ไม่ต้องการดี และไม่มีดี ไม่ควรจะอยู่ดี และตายไปคงไม่ดีเป็นแน่

ฉะนั้นอย่าไปคิดว่า การที่หลวงปู่ต้องนั่งบ่นคอยจ้ำจี้จ้ำไช ด่าว่ากล่าวตักเตือน ไม่ใช่เพียงเพื่อจะให้ตัวเองสูงส่ง ดีเลิศประเสริฐศรีในปฐพีหรอก แต่อยากจะให้พวกท่านทั้งหลายได้รู้จักว่า ธรรมะมันคืออะไร ธรรมะก็คือ การทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ บริสุทธิ์ ถูกต้อง ตรงแนวและยุติธรรม ตามครรลองและทำนองคลองธรรมของกฎเกณฑ์แห่งสังคม และความเป็นสมมติในโลก และในที่สุดธรรมะมันก็เป็นตัวการทำให้เราพ้นจากอำนาจความเป็นสมมติได้ในที่สุด เมื่อเราสามารถปฏิบัติ และยอมกระทำตามสมมตินั้นๆ ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เราก็จะรู้จักมันขึ้นมาเองว่าอาการเช่นนี้ มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติว่า อ้อ! สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงแค่กลกามของโลกที่เป็นสมมติเท่านั้น เราทำมันสมบูรณ์แล้วครบถ้วนกระบวนความแล้ว และก็วางมันได้อย่างสบายใจอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ใครเขาจะมาอาจคัดค้านเราไม่ได้ ใครจะมาว่ากล่าวเราทีหลังก็ไม่ได้ เพราะเราได้ทำมันมาสมบูรณ์แล้วเรียนรู้มันมาสมบูรณ์แล้ว ปฏิบัติมันมาสมบูรณ์แล้ว ยอมรับมันมาสมบูรณ์แล้ว สมบูรณ์ที่สุดแล้วตามหน้าที่ของความเป็นคน หน้าที่ของการเรียนรู้ หน้าที่ของการยอมรับเมื่อทำถึงขั้นนี้เราก็จะรู้เองว่า เราควรจะวางอย่างไร

แต่ถ้าตราบใด ยังเดินผ่านไปเห็นขยะยังไม่หยิบ เห็นความสกปรกยังไม่ล้าง เห็นพื้นที่ไม่สะอาดยังไม่เช็ด เห็นห้องน้ำไฟไม่ปิดก็ไม่ยอมช่วยปิด มองไม่เห็นกิริยาอาการแห่งความโสโครกสกปรกในตัวตนที่ยังมีอยู่ละก็ อย่าไปบอกใครนะว่า เราเป็นคนมีธรรมะ ไม่เชื่อ ร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ หลวงปู่ไม่เชื่อ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปทำอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวนอกเหนือจากความเป็นคนที่สมบูรณ์และมนุษย์ที่ประเสริฐเลย อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าแสดงธรรมะ ไม่ได้สอนสัตว์เดรัจฉาน พรหมเทวดา แด่พระองค์แสดงธรรมะ เพื่อจะสอนคนให้เป็นมนุษย์นะ "มนุษย์" ตัวนี้แปลว่า ใจสูงมันยกระดับจากความเป็นคนขี้เมา สูงจากฝุ่นละอองและผงธุลี ที่จะแปดเปื้อนเรือนเลอะเทอะกับตัวคนเอง และพระองค์ก็ทรงสอน ไม่ได้สอนใครผู้วิเศษที่ไหน สอนคนให้มีชีวิตอย่างไร สอนมนุษย์ให้มีชีวิตสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน

เมื่อเราทำได้อย่างนี้ก็ถือว่า "เราพ้นจากความเป็นคนขึ้นมาสู่ความเป็นมนุษย์" พระองค์ก็ยังมีข้อวัตรปฏิบัติจากมนุษย์ให้ขึ้นมาสู่ความเป็นนักบวช และพระต่อไป

เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่า พระองค์ไม่ได้สอนอะไรไปมากกว่าการทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ตามกาลควรเป็นตามเหตุตามปัจจัยที่เกิดต่อสิ่งแวดล้อมนั้นๆ นั่นแหละคือลักษณะตัวธรรมะ มันไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ ถ้าดูให้มันดีๆ การปฏิบัติตามพระธรรมเพื่อนำสู่ตัวเราเอง ตัวเราเองที่ต้องกำจัดทำลายล้าง ซักฟอก ขัดสี แคะ แกะเกา ให้สนิมร้ายสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย ฝุ่นละอองผงธุลีมันออกไปจากตัวเราบ้าง ให้เหลือไว้แต่ส่วนดีๆ นั่นแหละคือ ขบวนการกำจัดและทำลายของธรรมะ

แต่ถ้าตราบใดที่กิริยาอาการของเรายังไม่สามารถชำระล้างความสกปรกโสโครกออกไปจากตัวเราได้ ยังเป็นคนเกียจคร้าน หยาบกระด้าง โลภโมโทสัน หยิ่งผยอง ทรนงอวดดี ยโสโอหัง จิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัวแล้วละก็ อย่าไปบอกกับใครเขาว่าเรามีธรรมะ ไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะว่าธรรมะมันก็คือ ปฏิกิริยาแห่งการกำจัดคราบ สี เสียงและกลิ่นแห่งความสกปรก ให้มันลดน้อยลงไป หากสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นคราบ สี เสีย แสง กลิ่น แห่งความสกปรกยังคงที่อยู่ละก็ อย่าไปบอกใครว่า เราเป็นคนมีธรรมะ ไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด

หลวงปู่จึงอยากจะบอกท่านทั้งหลายเอาไว้ เตือนกันในฐานะญาติสนิท ที่คิดว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกลว่า พวกท่านทั้งหลายอย่างคิดว่าตัวเองเป็นคนมีธรรมะ เราไม่สังเกตหรือว่า หลวงปู่เดินขึ้นไปบนศาลาและไปยืนมองผ่านอ่างบัว เดินไปรอบๆ และก็ยืนนิ่งๆ แล้วก็พูดอยู่ทุกวันว่า ไม่เห็นพวกเราทำอะไรกัน ไม่มีธรรมะ ไม่เห็นมีธรรมะอะไรเลย รู้แล้วก็ไม่เห็นทำอะไร เพื่อจะเตือนให้ท่านได้รู้ว่า ธรรมะมันไม่ได้มีเอาไว้สำหรับนั่งหลับตา ไม่ได้มีไว้คุยจ้ออวดกัน ไม่ได้มีไว้เพื่อจดบันทึกไว้ในหนังสือ ไม่ได้มีเอาไว้จำ ไม่ได้มีเอาไว้สอน แต่มีเอาไว้กระทำ กำจัดความระยำที่มันหมักหมม หมักดอง อยู่ในหัวใจให้มันลดน้อยลงไป นั่นถือว่าคนมีธรรมะ

เหมือนอย่างหลวงปู่กล้าที่จะก้มกราบตีนเณร ที่เขาสามารถเก็บขี้หมา ที่กองอยู่หน้าโบสถ์ได้ ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็เดินข้ามไปข้ามมา ทั้งๆ ที่เณรองค์อื่นเขาก็มี แต่มีเณรองค์นั้นองค์เดียวที่กล้าทำ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำต่อหน้า แต่ทำลับหลังไม่ได้ทำแบบอวดๆ ด้วย หลวงปู่แอบดูก็เลยไปกราบตีนเคารพ ในพระธรรมของเขา เพราะเขามีธรรมะ ธรรมะชั้นสูงเสียด้วย ไม่ใช่ธรรมะชั้นต่ำ

