาอาการยังสกปรก การแสดงวาจา ยืนเดิน นั่ง นอน พูด ทำ คิดยังไม่มีระเบียบ ยังไม่เป็นระบบของจิต ไปบอกกับใครเขาฟังว่า เราเป็นคนรักระเบียบเรียบร้อย ใครเชื่อ ไม่มีใครเชื่อหรอก

ฉันใดก็ฉันนั้น ตราบใดที่กิริยาอาการของเรายังไม่สามารถชำระล้างความสกปรกโสโครกออกไปจากตัวเราได้ ยังเป็นคนเกียจคร้านหยาบกระด้าง โลภโมโหโทสัน หยิ่งผยองทระนงอวดดี ยโสโอหัง จิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัวแล้วละก็ อย่าไปบอกกับใครเขาว่าเรามีธรรมะไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะว่าธรรมะมันก็คือ ปฏิกิริยาแห่งการกำจัดคราบ สี เสียง และกลิ่น แห่งความสกปรก ให้มัน ลดน้อยลงไป หากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นคราบ สี เสียง แสง กลิ่น แห่งความสกปรก ยังคงที่อยู่ละก็ อย่าไปบอกใครว่าเราเป็นคนมีธรรมะไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด

เพราะฉะนั้น จึงอยากจะบอกลูกหลานเอาไว้ว่า เตือนกันในฐานะญาติสนิท ที่คิดว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกลว่า พวกเราทั้งหลายอย่าคิดว่าเราเป็นคนมีธรรมะ เราไม่สังเกตหรือว่า หลวงปู่เดินขึ้นไปบนศาลาและไปยืนมองผ่านอ่างบัว เดินไปรอบๆ และก็ยืนนิ่งๆ แล้ว ก็พูดอยู่ทุกวันว่า ไม่เห็นพวกเราทำอะไรกัน ไม่มีธรรมะ ไม่เห็นมีธรรมะอะไรเลย รู้แล้วก็ไม่เห็นทำอะไร เพื่อจะเตือนให้เราได้รู้ว่า ธรรมะมันไม่ได้มีเอาไว้สำหรับนั่งหลับตา ไม่มีไว้คุยจ้ออวดกัน ไม่ได้มีไว้เพื่อจดบันทึกไว้ในหนังสือ ไม่ได้มีเอาไว้จำ ไม่ได้มีเอาไว้สอน แต่มีเอาไว้กระทำ กำจัดความระยำที่มันหมักหมม หมักดอง อยู่ในหัวใจ ให้มันลดน้อยลงไป นั่นถือว่าคนมีธรรมะ

เหมือนอย่างหลวงปู่กล้าที่จะก้มกราบตีนเณร ที่เขาสามารถเก็บขี้หมา ที่กองอยู่หน้าโบสถ์ได้ ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็เดินข้ามไปข้ามมา ทั้งๆ ที่เณรองค์อื่นเขาก็มี และมีเณรองค์นั้นองค์เดียวที่กล้าทำ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำต่อหน้า แต่ทำลับหลัง ไม่ได้ทำแบบอวดๆ ด้วย หลวงปู่แอบดูก็เลยไปกราบตีน เคารพในพระธรรมของเขา เพราะเขามีธรรมะ ธรรมะชั้นสูงเสียด้วย ไม่ใช่ธรรมะชั้นต่ำ

เพราะฉะนั้นคนมีธรรมะนั้น มันไม่ใช่คนนั่งชูคอบนยอดปราสาท อยู่ในวัดหรืออยู่บนอาสนะสูงๆ แต่งตัวสวยๆ หรือว่า แต่งตัวดีๆ ตาสี ตาสา ยายมายายมี แต่งตัวอัปรีย์อาจจะเป็น คนมีธรรมะชั้นดีก็ได้ คนแก่หูตา มองไม่เห็น ก็อาจจะเป็นคนมีธรรมะชั้นดีก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันคนที่ใกล้ตายก็อาจจะเป็นคนมีธรรมะเมาก็ได้ เกิดมาร้องอุแว้แอะเดียวก็อาจจะมีธรรมะชั้นเลิศก็ได้ เกิดมาร้อยปี ทำดีไม่ได้ก็อาจจะมีธรรมะเมาชั้นแย่ก็ได้

