แล้วหลวงปู่ก็วิเคราะห์ให้เขาฟังว่า ไม่ใช่ว่ายุงจะไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยๆ มันก็เป็นอาหารของคางคก จิ้งจกและตุ๊กแก แล้วรู้ไหมว่า คางคก จิ้งจก และตุ๊กแก มีผลต่อระบบนิเวศวิทยาของโลกและจักรวาลแค่ไหน เพราะมีคางคก จิ้งจก ตุ๊กแก มันจึงช่วยลดมลภาวะที่เกิดจากแมลงที่เป็นพิษ ต่อพืชพรรณธัญญาหารที่เรากินได้ ในขณะเดียวกันขณะที่ยุงฟักเป็นไข่อยู่ในน้ำ มันกลายเป็นลูกน้ำ มันก็สามารถเลี้ยงปลาที่อยู่ในน้ำ มันเป็นสิ่งที่ดีงามได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ได้ อย่างน้อยๆ ก็ให้ประโยชน์ต่อสัตว์ เมื่อปลาได้รับอาหารคือ ลูกน้ำ มันก็เกื้อกูลอำนวยประโยชน์ต่อมนุษย์ และสัตว์อื่นๆ ได้อีกเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นระบบนิเวศวิทยารวมทั้งระบบธรรมชาติ ทุกอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันไม่มีอะไรเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกันเลย แต่สำหรับความเป็นมนุษย์ หรือความเป็นคนนั้น มันมักจะเกิดขึ้นมาเพื่อปฏิเสธและทำลาย หรือไม่ก็ยอมรับจนกลายเป็นความผูกพัน หรือไม่ก็ปฏิเสธจนต้องทำลายมัน เพราะมันไม่ถูกกับเรา แต่ถ้าไม่ปฏิเสธก็จะยอมรับจนกลายเป็นความโง่หลง งมงาย ยึดติด จนกลายเป็นทาสของมันไป นี่แหละจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเพื่อจะมาสอนให้เรารู้จักใช้ชีวิต และใช้สรรพสิ่งที่เป็นของธรรมชาตินั้นให้มันเป็น โดยที่ไม่ทำลายมันเมื่อเราไม่ชอบใจ และไม่ตกเป็นทาสของมันเมื่อเราชอบใจ

นักปฏิบัติสำหรับศาสนธรรมพุทธะ เขาจะไม่ทำลายอะไร และก็จะไม่ปฏิเสธอะไรรวมทั้งจะไม่ตกเป็นทาสของอะไร แล้วก็จะไม่มี อิริยาบถใดๆ ผูกไว้กับสิ่งใดๆเลยแต่นักปฎิบัติที่ยังมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้ ถูกของเรา สิ่งนั้นไม่ถูกกับเรา สิ่งนี้ควรต่อเรา เราชอบใจสิ่งนั้นไม่ควร ต่อเรา เราไม่ชอบใจ เหมือนกับทีฆนขอัคคิเวสนโคตร คือน้าชายของ พระสารีบุตรมาทูลถามพระศาสดา แล้วมาแจ้งทิฐิของตนให้พระพุทธเจ้า ฟังว่า

ภันเต ภะคะวา ข้าแต่องค์สมเด็จพระศาสดาผู้เจริญ ข้าพเจ้าชอบใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าชอบใจเท่านั้น สิ่งใดควรต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงชอบใจ สิ่งใดไม่ควรต่อข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็ไม่ชอบใจ ทั้งสิ่งที่ควรและ ไม่ควรบางทีบางครั้งก็ทำให้ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเหมือนกัน นี่คือความเห็น ของข้าพเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านเลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ชอบและไม่ชอบก็เป็น สิ่งที่ไม่ถูกเหมือนกัน ความชอบและความชังที่ท่านเกิดขึ้น ท่านแน่ใจแล้วหรือว่ามันถูกต้องหมด แล้วพระพุทธเจ้าก็แสดงธรรมให้แก่ ทีฆนขอัคคิเวสนโคตรให้ได้ฟังว่า

อัคคิเวสนโคตรเอย เธอควรวางมันทั้งหมดทั้งชอบและชัง ยอมรับและปฏิเสธ เมื่อนั้นแหละเธอก็จะหมดทิฐิ