ฉะนั้น คนมีธรรมะนั้น มันไม่ใช่คนนั่งชูคอบนยอดปราสาท อยู่ในวัดหรืออยู่บนอาสนะสูงๆ แต่งตัวสวยๆหรือว่าแต่งตัวดีๆ ตาสี ตาสา ยายมา ยายมี แต่งตัวอัปรีย์อาจจะเป็นคนมีธรรมะชั้นดีก็ได้ คนแก่ หู ตา มองไม่เห็น ก็อาจจะเป็นคนมีธรรมะชั้นดีก็ได้ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ใกล้ตายก็อาจจะเป็นคนมีธรรมเมาก็ได้ เกิดมาเป็นใบ้ หูหนวก พูดไม่ได้ ก็อาจจะมีธรรมะชั้นเลิศได้ เกิดมาร้อยปีทำดีไม่ได้ ก็อาจจะมีธรรมเมาชั้นแย่ก็ได้

จึงอยากจะฝากบอกเอาไว้ว่า ศาสนานี้เขาไม่ได้ยกย่องคนดี คนแก่ ด้วยการอยู่นาน อยู่นานแต่ทำเป็นอันธพาลตลอดชาติ มีความระยำตลอดชาติ อยู่นานก็เปลืองประโยชน์ เขายกย่องคนแก่ คนดี ตรงที่ทำได้ มีสาระ ปราศจากโทษ ได้ประโยชน์ เกิดวันเดียวก็มีสิทธิ์จะเป็นคนแก่ได้ ชาวโลกชาวบ้านเขาเรียกหลวงปู่ว่า เป็นหลวงปู่ก็ไม่ใช่เพราะว่าหลวงปู่อยู่นาน แต่เพราะหลวงปู่ทำอะไรเพราะหลวงปู่ทำอะไรนี่แหละ จึงทำให้คนทั้งหลายเรียกหลวงปู่ว่า เป็นคนแก่ เป็นผู้เฒ่า แล้วพวกท่านล่ะ พวกท่านทำอะไรกัน เพราะฉะนั้นถ้าคิดมุ่งหวังอยากเป็นผู้รู้ธรรมะเข้าใจธรรมะ เรียนรู้ธรรมะ มีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ อยู่ด้วยธรรมะ อาศัยธรรมะ และก็มีธรรมะเป็นเครื่องไป มาด้วยธรรมะแล้วละก็ ถามกันไว้แค่นี้ว่า พวกเราทำอะไร และกำลังจะทำอะไร อยากจะฝากบอกเอาไว้ ก็เพราะเห็นเข้ามาใช้สถานที่ตรงนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม มันจะพร่ำเพรื่อปฏิบัติธรรมะแบบพร่ำเพรื่อ เปรอะเลอะเทอะ ธรรมะมันเลอะไปหมด เต็มไปหมด ฝุ่นละอองแห่งธรรมะมันกระจุยกระจายจนกระทั่งเต็มไปในหัวใจของผู้ปฏิบัติ เต็มมาจนถึงโต๊ะหมู่บูชา เต็มมาถึงที่นั่งของหลวงปู่ เต็มไปถึงสถานที่ใกล้ๆและไกลๆ รอบๆ บริเวณส้วมเต็มไปด้วยคราบ ด้วยกลิ่น ด้วยสี จะเป็นการแสดงออกของธรรมะชั้นไหน ต้องถามฝากไว้ในหัวใจไว้สักนิด มันต้องรวมไปถึงทั้งพระ ทั้งเณร เถร ชีทั้งหลายด้วยว่า มันเป็นธรรมะชั้นใด

