ภิกษุรูปหนึ่งมีวาทะกล่าวว่า : จงปล่อยธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติอย่างที่เขามีเขาเป็น
Lap die Natur ihren naturichen Lauf gehen
หลวงปู่กล่าวว่า : ถ้ามีเรื่องยึดมันก็ต้องมีเรื่องบ่อย จากบทโต้ตอบ กระแสแห่งถ้อยคําแรกนําพาเราไปสู่กรอบของความคิดแห่งจิตใจแบบ "ปล่อยวาง" "ไม่กระทํา" หรือ "ไม่เกี่ยวข้อง" ราวกับว่าเมื่อปฎิบัติตามถ้อยความนั้นเราจะบรรลุถึงความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ และสรรพสิ่ง อย่างไรก็ตามกระแสของคํากล่าวที่สองได้ทักท้วงและกระตุ้นเตือนเราว่า กรอบทางความคิดแห่งการการปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเองมีรากฐานมาจากการปฎิเสธความยึดติดซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้รูปแบบใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งยังเป็นการกําจัดเสรีภาพแห่งการคิด และสติปัญญาไว้ภายใต้ข้อแม้บางอย่าง แม้ว่าข้อแม้นั้นจะดูราวกับว่ากว้างขวาง ใหญ่โต หรือให้เสรีภาพ แต่ก็ยังจัดเป็นเงื่อนไขแห่งความคิดและสติปัญญานั่นเอง ที่จริงแล้วเพียงแต่รู้เท่าทันค่ายกลทางความคิดทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ ทั้งยังยึดติดและการปล่อยวาง ย่อมบรรลุถึงการปลดปล่อยที่แท้ และอิสรภาพที่เป็นตัวชีวิตจริงๆ ย่อมปรากฎอย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่า วาทะของท่านแรกมีทัศนะแบ่งแยกจิตออกจากวัตถุ คํากล่าวนี้ชี้เป็นนัยว่าถ้าจะเกิดความสงบ จงแยกเอาจิตไว้ต่างหากอย่ายุ่งเกี่ยวกับวัตถุ ฉะนั้นถ้าหาข้อสรุปที่มีอยู่ในใจของผู้กล่าวข้อความแรกก็อาจเป็นไปได้ว่าท่านผู้นี้ยึดถือจิตนิยม (ในความหมายของอัตตานิยมที่ซ่อนเร้นอยู่) และปฎิเสธให้วัตถุเป็นเรื่องรอง แม้จะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่ายึดถือจิตในความหมายว่าเป็นตัวตนที่แท้และเป็นบทหลักที่ต้องหวงแหนก็ตาม วาทะของหลวงปู่ได้แย้งวาทะของท่านแรก โดยสืบค้นเข้าไปในเชิงจิตวิทยาว่าถ้าจะให้จิตเป็นศูนย์กลางการคิดและการกระทําโดยมีฐานะเป็นผู้คิดผู้กระทําแล้ว จะให้อยู่แยกขาดจากสิ่งที่มารองรับการกระทําได้อย่างไร และบางทีการปฎิเสธสิ่งที่มารองรับการกระทําหรือวัตถุในแง่หนึ่งอาจเป็นการหลอกตนเอง หรือฝืนความรู้สึกตนเองไม่ให้ไปนิยมวัตถุ ทั้งที่มีความปรารถนาอยู่ในใจ อย่างไรก็ตาม ภายหลังประโยคสุดท้าย เราอาจสรุปว่าเราควรจะ ปฎิเสธทั้งจิตและวัตถุ หรือ ยอมรับทั้งจิตและวัตถุหรือ ไม่ปฎิเสธ ไม่ยอมรับแต่รู้จักใช้สิ่งที่เรียกขานกันว่าคือ จิตและวัตถุ โดยมีบทรองรับที่หลวงปู่ได้แสดงได้ว่า
"คนฉลาดใช้กิเลส คนโง่โดนกิเลสใช้"
บทวิจารณ์นอกแบบ เราคงรู้สึกได้ว่า ท่านผู้กล่าวสองประโยคแรกมีความรู้สึกรุนแรงต่อการยอมรับ และปฎิเสธในวัตถุแต่สําหรับประโยคสุดท้ายคล้ายกับจะเตือนด้วยความเอื้ออารีว่า นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะยังมีการยอมรับในจิตของตน ยังมีความรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ ซึ่งเป็นเหตุให้หมุนวนอยู่ในโลกแห่งความคิดความสับสนในการยอมรับและปฎิเสธ นั่นไม่ใช่ของวิเศษในพระศาสนาซึ่งขัดกับหลักการแห่งพระศาสนาที่ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรและสุญญตา
มรดกที่พ่อมอบให้