ทั้งสิ่งที่ควรและไม่ควร ไม่มีอะไรคงที่ ไม่มีอะไรแน่นอน ตลอด กาลตลอดสมัยและถ้าเรารู้จักเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากมัน ในวันนี้สิ่งที่ไม่ชอบ พรุ่งนี้มันอาจจะชอบขึ้นมาก็ได้ ตัวอย่างเช่น คนเกลียดยุง แต่เผอิญวันนั้นต้องการเลี้ยงปลา มันก็ต้องอาศัยไข่ของยุง เห็นไหมว่าสิ่งที่เราเคยเกลียดมัน แต่ก็เคยใช้ประโยชน์จากมันได้เหมือนกัน

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเพื่อจะสอนให้พวกเรา ใช้สิ่งที่มีอยู่ในโลกให้เป็นประโยชน์ในสังคมโลกและจักรวาลและธรรมชาติ สรรพสิ่งในจักรวาลพึ่งพิงอิงแอบอาศัยกันมาตลอด มนุษย์ก็ควรจะมีการพึ่งพิงอิงแอบอาศัยซึ่งกันและกันในอิริยาบถทั้งหลาย แต่ถ้าเผอิญเมื่อใดมนุษย์มาทำความรู้สึกว่า สิ่งที่ชอบเราจึงยอมรับ สิ่งที่ชังจึงปฏิเสธ วิธีการอย่างนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า...เป็นตัวทำลายระบบนิเวศวิทยา และเป็นตัวทำลายธรรมชาติและจักรวาลที่พึ่งพิงอิง แอบอาศัยกันเป็นปกติ ให้มันสูญ-เสียดุลของธรรมชาติและจักรวาลลงไป เพราะความรู้สึกที่ชอบและชังในสิ่งที่ตนเองปฏิเสธละก็ มันก็จะเป็น การทำลายแล้ว

ทีนี้กลับเข้ามาถึงนักปฏิบัติ ถ้าคิดจะเป็นนักปฏิบัติ แล้วยังผูกอารมณ์ผูกความรู้สึกเอาไว้กับอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่ง ชั่วชีวิตจะไม่สามารถบรรลุผลแห่งการปฏิบัติได้เลย ตัวอย่างเช่น ผมเป็นนักปฏิบัติทำอะไรไม่ได้นอกจากการนั่งหลับ เป็นต้นผมเป็นนักปฏิบัตินั่งหลับไม่ได้ นอกจากการนอนเท่านั้น เป็นต้น ผมเป็นนักปฏิบัตินอนไม่ได้นอกจากการยืนหรือเดินเท่านั้น เป็นต้น

คำว่า นัก ตัวนี้แปลว่าบ่อยๆ ทำอิริยาบถใดๆ ที่มันเป็นการปฏิบัติบ่อยๆ มันไม่จำเป็นจะต้องผูกอิริยาบถไว้กับการนั่งอย่างเดียว นอนอย่าง เดียว ยืนอย่างเดียว เดินอย่างเดียว หรือกินอย่างเดียว เหมือนในพรรษา มีคนเขามาบอกกับหลวงปู่ว่า พระเณรที่บวชเข้ามาไม่ควรจะทำอะไรมาก ไปกว่าการศึกษา หลวงปู่ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากินข้าวซิ นั่งศึกษาไปซิเพราะมีหน้าที่แค่นี้นี่ หน้าที่ที่จะศึกษาเวลาจะไปสวดมนต์ฉันเพลก็อย่าไป ศึกษาอย่างเดียว แล้วเวลาเป็นพ่อเป็นแม่ ที่หลังไปเจอ พ่อเจอแม่ พ่อแม่ทำกับข้าวหาเลี้ยงลูก ก็ต้องบอกพ่อบอกแม่ว่าอย่าทำ เพราะหน้าที่ของพ่อแม่คือผลิตลูกอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่ที่จะมานั่งเลี้ยงลูก และความเป็นลูกก็มีหน้าที่ที่จะกินและนอนอย่างเดียว ไม่ควรจะมีหน้าที่อะไรเกินเลยไปกว่านี้ ถ้าเราพูดถึงแต่เรื่องหน้าที่