จึงอยากจะฝากบอกเอาไว้ว่า ศาสนานี้เขาไม่ได้ยกย่องคนดี คนแก่ ด้วยการอยู่ นานอยู่นานแต่ทำเป็นอันธพาลตลอดชาติ มีความระยำตลอดชาติ อยู่นานก็เปลืองประโยชน์ เขายกย่องคนแก่ คนดีตรงที่ทำอะไร เกิดวันเดียวก็มีสิทธิ์จะเป็น คนแก่ได้ ชาวโลกชาวบ้านเขาเรียกหลวงปู่ว่า เป็นหลวงปู่ก็ไม่ใช่เพราะว่าหลวงปู่อยู่นาน แต่เพราะหลวงปู่ทำอะไร เพราะ เราทำอะไรนี่แหละ จึงทำให้คนทั้งหลายเรียกว่า เป็นคนแก่ เป็นผู้เฒ่า แล้วพวกเราละ พวกเราทำอะไรกัน เพราะฉะนั้นถ้าคิดมุ่งหวังอยากเป็นผู้รู้ธรรมะ เข้าใจธรรมะ เรียนรู้ธรรมะ มีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ อยู่ด้วยธรรมะ อาศัยธรรมะและก็มีธรรมะเป็นเครื่องไป มาด้วยธรรมะแล้วละก็ ถามกันไว้แค่นี้ว่า พวกเราทำอะไร และกำลังจะทำอะไร อยากจะฝากบอก เอาไว้ ก็เห็นเข้ามาใช้สถานที่ตรงนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม มันจะพร่ำเพรื่อปฏิบัติธรรมะแบบพร่ำเพรื่อ เปรอะเลอะเทอะธรรมะ มันเลอะไปหมด เต็มไปหมด ฝุ่นละอองแห่งธรรมะ มันกระจุย กระจาย จนกระทั่งเต็มไปในหัวใจของผู้ปฏิบัติ เต็มมาจนถึง โต๊ะหมู่บูชา เต็มมาถึงที่นั่งของหลวงปู่ เต็มไปถึงสถานที่ใกล้ๆ และไกลๆ รอบๆ บริเวณเต็มส้วมไปด้วยคราบ ด้วยกลิ่น ด้วยสี จะเป็นการแสดงออกของธรรมะชั้นไหน ต้องถามไว้ในหัวใจเอาไว้สักนิด มันต้องรวมไปถึงทั้งพระ ทั้งเณรเถรชีทั้งหลายด้วยว่า มันเป็นธรรมะชั้นใด

สำหรับหลวงปู่แล้วไม่ถือว่า จำเป็นเฉพาะต้องทำที่นี่ ที่ ไหนที่เราเหยียบย่างเข้าไป ก็ต้องมีธรรมะอยู่ในหัวใจ หลวงปู่ เนียะ ไปอยู่วัดตะลุง วัดเขาบันไดอิฐ อยู่วัดถ้ำสิงโตทอง อยู่วัดถ้ำรังเสือ อยู่ที่เขาตอม่อ อยู่ที่ไหนที่ไหนจะถามลูกหลาน ได้เลย ว่าไม่เคยหยุดนิ่ง เพียงแค่เราไปอาศัยแค่ข้ามวันข้าม คืน เราก็ทำให้วัดเขาสะอาด ถางหญ้า รดน้ำต้นไม้ พรวนดิน ปลูกต้นไม้ ล้างส้วม กวาดขยะ เก็บหยากเยื่อหยากไย่ ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะความมีธรรมะที่เรารู้อยู่ในตัวเราว่า คนมีธรรมะเขาไม่ได้นิ่งใจมันนิ่ง แต่กิริยาอาการ มิได้นิ่งอยู่ ถ้าขืนว่ากิริยาอาการยังนิ่งอยู่ แล้วเราจะเป็นผู้มีธรรมะไม่ได้ธรรมะเหมือนกับตัวจักรและฟันเฟือง ที่มันไม่ชำรุด มันจะขยับเขยื้อนเลื่อน ทำให้ตัวเป็นยานพาหนะเคลื่อนไปอย่างดีเยี่ยม และก็เป็นระเบียบเรียบร้อย จนกลายเป็นระบบของ ใจ กายคนเราก็เหมือน ตัวยานพาหนะ ธรรมะคือสิ่งที่ เป็นฟันเฟืองอยู่ในใจ ถ้าฟันเฟืองเหล่านั้น มันไม่บิ่น ไม่ชำรุด เสียหาย มันก็จะทำให้ขับเคลื่อนกายไปทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น มาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าหากว่าฟันเมืองมันชำรุดเสียหาย นั่นก็คือว่า ความฉิบหายของธรรมะที่อยู่ในใจเสียแล้ว กาย มันก็ไม่อยากจะทำอะไร มีแต่ความระยำอัปรีย์ตลอดกาล ลองไปถามเถอะ ที่ใดที่หลวงปู่เหยียบย่ำเข้าไปนั้น จะไม่เจริญเป็นไม่มี ไปอยู่วัด ตะลุง ลพบุรี ไปอยู่วันแรกก็จับจอบ เสียม ถาง ฟัน ชำระล้าง ไอ้ที่เขารกกัน มาเป็นปีๆ ก็สะอาดภาย ในไม่กี่วันที่เราไปอยู่ จนชาวบ้านชาววัดต้องละอาย ร่วมแรงร่วม ใจกันกลับมาทำ