สาธุวันทาคุณบิดามารดา สาธุวันทาคุณครูบาอาจารย์ ในตัวบทต่อไปนี้ เราจะได้เห็นการแสดงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ในอีกแง่มุมหนึ่งของท่านผู้เฒ่าซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่แนบแน่นบริสุทธิ์และเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมของครูที่มีต่อลูกศิษย์ในภารกิจของการปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นด้วยคําพรําสอนที่เรียบง่าย และพื้นๆเป็นอย่างยิ่ง ความผูกพันเช่นนี้เป็นลักษณะสําคัญที่ดํารงอยู่ในพุทธวัฒนธรรมทั่วโลกมาช้านาน และอาจกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะสําคัญประการหนึ่งของการธํารงไว้ ซึ่งพุทธศาสนาในฐานะตัวชีวิตและวิถีปฎิบัติอันเที่ยงตรงของชีวิตประจําวัน ในอารยธรรมของชาวพุทธทั่วประเทศไม่น้อยไปกว่ากิจกรรมทางภูมิปัญญา หรือศาสนพิธีอื่นๆ ครูในความหมายและความรู้สึกของชาวพุทธจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดกัลยาณมิตร หรือเป็นรุ่งอรุณของเส้นทางสายอารยะ
ครูและศิษย์
ลูกรัก ครูที่ดีไม่ต้องการศิษย์ ควรจะเป็นศิษย์ที่ดีต่างหากที่ต้องการครู ควรจะมีการทดสอบกําลังใจและความอดทน เพียรพยายามดูกันหน่อย ก่อนที่จะเรียนรู้ เมื่อครูที่ดีมีศิษย์แล้ว ทุกอย่างจะต้องเป็นเส้นตรง จะคดโค้งเปรอะเปื้อนบิดเบือนมิได้ มันจะเป็นผลให้ศิษย์ที่ดีได้ดีจริงๆ ควรขยําขยี้ทุกกรรมวิธีจนกว่าศิษย์จะได้ดี ศิษย์ที่ดีจงสํานึกไว้เถอะว่าระเบียบปฎิบัติอันเคร่งครัด เข้มงวดหยุมหยิม ยุบยิบ เล็กน้อย นั้นสามารถปลุกให้ท่านตื่นอยู่เสมอถ้าหากปฎิบัติด้วยใจ
อริยกันตศีล
ลูกรัก
การค้นหาตัวเจ้าเอง เป็นกิจเบื้องต้นของศาสนธรรมนี้ เจ้าจะต้องประพฤติให้อยู่ในอริยกันตศีลให้จงได้ เจ้ารู้ไหมว่าอริยกันตศีล คือ ศีลที่พระอริยเจ้าพอใจนั้น มันจะต้องเกิดมาจากใจที่ไร้ความปรุงแต่ง และคราใดที่ลูกทําได้ ครานั้นเจ้าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงธรรมชาติแห่ง
จักรวาลและนิพพาน ลูกรักเจ้ารู้ไหมว่า วิธีรักษาศีล อริยกันตศีลนั้นเขาทํากันอย่างไร โดยที่ไม่เกิดความรู้สึกยากลําบาก วิธีก็คือ เจ้าจะต้องเรียนรู้ศึกษาสรรพสิ่งรวมทั้งตัวเจ้าเอง ให้ลึกซึ้งแจ่มแจ้งว่า เกิดขึ้นเพราะเหตุใด ดํารงอยู่เพราะปัจจัยอะไร สุดท้ายมีสภาพเช่นไร
เมื่อเจ้าเรียนรู้แจ่มแจ้งได้ดังนี้ มันจะทําให้เจ้ามิกล้ากระทําต่อสิ่งที่ล่วงเกิน ละเมิดต่อศีลทุกๆข้อ ถ้าเจ้าทําถูก ก็คือการที่เข้าใจต่อสรรพสิ่งนั่นแหละ มันจะทําให้เจ้ารักษาอริยกันตศีลไปโดยปริยาย ถ้าเจ้าต้องการที่จะเป็นผู้มีอริยกันตศีลแล้วช้อแรกจะต้องเข้าใจเรื่องการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับของทุกสรรพสิ่ง ให้ถึงถ่องแท้เสียก่อน ถ้าสามารถเข้าใจได้ก็สามารถที่จะมีศีลอันพระอริยเจ้าชอบใจได้
การฝึกตน
ลูกรัก เจ้าจะต้องให้ครูผู้ยิ่งใหญ่ได้รู้ว่า เจ้าพร้อมต่อทุกวิถีทางที่จะให้ครูผู้มีใจอารีอบรม ขุดขัดปัดเงาให้เจ้าสดใสขึ้นมาได้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ครั้งแรกต่อบททดสอบ มันอาจจะดูยากเย็นและลําบากต่อเจ้าและถ้าเจ้าทนต่อบททดสอบนั้นๆ มันมิใช่เป็นเรื่องแปลกแต่สําหรับพ่อนั้นกลับคิดว่า มันกลับเป็นบททดสอบอันสุดวิเศษว่า เจ้าจะเป็นคนจริง และกล้าหาญเพียงใดมันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะล้มเลิกมันหรือเริ่มต้นมันขึ้นมาใหม่ ศิษย์ที่ดี ควรจะทําทุกวิถีทางเพื่อให้ครูได้ทราบว่าเขาพร้อมทุกอย่างและทุกวิถีทางโดยไม่จํากัดวิธีการ ขอเพียงวิธีนั้นๆมักจะทําให้เขากลับสู่ความเป็น "เอกบุรุษ" คือการทําความรู้จักตัวตน ถึงแม้จะต้องป่นอวัยวะทุกชิ้นของตนเพื่อค้นหาก็ต้องยอม