แต่จริงๆ แล้วมนุษย์ไม่ได้พึ่งพิงอิงแอบในอิริยาบถใดจนตาย มันต้องเปลี่ยนอิริยาบถทุกอิริยาบถ และมีอิริยาบถทุกขณะจิต เมื่อมี อิริยาบถทุกขณะจิต ก็ควรจะพัฒนาอิริยาบถนั้นๆ ให้มันสะอาดบริสุทธิ์ทุกขณะจิต อย่างนั้นจึงเรียกว่าเป็นนักปฏิบัติที่สมบูรณ์

เพราะฉะนั้น ถ้าจะมาอ้างว่า สำหรับนักปฏิบัติแล้วไม่ควรจะทำอะไรเลยมันก็จะเป็นเหมือนกับหลวงปู่ที่เขียนเอาไว้ในคัมภีร์ ๑๒ ราศีว่า

ลูกรัก... ถ้าศาสนานี้จ้องแต่จะสอนให้เจ้านั่งหลับตา สำหรับพ่อแล้ว พ่อถือว่านั่นเป็นความโง่เขลา ถ้าคนทุกคนในจักรวาลมัวแต่มา นั่งหลับตาอย่างเดียวชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีอะไรกินแน่

นี่คือเรื่องจริง ถ้าจะไปสอนชาวนาให้นั่งหลับตาบอก โยมไม่ต้อง ทำนามานั่งหลับตากันดีกว่า เมื่อไหร่จะมีข้าวกิน ถ้าหลวงปู่มัวแต่นั่งหลับตา พวกเธอคงไม่มีกุฏิซุกหัวนอนแน่ แล้วถ้าหลวงปู่มัวแต่นั่งหลับตา พวกเธอคงไม่มีวัดอยู่เป็นแน่ แล้วถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ด้วยพากันนั่งหลับตาอย่างเดียว อะไรมันจะเกิดขึ้น

พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยสอนให้ใครนั่งหลับตา คำสุดท้ายที่พระองค์ จะปรินิพพานก็คือ ภิกษุทั้งหลาย เธอจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมเถิด

มันจะเป็นประโยชน์ตนได้อย่างไร ถ้าหากว่าเรายังนั่งหลับตาอยู่ เฉยๆ แล้วจะเกิดประโยชน์ต่อท่านหรือคนอื่นได้อย่างไร ถ้าเรามัวแต่ มานั่งหลับตา ถ้าทุกคนมานั่งหลับตามันจะเกิดประโยชน์อะไรมากมายนักหนา เพราะฉะนั้นเราต้องแปลความหมายของสัจธรรมและศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง

หลวงปู่ถือว่าการจะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นได้นั้นก็คือ การเกื้อกูลอนุเคราะห์ต่อประโยชน์ตน ตัวอย่างเช่น เราเอื้ออำนวยสุขให้แก่คนอื่น เช่น เอาของที่เราเหลือใช้ หรือแบ่งข้าวปลาธัญญาหารให้แก่คนอื่นในยามที่เขาหิวและเจ็บป่วย เช่นยารักษาโรค หลังจากที่เขาหายหิวและหายจากเจ็บป่วยแล้ว จะถามว่านี่คือประโยชน์ คนอื่นอย่างเดียวไม่เห็นมีประโยชน์อะไรแก่ตน แล้วลองมานั่งวิเคราะห์ตัวเราเองบ้าง ถ้าเราสามารถจะช่วยอะไรใครได้ แล้วเขาคนนั้นมีความสุขเพิ่มขึ้น เราจะรู้สึก ทันทีว่า ความอิ่มเอิบใจมันจะเกิดขึ้นแก่ตัวเรา ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า บุญ แปลว่าความอิ่มใจสบายใจ มันได้มาจากการบำเพ็ญประโยชน์คนอื่น แล้วสิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นแก่ตัวเรา คือผลของคุณงามความดี ใจที่ อิ่มหนำสำราญ ใจที่เบิกบานแช่มชื่น ใจที่ภาคภูมิและใจที่รื่นเริงอาจหาญ เกิดขึ้นแก่ตัวเรา นี่คือลักษณะการบำเพ็ญประโยชน์คนอื่น จนกลายมา เป็นประโยชน์ตัวเอง เหมือนอย่างที่เราจูงคนตาบอดข้ามถนน เมื่อใดที่เราสามารถพาเขาข้ามถนนไปได้แล้วเรากลับมายืนดู เราจะรู้สึกภาคภูมิ ยินดี วันทั้งวันถ้าเรากลับบ้าน กลับวัด เราจะรู้สึกว่าเราสบายใจ เพราะวันนี้เราได้ช่วยคนข้ามถนนไม่ให้ถูกรถชนได้ มันสบายใจ อีกสักตัวอย่าง เช่นวันนี้เราช่วยทำอาหารคาวหวาน ไปเลี้ยงเด็กนักเรียนในโรงเรียน เมื่อเด็กๆ ได้รับอาหาร ก็จะไม่หิว เมื่อท้องไม่หิวก็มีใจจะเรียนไม่ไปลักขโมย ตำรวจไม่ต้องจับ รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณ จ้างตำรวจ และสร้างห้องขังเพิ่ม เงินภาษีรัฐบาลก็ไม่ต้องเรียกเก็บเพิ่ม ปัญหาสังคมก็น้อยลง คนในสังคมก็อยู่เย็นเป็นสุข เพราะเด็กในสังคมมีการศึกษา ไม่สร้างปัญหา เราเป็นผู้อยู่ร่วมในสังคมก็พลอยเป็นสุขเย็นใจ มิต้องนอนสะดุ้งผวา นี่แหละประโยชน์ท่านและกลับมาเป็นประโยชน์ตน