สำหรับหลวงปู่แล้วไม่ถือว่า จำเป็นเฉพาะต้องมีธรรมะในที่นี่ ที่ไหนก็ได้ ที่เราเหยียบย่างเข้าไป ก็ต้องมีธรรมะอยู่ในหัวใจ หลวงปู่ไปอยู่วัดตะลุง วัดเขาบันไดอิฐ อยู่วัดถ้ำสิงโตทอง อยู่วัดถ้ำรังเสือ อยู่ที่เขาตอหม้อ อยู่ที่ไหนๆ ให้ไปถามผู้ที่อยู่ที่นั้นๆ ได้เลย ว่าไม่เคยหยุดนิ่ง เพียงแค่หลวงปู่ไปอาศัยแค่ข้ามวันข้ามคืน ก็ทำให้วัดเขาสะอาด ถางหญ้า รดน้ำต้นไม้ พรวนดิน ปลูกต้นไม้ ล้างส้วม กวาดขยะ เก็บหยากเยื่อ หยากไย่ ไม่เคยหยุดนิ่งเพราะความมีธรรมะที่หลวงปู่รู้อยู่ในตัวว่า คนมีธรรมะเขาไม่ได้นิ่งเฉย ใจมันนิ่งแต่กิริยาอาการไม่ได้นิ่ง ถ้าขืนว่ากิริยาอาการยังนิ่งเฉยต่อสิ่งที่ควรทำ พูด คิด อยู่แล้วเราจะเป็นผู้มีธรรมะไม่ได้ ธรรมะเหมือนกับตัวจักรและฟันเฟือง ที่มันไม่ชำรุด มันจะขยับเขยื้อนเลื่อน ทำให้ตัวเป็นยานพาหนะที่ตนและผู้อื่นพึ่งพิงได้ เคลื่อนไปอย่างดีเยี่ยม และก็เป็นระเบียบเรียบร้อย จนกลายเป็นระบบของใจและกาย คนเราก็เหมือนตัวยานพาหนะ ธรรมะคือสิ่งที่เป็นฟันเฟืองอยู่ในใจ ถ้าฟันเฟืองเหล่านั้น มันไม่บิ่นไม่ชำรุดเสียหาย มันก็จะทำให้ขับเคลื่อนกายไปทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าหากว่าฟันเฟืองมันชำรุดเสียหาย นั่นก็ถือว่าความฉิบหายของธรรมะที่อยู่ในใจนั้น เกิดขึ้นเสียแล้ว กายมันก็ไม่อยากจะทำอะไร มีแต่ความเฉื่อยชาเชื่องช้าตลอดกาล ลองไปถามเถอะ ที่ใดที่หลวงปู่เหยียบย่ำเข้าไปนั้น จะไม่เจริญเป็นไม่มี ไปอยู่วัดตะลุง ลพบุรี อยู่วันแรกก็จับจอบเสียม ถางฟัน ชำระล้างไอ้ที่เขารกกันมาเป็นปีๆ ก็สะอาดภายในไม่กี่วันที่หลวงปู่ไปอยู่ จนชาวบ้านชาววัดต้องละอายร่วมแรงร่วมใจกันกลับมาทำ

เพราะฉะนั้นตัวธรรมะนี้ มันไม่ใช่มีเอาไว้สำหรับที่จะมาเขียนใส่ตำรา คัมภีร์ และก็เรียนกันในห้องเรียน หรือนั่งกันอยู่ในเฉพาะหอพระกรรมฐาน