พระบริสุทธิธรรม
ลูกรัก อริยธรรม สัจธรรม พระบริสุทธิธรรมเจ้าจักเข้าถึงมันได้ต่อเมื่อใดที่เจ้าค้นหาตัวเองแท้ให้พบเสียก่อน เจ้าจักสําคัญความนี้ไฉน ความไม่รู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้เกิดความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ตัณหาอุปปาทาน กิเลส ตัณหา อุปปาทาน ก้คือ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง และการยึดถือ ถ้าเจ้าถามพ่อว่า ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลงมีตัวตนหรือไม่ พ่อกต้องตอบว่ามันมิได้มีตัวตน
การเรียนรู้ทางวิญญาณ
ลูกรัก ถ้าเจ้าจะขอร้องให้พ่อสอนเจ้าในเรื่องที่เกี่ยวกับระบบจิตและขอให้พ่อสอนอย่างมีระบบ พ่อคิดตามภาษาคนโง่ว่าจากการที่พ่อมีประสบการณ์ทางจิตที่ผ่านมาพ่อมิได้เรียนรู้เรื่องจิตจากเกณฑ์กติกาอะไร เพียงแต่พ่อพยายาม จัดระเบียบของกายตนเองให้เป็นระบบของใจ แล้วคอยสังเกตถึงสภาวะความเป็นไป ในขณะเดียวกันพ่อก็พยายามชําระความสกปรกโสโครกที่เกิดขึ้นกับตัวพ่อเองและใจของพ่อ โดยการเฝ้าสังเกตและคอยแยกแยะ ทดสอบ พิสูจน์ ทราบว่าสิ่งนั้นๆ มันเป็นอะไร เป็นความรู้สึกหรือความต้องการของสภาวะแท้จริงล้วนๆ หรือไม่ ถ้าไม่ใช่พ่อก็จะกําจัดออกทันทีหรือไม่ทําตามที่มันต้องการ วิธีชําระล้างอีกวิธีหนึ่ง คือ พ่อพยายามคอยหยั่งความรู้สึกลงไปภายในกายลึกๆ อยู่ตลอดเวลา จนมันสนิทแนบแน่นโดยการพิจารณาสภาพร่างกายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ต้องให้เจ้าเรียนรู้ด้วยตัวเอง
กติกาแบบธรรมชาติ
ลูกรัก เวลาใดที่เจ้าต้องการจะชําระล้างร่างกาย เวลานั้นเจ้าจะต้องชําระล้างร่างกายด้วยจิตใจที่จดจ่อ ในขณะนั้นเจ้าควรพิจารณาด้วยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภาระที่เจ้าจะต้องทํามันอย่างไม่มีวันหยุด ถ้าตราบใดที่เจ้ายังไม่สามารถถ่องแท้ต่อตัวเจ้าเองและธรรมชาติ จงใช้ชีวิต วิญญาณด้วยความประหยัดต่อของเครื่องใช้ทุกสรรพสิ่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยประโยชน์
เมื่อถึงเวลากิน จงกินให้อิ่ม
เมื่อถึงเวลาทํา จงทําทุกอย่างให้เต็มที่
เมื่อถึงเวลานอน จงนอนให้เต็มที่
และเมื่อถึงเวลา "ตื่น" จงตื่น
ตื่น และตื่น จริงๆ
การกราบไหว้พระในยามเช้า
ลูกรัก การที่พ่อปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมาสวดมนต์ตอนเช้ามืด ในเวลาที่อากาศเหน็บหนาว ด้วยจิตใจที่จดจ่อ ก็เพื่อต้องการให้เจ้ามีการจัดระเบียบของจิตตนให้ตื่นขึ้นมา และจะได้ทําหน้าที่ของสังคมชาวอริยะได้ดี ตลอดทั้งวันอย่างมีประสิทธิภาพ สําหรับผู้ตื่น ถ้าคิดจะไหว้หระก็ไหว้โดยมิได้ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ สักการะกราบไหว้เพราะเป็นตัวอย่างของผู้รู้ ผู้ตื่น และเบิกบาน แต่สําหรับผู้ใหม่ ถือว่าการทําความเคารพกราบไหว้เป็นการฝึกปรือความอ่อนน้อมไปในที
ลูกรัก จงอย่าทําลายเพื่อการพัฒนา สําหรับความรู้สึกที่มีต่อธรรมชาติแล้วจงให้ความเอาใจใส่ต่อมันในระยะแรกของการเรียนรู้ ไม่ว่าคําสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือของพ่อจะวิเศษพิศดารขนาดไหนมันจะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลยถ้าเจ้าไม่นําไปประพฤติปฎิบัติ