เพราะฉะนั้น ตัวธรรมะนี้มันไม่ใช่มีเอาไว้สำหรับที่จะ มาเขียนใส่ตำรา คัมภีร์ และก็เรียนกันในห้องเรียน หรือนั่ง กันอยู่ในเฉพาะหอพระกรรมฐาน

ลูกหลานทั้งหลาย การปฏิบัติธรรมอย่าลืมว่า การปฏิบัติธรรม พูดช้าๆ สั้นๆ ให้ได้หนักแน่น และใจความก็คือ "การปฏิบัติธรรมะ" สถานที่ตรงนี้เขาเรียกว่า หอพระกรรมฐาน" กรรม คือ การกระทำ" "ฐานคือ ที่มั่นทำให้มัน เป็นที่มั่นได้" ตราบใดที่เรายังไม่มีการกระทำที่เป็นที่มั่นของตัวเอง อย่าว่าแต่อยู่ในหอเลย อยู่นอกหอก็หาว มันก็ป่วยการเสียเวลาปฏิบัติธรรม กรรมฐาน ทำฐานที่มั่นของตนให้ดี แล้วเราจะทำอะไรละฐานที่มั่นทำอะไร มันไม่ใช่ต้องมานั่งเสียเวลา กับการนั่งหลับตาอย่างเดียวเท่านั้น รวม ไปถึงการ กิน ยืน เดิน นั่ง นอน ด้วยอย่างที่เมื่อวานหลวงปู่ตอบ ว่า สมาธิที่จะใช้กับกิจการงาน? ทำไมต้องเลือกใช้ในเฉพาะกิจการ งาน มันควรจะมีชีวิตให้อยู่ในสมาธิ มีสมาธิเป็นเครื่องอยู่ มีสมาธิ เป็นเครื่องยืน มีสมาธิ กำกับการเดิน มีสมาธิ กำกับการพูด มีสมาธิ กำกับความคิด มีสมาธิกำกับการแสดง มีสมาธิ กำกับการกิน การ ขี้เยี่ยวตดการนอน นั่ง มันควรจะเป็นไปด้วยอิริยาบถแห่งความรู้เนื้อรู้ตัว นั่นถือว่ามีสมาธิ ไม่จำเป็นจะต้องมีเฉพาะแค่ทำงาน และ ถ้าหากว่า คนรู้เนื้อรู้ตัวในขณะกิน ยืนเดิน นั่ง นอน ขี้ เยี่ยว ตด แล้วเนียะ อิริยาบถทั้งหลายคงจะสะอาดหมดจด มันจะไม่มีการกัดกัน ไม่มีการขาขวาเตะขาซ้าย ฟันกัดลิ้นตัวเอง จะไม่มีเด็ดขาด ทุกอย่างมันจะสมบูรณ์แบบในหน้าที่ของมัน