พวกท่านทั้งหลาย อย่าลืมว่า การปฏิบัติธรรม พูดช้าๆ สั้นๆ ให้หนักแน่นและได้ใจความก็คือ "การปฏิบัติธรรม" สถานที่ตรงนี้เขาเรียกว่า หอพระกรรมฐาน "กรรมคือการกระทำ" "ฐาน คือที่มั่นทำให้ใจนี้มันเป็นที่มั่นของการกระทำได้" ตราบใดที่เรายังไม่มีการกระทำที่เป็นที่มั่นของตัวเอง อย่าว่าแต่อยู่ในหอเลย อยู่นอกหอก็หาว มันก็ป่วยการ เสียเวลาปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ทำฐานที่มั่นของตนให้ดี แล้วเราจะทำอะไรก็ลุล่วงสำเร็จ เพราะเรามีฐานที่มั่นในการทำพูดคิด มันไม่ใช่ต้องมานั่งเสียเวลากับการนั่งหลับตาอย่างเดียวเท่านั้น รวมไปถึงการกิน ยืน เดิน นั่ง นอน ด้วย อย่างที่เมื่อวานหลวงปู่ตอบว่า สมาธิมีไว้ใช้กับกิจการงาน ทำไมต้องเลือกใช้ในเฉพาะกิจการงาน เพราะโจรที่ปล้นเขาได้ก็มีสมาธิ แต่เป็นสมาธิที่ผิด มันควรจะมีชีวิตให้อยู่ในสมาธิ มีสมาธิเป็นเครื่องอยู่ มีสมาธิเป็นเครื่องยืน มีสมาธิกำกับการเดิน มีสมาธิกำกับการพูด มีสมาธิกำกับความคิด มีสมาธิกำกับการแสดงมีสมาธิกำกับการกิน การขี้เยี่ยวตด การนอนนั่ง มันควรจะเป็นไปด้วยอิริยาบถแห่งความรู้เนื้อรู้ตัว นั่นถือว่ามีสมาธิเป็นสมาธิที่อยู่ในขั้นสัมมาสมาธิ ไม่จำเป็นจะต้องมีเฉพาะแค่ทำงาน และถ้าหากว่า คนรู้เนื้อรู้ตัวในขณะกิน ยืน เดิน นั่ง นอน ขี้ เยี่ยว ตดแล้ว ไม่มีการที่ขาขวาเตะขาซ้าย ฟันกัดลิ้นตัวเอง จะไม่มีเด็ดขาด ทุกอย่างมันจะสมบูรณ์แบบในหน้าที่ของมัน

เพราะเรามีตัวเจ้านายที่มีพลังอำนาจ คือตัวสมาธิที่เกิดจากตัวสติ คอยควบคุมกำกับดูแล กาย วาจา ใจ และอิริยาบถทั้งหลาย ให้ทำงานอย่างสมบูรณ์ บริสุทธิ์ ยุติธรรมถูกต้อง ตรงแนวเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยของหลักการแห่งธรรมชาติ และเพียบพร้อมไปด้วยการรับผิดชอบ ต่อหน้าที่แห่งความเกิด และทำงาน นั่นคือคนมีสัมมาสมาธิ แต่ถ้าอะไรๆ มันยังเลอะเทอะเหลวแหลกเยอะแยะอยู่ละก็ อย่าไปบอกใครว่าเรามีสมาธิ ปกติหลวงปู่ชอบเสียงดนตรี ชอบดอกไม้ ชอบอิสระ ชอบเสรีภาพ ชอบฟังเสียงน้ำไหลกระทบหินผา ชอบสายลม แสงแดดยามเช้า ชอบกลิ่นอายธรรมชาติ ก็เพียรพยายามจะทำตัวเองให้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม เพื่อจะดูตัวเองว่า มันเป็นความชอบที่เกิดจากกามหรือเป็นความชอบที่เกิดจากนิสัยแท้ๆ ก็เพียรพยายามจะตัด จะสะสางตัวเองด้วยธรรมะ ด้วยความอดทนอดกลั้น ตั้งอกตั้งใจที่จะทำให้มันจริงๆ จังๆ

เพราะฉะนั้นต้องฝากลูหลานทั้งหลายเอาไว้ว่า นี่ก็หลายฝากแล้วนะ เอาเป็นว่าขอฝากอีกทีหนึ่งว่า ธรรมะชั้นสูงสุดยอด วิเศษสุดนั้น ไม่ใช่เรียนมาจากตำรา อย่างที่หลวงปู่บอกเอาไว้ในบทโศลกว่า

ลูกรัก....สุดตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก วินัยปิฏกมันไม่ได้ทำให้เจ้าเข้าถึงธรรมะ มันเป็นเพียงสื่อบอกธรรมะเท่านั้น การที่เจ้าจะเข้าถึงธรรมะได้ เจ้าต้องกระทำมันด้วยใจ ทำหน้าที่ทุกอย่างที่มีด้วยใจ ที่รู้แจ้งนั่นแหละถึงธรรมะ และเป็นธรรมะชั้นสูง เป็นพระบริสุทธิธรรม เป็นวิมุตติธรรม เป็นสัจธรรม เป็นอริยธรรม เจ้าก็จะได้ถึงความเป็นอริยเจ้า อริยบุคคลได้ในที่สุด