สืบทอดจิตวิญญาณของพุทธะผู้อิสระ
ความอ่อนน้อมถ่อมตน หลวงปู่เคยกล่าว เจ้าจักสําคัญ ข้อความโบราณนี้เป็นไฉน รวงข้าวยิ่งสุกก็ยิ่งอ่อนน้อม
ความปริศนาข้อนี้ชวนให้เราหันมามองดูธรรมชาติเล็กๆ เพื่อเป็นบทเรียนเทียบเคียงกับจริยปฎิบัติในชีวิตประจําวันของเราเมื่อเราพิจารณาดูสภาวะของต้นข้าวที่ยังเป็นต้นอ่อนเราจะพบว่ามันพากันแทงยอดชูขึ้นหาแสงแดด แต่เมื่อมันสุกพร้อมต่อการเก็บเกี่ยวมันจะค้อมตําลงดูราวกับน้อมรับการเก็บเกี่ยวที่จะมาถึง เฉกเช่นมนุษยที่พัฒนาตนจนมีวุฒิภาวะเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะบําเพ็ญประโยขน์เพื่อผู้อื่นและสรรพสัตว์ จะมีตนอันเสมอด้วยแผ่นดินอันมีลักษณะของการเป็นรากฐานรองรับสรรพสิ่งผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนนี้มิได้มีจุดยืนอยู่ที่ตนเองเป็นใหญ่ จึงไม่มีความทะยานอยาก หรืออาการแก่งแย่งช่วงชิงเพื่ออยู่เหนือผู้อื่นด้วยเหตุนี้ จึงมีความพร้อมต่อการพัฒนาคุณธรรมข้ออื่นๆ จึงมีคํากล่าวของท่านผู้เฒ่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นรากเหง้าของ สัจธรรม อริยธรรม วิมุตติธรรม และบริสุทธิธรรม อย่างไรก็ตาม ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนละเรื่องกับความพินอบพิเทาเพื่อสยบยอมต่ออํานาจใดๆ หากแต่จุดยืนอยู่บนความอิสระความมั่นใจ และเปี่ยมด้วยพละกําลังของความดี
บทวิจารณ์นอกแบบ ถ้าจะมองกันอีกแง่มุมหนึ่ง การที่บุคคลมีชีวิตเพื่อเรียน เขียน อ่าน และท่องบ่น เพียงเพื่อจะถีบตนให้พ้นจากความอับจนทางปัญญา สุดท้ายก็จะพา ชีวิตเผชิญกับหลายสิ่งที่เหนือการคาดคิด ทั้งชนิดที่แรง หนักและเบา ถ้าหากทําตัวโง่เขลาเฝ้ายืนโดเด่นเป็นราศรีก็คงจะต้องเสียทีเพราะคลื่นลมแต่ละทีมันรุนแรง คงต้องหักพังและโค่น หรือไม่ก็โยกโคนและโอนเอน อาจต้องเบี่ยงเบนกลายเป็นบ้า เพราะไม่บูชาความถ่อมตน
ถิ่นที่อยู่
มีผู้ถามว่า หลวงปู่พํานักอยู่ที่ไหน
หลวงปู่ตอบ
แผ่นดิน คือ พื้นห้อง
ภูเขา คือ เสาเรือน
ฟ้า คือ หลังคา
นั่น คือ ที่อยู่ของข้า
คําตอบของพระผู้เฒ่า แม้ดูราวกับท่านตอบคําถามนอกประเด็น ทว่าเมื่อพิเคราะห์พิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปกลับกลายเป็นการขยายกรอบความคิด และเป็นการตอบที่ให้ความหมายในมิติใหม่แก่คําถาม อันอาจจะนําพาผู้ฟังไปสู่บทสรุปใหม่ในทางคุณธรรม ในขณะเดียวกับที่สะท้อนถึงความกลมกลืนและความเป็นเอกภาพของธรรมชาติกับชีวิตจิตใจที่บริสุทธิ์เรียบง่าย เมื่อเราสังเกตธรรมชาติของแผ่นดินเราย่อมตระหนักถึงความหนักแน่นและความเป็นรากฐานอุ้มชูสิ่งทั้งปวง จึงเปรียบได้กับความโอบอ้อมอารีและความถ่อมตน ในขณะที่เราเพ่งพินิจภูเขาที่ยืนตระหง่าน เรายอมสัมผัสถึงความสงบนิ่งไม่หวั่นไหวต่อลมพายุสะท้อนถึงเอกัคตารมณ์ และอุเบกขาแห่งจิต เมื่อใดที่เรามองดูฟากฟ้า เราย่อมรู้สึกได้ถึงการปลดปล่อยและเสรีภาพที่ไร้ขอบเขตนําพาเราไปสู่ปัญญาบริสุทธิ์ และความหลุดพ้น ตําตอบของหลวงปู่ผู้เฒ่า จึงเป็นการสะท้อนความกลมกลืนกันของธรรมชาติ ภาวะการดํารงชีวิต จิตวิญญาณ และคุณธรรม
บทวิจารณ์นอกแบบ เราอาจมองได้อีกรูปแบบหนึ่งว่า เป็นการบอกกล่าวถึงคุณธรรมแห่งธรรมะที่มีอยู่กับผู้ใด เกิดกับผู้ใด ก็จะทําให้ผู้นั้นมีความรู้สึกกว้างขวางใหญ่โต มีสมรรถนะ เอกภาพ และมีคุณสมบัติในการใช้ชีวิตให้ผสมกลมกลืนกับ เอกภพ และจบลงตรงความเป็นอิสระอย่างไร้ที่อยู่จริงๆ