เพราะเรามีตัวเจ้านายที่มันมีพลังอำนาจ คือตัวสมาธิหรือตัว สติคอย ควบคุมกำกับดูแล กาย วาจา ใจ และอิริยาบถทั้งหลาย ให้ทำงานอย่างสมบูรณ์ บริสุทธิ์ ยุติธรรม ถูกต้อง ตรงแนว เป็น ไปตามเหตุ ตามปัจจัยของหลักการแห่งธรรมชาติ และเพียบพร้อมไปด้วยการรับผิดชอบต่อหน้าที่แห่งความเกิด และทำงาน นั่นคือคนมีสมาธิ แต่ถ้าอะไรๆ มันยังเลอะเทอะเหลวแหลก เยอะแยะอยู่ละก็ อย่าไปบอกใครว่าเรามีสมาธิ ปกติหลวงปู่ชอบเสียงดนตรี ชอบดอกไม้ ชอบอิสระ ชอบเสรีภาพ ก็เพียรพยายาม จะทำตัวเองให้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม เพื่อจะดูตัวเองว่ามันเป็นความ ชอบที่เกิดจากกาม หรือเป็นความชอบที่เกิดจากนิสัยแท้ๆ ก็เพียรพยายามจะตัดจะสะสางตัวเองด้วยธรรมะด้วยความอดทน อดกลั้น ตั้งอกตั้งใจที่จะทำให้มันจริงๆ จังๆ

เพราะฉะนั้น ต้องฝากลูกหลานทั้งหลายเอาไว้ว่า ธรรมะชั้นสูงสุด ยอดวิเศษสุดนั้น ไม่ใช่เรียนมาจากตำรา อย่างที่หลวงปู่บอกเอาไว้ในบทโศลกว่า

ลูกรัก...สุดตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก วินัยปิฎก มันไม่ได้ทำ ให้เจ้าเข้าถึงธรรมะ มันเป็นเพียงสื่อบอกธรรมะเท่านั้น การที่เจ้าจะเข้าถึงธรรมะได้ เจ้าต้องกระทำมันด้วยใจ ทำอะไร หน้าที่ทุกอย่างที่มีด้วยใจ นั่นแหละจะถึงธรรมะ และเป็นธรรมะชั้นสูง เป็น พระบริสุทธิธรรม เป็นวิมุตติธรรม เป็นสัจจธรรม เป็นอริยธรรม เจ้าก็จะได้ถึงความเป็นอริยเจ้า อริยบุคคลได้ในที่สุด

ระเบียบกฎเกณฑ์ กติกา ที่หยุมหยิม ยึกยัก นิดหน่อย น้อยนิดนั้น เจ้าอย่าคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ สำหรับพ่อแล้วถือว่า มันเป็นเครื่องมือในการปลุกให้เจ้าตื่น ให้เป็นผู้ตื่น และตื่นอย่าง ระแวงระวังทีเดียวเพราะความระแวดระวังที่จะผิดกับกฎเกณฑ์ กติกา และทำมันด้วยใจนั้น มันจะทำให้เราเป็นผู้รู้ ตื่นขึ้นมาอย่าง ชนิดที่เราไม่คิดว่ามันจะตื่นจริงๆ อย่างนั้นเลย ที่ต้องตั้งกฎเกณฑ์ กติกาเอาไว้สำหรับผู้ใช้ หอพระกรรมฐานเพื่อจะเป็นเครื่องมือปลุกให้เราตื่นเท่านั้นเอง ตื่นจากอะไร? จากความโง่ งี่เง่า หลงงมงาย ตายอย่างชนิดที่ไม่อยากตาย หรือไม่เตรียมตัวตาย ไม่รู้ว่าวันตาย และไม่รู้ว่าชีวิตหลังความตาย เมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้วเราจะรู้ทันที ตื่นจากราคะ จากความโกรธ จากความรัก จากความชัง จากความชอบ จากความหลง จากความตกเป็นทาส ด้วยการยอมรับ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกา อันหยุมหยิม ยึกยัก เหล่านั้น มันจะทำให้ เราระแวดระวัง ความระแวดระวังต่อการทำผิดกฎนั่น แหละ คือตัวการแห่งสติ มันคือตัวมหาสติอย่างยิ่งแหละ และจะไปฝึกสติที่ไหนอีก ถ้าเจ้ายังระแวดระวังต่อกฎเกณฑ์กติกาอยู่ การเรียนรู้ธรรมะจากธรรมชาตินี้ มันไม่มีขั้นตอนอะไรมากไปกว่า ชีวิต วิญญาณ ความรับรู้และการยอมรับความจริง และตั้งใจทำเท่านั้นแหละ