หรือไม่ก็มีบทโศลกที่หลวงปู่ได้เขียนเอาไว้ว่า

ลูกรัก....ระเบียบกฎเกณฑ์ กติกา ที่หยุมหยิมยึกยัก นิดหน่อย น้อยนิดนั้น เจ้าอย่าคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ สำหรับพ่อแล้วถือว่าเป็นเครื่องมือ ในการปลุกให้เจ้าตื่น ให้เป็นผู้ตื่น และตื่นอย่างระมัดระวังทีเดียว เพราะความระมัดระวังว่า จะผิดกับกฎเกณฑ์กติกา และต้องทำมันด้วยใจนั้น มันจะทำให้เราเป็นผู้รู้ ตื่นขึ้นมาอย่างชนิดที่เราไม่คิดยว่ามันจะตื่นจริงๆที่ต้องตั้งกฎเกณฑ์กติกาเอาไว้สำหรับผู้ใช้หอพระกรรมฐาน เพื่อจะเป็นเครื่องมือปลุกให้เราตื่นเท่านั้นเอง ตื่นจากอะไร? จากความโง่ งี่เง่า หลงงมงายและตื่นจากตายอย่างชนิดที่ไม่อยากตาย หรือไม่เตรียมตัวตาย ไม่รู้ว่าวันตายและไม่รู้ว่าชีวิตหลังความตายจะเป็นเช่นไร เมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้วเราจะรู้ทันทีว่าชีวิตหลังความตาย ของผู้ตื่น จากราคะจากความโกรธ จากความรัก จากความชัง จากความชอบ จากความหลง จากความตกเป็นทาส ด้วยการยอมรับปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกา อันหยุมหยิมยึกยักเหล่านั้นอย่างมีมหาสติ มันจะทำให้เราเป็นสุขสันติ อิสระ บริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์ความระแวดระวังต่อการทำผิดกฎ นั่นแหละคือตัวการแห่งสติ มันคือตัวมหาสติอย่างยิ่งแหละและจะไปฝึกสติที่ไหนอีก ถ้าท่านยังไม่ยอมระแวดระวัง ต่อกฎเกณฑ์กติกาที่มีอยู่ การเรียนรู้ธรรมะจากธรรมชาตินี้ มันไม่มีขั้นตอนอะไรมากไปกว่า ชีวิต วิญญาณ ความรับรู้ และการยอมรับความจริงอย่างซื่อตรง จริงใจ ใช้ปัญญา และตั้งใจทำเท่านั้นแหละ สาธุ สาธุ พระพุทธะกำลังจะเกิดแล้ว

ลูกรัก
จงยืนให้เป็น เดินให้เป็น นั่งให้เป็น นอนให้เป็น อิริยาบถทั้งหมดนี้ สำหรับผู้ยังหลับใหลต่างจากผู้ตื่น ชนิดขาวกับดำเลยทีเดียวหละ

ลูกรัก
จงใช้ชีวิตวิญญาณของท่าน ด้วยความประหยัดต่อของเครื่องใช้ทุกสรรพสิ่ง และเต็มเปี่ยมไปด้วยประโยชน์

ลูกรัก
มหาสติ มีอิริยาบถเป็นเครื่องอยู่ มีความรู้เป็นจุดมุ่งหมาย

ลูกรัก
มนุษย์เรามีอิริยาบถทุกขณะจิต เราควรจะพัฒนาอิริยาบถนั้นๆ ให้สะอาดทุกขณะจิต

ลูกรัก
ธรรมชาติ คือ ชีวิต ช่วยพิชิตความสกปรก นี่ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะความสกปรกเป็นภัยต่อชีวิต