ชีวิตกับความคาดหวัง
ลูกรัก ผู้คนทั้งหลายที่มีชีวิตวันนี้ ก็เพื่อจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่คาดหวัง แต่สําหรับพ่อมีชีวิตอยู่ในวันนี้ มิใช่รอให้ถึงวันพรุ่งนี้(เหมือนกับเศร้า แต่มิใช่เศร้า) ชั่วชีวิตของพ่อ ไม่เคยมีวันข้างหน้าเลย
ปุถุชน มีชีวิตเพื่อวันข้างหน้า เพราะมีความพร่องในวันนี้จึงแสวงหาความเต็มในวันพรุ่ง ผิดหรือถูก อริยชนมีชีวิตอยู่กับวันนี้ เพราะการกระทําในวันนี้มีคุณค่าสูงสุดบริบูรณ์ครบถ้วนในตัวเอง คําถามเรื่องสิ่งที่ดีกว่าจึงไม่จําเป็น จริงหรือไม่ จะผิดหรือถูกอยู่ที่ใจมนุษย์ อยากมีทุกข์หรือหลุดพ้น ปรารถนาจะอยู่ในโลกแห่งความจริงแท้หรือโลกแห่งความฝันตลอดกาลแล้วโลกใบไหนกันแน่ที่มีคุณค่าและความหมายสูงสุด ความทุกข์ทรมานมิได้เกิดขึ้นจากความคาดหวังหรอกหรือ
ต้นไม้ที่ยืนต้นตาย
จะมีสักกี่คนที่มีชีวิตอยู่ได้
อย่างไม่มีความหวัง
ใครรู้ช่วยบอกทีว่า
เหตใด ทําไม
ต้นไม้จึงยืนตาย
ด้วยมิใช่สายลมที่เคลื่อนไหวชั่วนิรันดร มิใช่คลื่นทะเลที่สาดซัดไม่รู้จบ หรือมิใช่ภูผาที่ตั้งตระหง่านเปี่ยมพลังอํานาจชีวิตตลอดกาลต้นไม้จึงยืนต้นตาย เช่นนี้อาจเป็นเพราะขาดจิตวิญญาณแห่งการมีชีวิตอยู่อย่างรื่นเริงเบิกบาน และอาจหาญ เฉกเช่นลม คลื่น และหินผา
บทวิจารณ์นอกแบบ อาจเป็นไปได้ไหมว่า ความหมายของคําว่าต้นไม้ที่ยืนต้นตายจะสื่อให้เราทั้งหลายได้เข้าถึง ความเหือดแห้งสนิทของอารมณ์แห่งกาม ความยอมรับและปฎิเสธ เปรียบประดุจนํ้าหล่อเลี้ยงต้นไม้นั้น
เป้าหมาย
ลูกรัก บางทีพ่อก็ให้คําตอบแก่ตัวเองไม่ได้ว่าพ่อมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร (คนเราถ้ามีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นมากเกินไปก็ทําให้ไม่สามารถมองอะไรได้ออก)
เมื่อหนึ่งสิ่งมลายหายไปหลายสิ่ง คําถามในเป้าหมายของหนึ่งสิ่งจึงกลับ กลายเป็นเป้าหมายของหลายสิ่ง เช่นนี้แล้วจะถามหาเป้าหมายของหนึ่งสิ่ง โดยมุ่งตรงไปหลายสิ่งได้อย่างไร ผู้ที่เข้าใจหลักของความสอดคล้องประสานสัมพันธ์ ของสรรพสิ่งย่อม ตระหนักรู้ว่าภาวะการดํารงอยู่ของตนเองอาจยังผลกระทบต่อสรรพสิ่ง ฉะนั้นทุกๆ ขณะ ทุกๆ บทบาท ทุกๆ ขั้นตอนของการกระทําย่อมคํานึงถึง ความเป็นทั้งหมด หรือที่เรียกว่าส่วนรวมอันได้แก่ คนอื่น และสิ่งอื่นแล้วย่อมจะดํารงเริ่มต้นของสันติภาพ และเสรีภาพที่แท้จริง
บทวิจารณ์นอกแบบ ในประโยคแรก คล้ายๆจะบอกให้เราได้รู้ว่า ผู้พูดได้รับประโยชน์และถึงแก่นสารสาระของชีวิตอย่างเต็มบริบูรณ์แล้ว จึงไม่รู้ว่าจักมีชีวิตเพื่ออะไรอีกต่อไป และถ้ามองอีกแง่หนึ่งก็อาจมองได้ว่า เป็นคําเพ้อ ตัดพ้ออย่างท้อถอย ในความไม่มี ไม่ดี ไม่เต็ม และสิ้นหวังของชีวิต ประโยคที่สองคล้ายๆ กับจะบอกให้เราได้รู้ว่า การมีชีวิตเพื่ออะไร อะไรของ ผู้อื่นมากเกินไป มันก็อาจจะทําตนให้มีแต่ความเศร้าซึมและผิดหวังอย่างสาหัส ซึ่งเป็นอาการน่าเป็นห่วงก็ได้ ในทางกลับกัน การที่จะทําอะไรๆ เพื่อสิ่งอื่นของผู้อื่น มันอาจจะทําให้ตนลืมระแวดระวังในความผิดพลาดของตนเองก็ได้
ความศักดิ์สิทธิ์
ลูกรัก
ความเห็นของพ่อมีว่า
ถ้าความศักดิ์สิทธิ์ของ
ดิน นํ้า ลม ไฟ และฟ้า
มีอยู่จริง
พ่อก็คิดว่า
นกที่บินอยู่บนฟ้า
ปลาที่อยู่ในนํ้า
สัตว์ที่อยู่ในดิน
มันคงจะไม่ลําบากขนาดนี้เป็นแน่
วาทะข้างต้นเป็นถ้อยแถลงที่ชี้แสดงอย่างมีเมตตาธรรมให้เห็นว่ามีแต่ผู้อ่อนแอ และโง่เขลาเท่านั้นที่ยังยึดถือพึ่งพิงความศักดิ์สิทธิ์ภายนอกตัว นก ปลา และสรรพสัตว์เป็นตัวแทนของอวิชชาหรือความไม่รู้ ส่วนดิน นํ้า ลม ไฟ เป็นตัวแทนสิ่งที่เป็นรูปธรรมมีตัวตนจับต้องได้อย่างเช่น ตัวบุคคลและวัตถุสิ่งของในขณะที่ฟ้าเป็นตัวแทนของนามธรรม อันได้แก่ หลักการ ลัทธิ ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งอํานาจ และอุดมการณ์ นับได้ว่าเป็นบทอุปมาที่ช่วยตักเตือนความรู้สึกที่ชอบบรวงสรวง อ้อนวอน หรือพึ่งพิงอิงแอบสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงและมั่นใจในชีวิต ของตนได้อย่างงดงามและครอบคลุมทุกรูปลักษณ์และแง่มุมของสิ่งที่ถูกยึดถือพึ่งพิงจริงๆ
บทวิจารณ์นอกแบบ ดูเหมือนกับผู้เขียนจะบอกให้ชาวเราได้รู้ว่า อะไรคือความศักดิ์สิทธิ์ที่
สามารถให้สรรพสัตว์ได้พึ่งพิงอิงแอบอาศัยได้อย่างดีเลิศ อะไร อะไร มันคืออะไรละ ใครรู้ช่วยชี้ให้ดูที
ศีลธรรม
ลูกรัก
ถ้าเจ้าต้องการพ้นทุกข์
ศีลธรรมไม่ทําให้คนพ้นทุกข์
เพียงแต่ใจไม่ปรับปรุง
ประตูของ
ธรรมชาติ จักรวาล และนิพพาน
ก็จะเปิดรับ
ศีลธรรม (Morality) ครอบคลุมถึง แนวความคิด ความหมาย คุณค่า หรือแม้แต่ค่านิยมชุดใดชุดหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ปฎิบัติต่อกันทั้งที่มี จุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมในระดับหนึ่งซึ่งเหมาะกับ ยุคสมัยหนึ่งๆ อย่างไรก็ตามไม่ควรสําคัญผิดคิดว่าศีลธรรมเป็นที่พึ่งสูงสุด เป็นสิ่งสมบูรณ์เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตัวบทนี้ จึงเป็นคําเชื้อเชิญผู้ที่เคร่งครัด ในศีลธรรมจนกลายเป็นความเคร่งเครียดแก่ผู้พบเห็นให้หันกลับมาสัมผัสกับสภาวะแท้ๆ ของธรรมชาติและจักรวาลที่ปลอดพ้นจากการสร้างเงื่อนไขต่างๆ ให้กับจิตใจ และโดยนัยนี้คุณงามความดีอย่างเป็นธรรมชาติจะเกิดขึ้นมาเอง โดยที่ไม่จําเป็นต้องมีมาตรฐานทางศีลธรรมใดๆ มาเป็นแม่แบบความประพฤติที่ตายตัว
ความลับของถํ้า
ครั้งหนึ่ง มีพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งพากันมากราบหลวงปู่
หลวงปู่กล่าวว่า : พวกมึงมาทําไม
มากราบหลวงปู่ครับ
ทําไมต้องกราบด้วย
.....เข้าไปอยู่ในถํ้า
ชนส่วนมากพากันแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อจะใช้เป็นที่พึ่งพา หรือสักการะเพราะหวังว่าจะเป็นมงคลแก่ตน ท่านผู้เฒ่าเป็นผู้ตั้งคําถามต่อการกระทําเช่นนั้น พร้อมทั้งเผยแสดงแง่มุมของความศักดิ์สิทธิ์ชนิดใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับการกระทําภายนอก นั่นคือการสํารวจภายใน ด้วยความสงบเงียบและ ลึกลับของถํ้า เราจะได้ยินสรรพสําเนียงของความนึกคิด และจิตใจอุบัติขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าดังก้องโสตประสาทของเราอยู่ตลอดเวลา และเมื่อนั้นเราอาจค้นพบความโฉดเขลา ความหวาดวิตก หรือความชั่วร้ายทั้งหลาย ทั้งปวงซ่อนเร้น แฝงอยู่ภายใต้ม่านมายาแห่งความเป็นนักบุญของเรา และเมื่อเรารู้จักตนเองก็จะไม่มีการหลอกตัวเองอีกต่อไป เมื่อเมฆหมอก ร้ายกาจที่มาบดบังดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ได้เผยแสดงตนอย่างถึงที่สุด และได้ผ่านพ้นไปโดยเราไม่คิดจับฉวยมันไว้อีก ความสว่างไสว ความสดใส และความศักดิ์สิทธิ์ของดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์นั้นก็จะปรากฎแสดง ให้เราได้ชื่นชมและเมื่อเราออกมานอกถํ้าแล้ว เราคงกราบไหว้หลวงปู่ได้ด้วยใจที่สามารถเคารพในตัวเองได้และเมื่อนั้นหลวงปู่คงกล่าวแก่เราว่า สาธุ เป็นแน่แท้
บทวิจารณ์นอกแบบ การที่ราได้มีโอกาสได้นําพาตนเอง ให้เข้าไปซึมซาบความเยือกเย็น และVวามสงบของป่า เขา และคูถ้ำ เมื่อพาตนเองออกมาจากป่า เขา และคูถ้ำ มันจะทําให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างความมืดกับความสว่าง ความสดชื่นกับความสับสน ความสะอาดกับความสกปรก มันอาจทำให้เราคิดตก ปลงได้ และรู้จักเลือกอะไรอะไรที่ดีกว่า เพื่อนําพาสิ่งที่ดีๆ อันนั้นให้แก่ตนเองโดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นชี้แนะ เช่นนี้หรือเปล่านะที่เขาเรียกว่า ประสบการณ์ทางวิญญาณธรรมชาติ
ความเสียสละ
ความเสียสละและให้อภัย
ศัตรูของคุณธรรม
สัจธรรม อริยธรรม
ได้เป็นอย่างดีทีเดียว
และยังช่วยให้เรา
ได้ทําหน้าที่อยู่ในโลกนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งยังเพิ่มพูนความสุข
บางที บางครั้ง ทุกที่ ทุกครั้ง
มันก็ยังช่วย ปลด
ความเป็นทาสของวัตถุและอารมณ์ได้อีกด้วย
การฝึกหัดให้เป็นผู้ที่รู้จักเสียสละและให้อภัยเท่ากับเป็นการขจัดความเห็นแก่ตัว หรือความยึดถือในตัวตนไปพร้อมๆกัน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการทําลายรากเหง้าที่เป็นอุปสรรคต่อธรรมปฎิบัติขั้นที่สูงขึ้นไป เราจึงไม่ควรมองข้ามVข้อธรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจําวัน หลายคนมุ่งศึกษาหัวข้อธรรมขั้นสูง ที่ถือกันว่าเป็นปรมัตถ์จนละเลยข้อธรรมที่ดูเป็นเรื่องพื้นๆ ง่ายๆ นี้เองที่เป็นรากฐานและบางครั้งเป็นตัวพิสูจน์ หรือเป็นประกันความมีอยู่ของสิ่งที่คน ทั่วไปเห็นว่ายิ่งใหญ่กว่า
เมฆหมอกและสายนํ้า
ลูกรัก
เจ้าต้องทําให้ชีวิต
เหมือนกับ
เมฆหมอกที่กําลังเคลื่อนตัว
หรือสายน้ำที่กําลังไหลริน
คุณลักษณะประจําตัวของเมฆหมอกที่กําลังเคลื่อนไหว และสายน้ำที่กําลังไหลริน คือ ความฉ่ำเย็น ความเคลื่อนไหว และการปรับเปลี่ยนรูป เทียบเคียงได้กับบุคคลที่ดํารงชีวิตด้วยความเยือกเย็นอ่อนโยนและยืดหยุ่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนได้อย่างเหมาะเจาะ และราบรื่นสอดคล้องกับบริบทแห่งกาลเวลา และยุคสมัยที่ผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ได้ เช่นนี้จึงจักถือว่าเขาใช้พลังของชีวิตให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อตนและโลก
ความคิดและการกระทํา
มีตาหลานคู่หนึ่งพายเรือไปกลางทะเล
ตาก็ชี้ให้หลานดูว่ามีรูรั่วหนึ่งรู น้ำเข้าแล้ว
หลานก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็พายต่อไป
ครั้งที่สอง ตาก็ชี้ให้หลานดูอีกว่าเรือรั่วอีกแล้ว
หลานก็บอกว่าไม่เป็นไร
ครั้งที่สาม สี่ ห้า หก ผ่านไป
ในที่สุด น้ำทะเลก็เข้ามา
ครั้นลําเรือยากแก่การแก้ไข
เรือก็ล่ม จมทั้งหลานและตา
นิทานข้างต้นสอนถึง การรีรอเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็นโทษ ไม่รีบขจัดให้หมดสิ้น ในที่สุดความเกียจคร้านเฉยเมยก็ทําให้ปัญหาสะสมเพิ่มพูน จนสุดท้ายก็ ไม่รู้ว่าจะดับหรือขจัดที่ตรงไหน เพราะมันมีรอยรั่วไปหมด ครั้นแก้ไขอะไร ไม่ได้อีกต่อไปความวิบัติหายนะก็เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาบทเปรียบเทียบนี้จะพบว่า ตาเปรียบเสมือนปัญญาความรู้หรือความพินิจพิเคราะห์ใคร่ครวญ หลานเปรียบเสมือนพละกําลังของ การกระทําและเจตจํานงความตั้งใจ เรือเปรียบเสมือนการดําเนินชีวิต ทะเลเปรียบเสมือนอุปสรรคและความไม่แน่นอนหรือแม้กระทั่งวัฏสงสาร เมื่อการกระทําไม่สอดคล้องกับหลักเหตุผล ปัญหาจึงไม่ได้รักการแก้ไขความล่มจมก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ความแปรปรวน
สรรพสิ่งเริ่มประปราย
ดารารายเปลี่ยนวิถี
ทะเลลึกเนิ่นนานปี
มาวันนี้กลายเป็นสูง
สภาวะและธรรมชาติอันบริสุทธิ์
วิชชานิรรูป พลังอํานาจของความรู้ในวิชชานิรรูป ถือเป็นสภาวะธรรมชาติประการหนึ่งที่ปรากฎแสดงออกจากแก่นแท้ของวิญญาณของพุทธะผู้อิสระ เป็นพลังที่นํามาใช้เพื่อการตัดและขจัด เพื่อการปลดปล่อย และละวางความทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวง ยังผลให้ผู้ที่ฝึกฝนสามารถลุถึงความเป็นไท หรือ อิสรภาพอันยิ่งใหญ่ ความสงบ อันเป็น การแสดงออกถึงพลังใจที่ศานติ และอิสระอย่างไร้ขอบเขต กลบทต่อไปนี้ คือ วาทะที่สื่อแสดงถึงพลังนิรรูป ซึ่งจักต้องถูกอ่านด้วยจิตใจของเสรีชนอันเปิดกว้าง เพื่อการตื่นขึ้นอย่างหมดจดและงดงาม
ไขปริศนาสู่วิชชานิรรูป "จงนึกถึงความอัศจรรย์ของสภาวะที่ปราศจากความคิดและติดตาม ร่องรอยของมันเข้าไปจนถึงแสงสว่างแห่งจิตอันไม่มีที่สิ้นสุดขณะที่ความคิดหยุดลงและกลับสู่ต้นตอของมัน ธรรมชาติและปรากฎการณ์จะคงอยู่ ตลอดไป ความจริงและเหตุการณ์จะคงอยู่ตลอดไปความจริงและเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ถูกแบ่งแยก ณ ที่นั้น เป็นที่อยู่ของใคร ใคร"
การตื่นขึ้นของพลังชีวิต
การกระทําจิตให้ละเอียด
กายจะต้องละเอียดก่อน
การกระทํากายให้ละเอียด
ต้องทําประสาทสัมผัสให้ละเอียด
ความงดงามของอิสรภาพ
ทําใจให้สอดคล้องผสมผสาน
เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
และจงแสดงความเป็นอิสระ
ต่อ ธรรมชาติ
หรือ
ปล่อย ว่าง ละ เว้น
ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน
ย่อมไม่มีการแสดงออก
ความกลมกลืน
มองฟ้าให้กว้าง
มองโลกให้สดใส
มองลมที่เคลื่อนไหว
แล้วทําใจให้เป็นสุข
นิรันดรภาพแห่งจิต
จิตที่สิ้นอดีต ไร้อนาคต
จิตก็ปรากฎแต่ปัจจุบัน
สิ่งที่ปรากฎ คือ ไร้รูป
ไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย ไร้อารมณ์
คงไว้แต่สันติสุขสงบเท่านั้น
สมาธิแบบธรรมชาติ
ไม่ถูกอารมณ์ดึงดูด
ไม่มีความคิดแตกแยก
มีตัวรู้บรรลุความเป็นไท
หรือ
กําจัดขยะของเก่าทิ้ง
ไม่เพิ่มขยะกองใหม่
ของดีที่มีอยู่แล้ว
ก็จักผ่องใส
เคล็ดวิชามาร
เบื้องต้น....
จง ทําให้เหมือนกับดาบที่อยู่ในฝัก
จง ลับดาบให้คมกริบ
จง ถือดาบนั้นกวัดไกว่ไปมา
ขั้นที่ห้า
ใช้ดาบนั้นทําลายศัตรู
เมื่อ ศัตรูหมดไป
ความเป็นไทก็เกิดขึ้น
ธรรมชาติของจักรวาลและจิต
สิ่งเดียวแยกเป็นหลายสิ่ง
หลายสิ่งรวมเป็นหนึ่งเดียว
ทําหนึ่งเดียวให้แยกเป็นหลายสิ่ง
ทําหลายสิ่งให้รวมเป็นสิ่งเดียว
ความซาบซึ้งในบทกวี
ลูกรัก
คราหนึ่ง ขณะที่พ่อพักอยู่ที่ถ้ำรังเสือ มีนักศึกษาธรรมสามท่านกําลังท่องบทกวีไฮกุอยู่
คนแรกท่องว่า สายลมเย็นพัดผ่าน เสียงกระซิบแผ่วในดงสน อบอวลในอากาศ
คนที่สองท่องว่า ทุกสิ่งถูกพัดหาย แม้กระทั่งข้าและหมูป่า จากลมฤดูหนาว
คนที่สามกล่าวว่า ผีเสื้อน้อยสองตัว พากันเริงร่าในอากาศ จนเป็นสีขาวคู่
พ่อจึงหยิบแก้วที่มีน้ำโยนลงพื้น แล้วร้องบอกว่า
ล่องลอย
หลุกหลิก
ลิงลม
...เพ้อฝัน
เจ้าจักเพ้อฝันกันอีกนานไหม