ลักษณะเช่นนี้ที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ก่อนตาย ไม่ใช่มานั่งหลับตาแล้วก็เพื่อที่จะทำให้เกิดประโยชน์ คนทุกคนในโลกถ้ามัวแต่มานั่งหลับ ตาแล้วอะไรมันจะเกิดแล้วเราจะเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้อย่างไร พุทธะแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานถ้ามัวแต่มานั่งหลับตาแล้ว มันจะตื่นได้อย่างไร สำหรับนักปฏิบัติแล้ว เขาไม่มีความรู้สึกหรอกว่า ที่นี่เหมาะสำหรับเรา ที่นั่นไม่เหมาะสำหรับเรา การเป็นนักปฏิบัตินั้นต้อง เรียนได้ทุกที่ และต้องรู้ได้ทุกอิริยาบถ มันก็คล้ายกับนักรบ มันต้องเชี่ยวชาญเก่งกาจทั้งชั้นเชิง อาวุธ กลศึก แล้วก็เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายของข้าศึก ถ้ามัวแต่ฝึกปรือเฉพาะชั้นเชิงของอาวุธ อย่านึกว่าไม่ตายนะ ถึงเก่งกาจในชั้นเชิงของอาวุธ แต่ก็ตายได้ เพราะความโง่ก็เยอะ

ฉะนั้น นักรบที่เก่งกล้า ก็คงไม่ใช่นักล้มง่ายๆ ก็คือล้มตัวเอง อยู่ตลอดเวลา นั่นคงไม่ใช่นักรบที่เก่งกล้า มันต้องเป็นทั้งบุ๋นและก็บู๊ นั่นหมายถึงเชิงรบเชิงรุกและก็เชิงวางแผน เขาถือว่าคนคนนั้นเป็นบรมครูของนักรบ เช่นเดียวกัน นักปฏิบัติก็เหมือนกัน ไม่ใช่เอาเฉพาะ เก่งตอนนั่งหลับตา แล้วอีตอนลืมตา หรือเดินลืมตาอยู่ทำอะไรไม่ได้ แล้วลองมานึกกันบ้างไหมว่า ชั่วชีวิตเรามีเวลานั่งหลับตากันกี่นาที เอาง่ายๆเราต้องกิน ต้องขี้ ต้องเยี่ยว ไอ้กิน ขี้ เยี่ยวนี่ มันก็เป็นเวลาที่เราไม่ได้หลับตา แสดงว่าช่วงที่กินขี้เยี่ยวเราชั่ว อีตอนนั่งหลับตาเราดี อิริยาบถที่ควรจะดีทุกอิริยาบถมันก็เลยหายไป กลายเป็นว่า มันดีเฉพาะแค่ช่วงเวลานั่งหลับตาเฉยๆ เท่านั้น มันบริสุทธิ์มันสะอาด มันเป็นสมาธิแค่ตอนนั่งหลับตา แล้วชั่วชีวิตของคนหนึ่งคนมีเวลานั่งหลับตาซักวันละกี่นาที

เพราะฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่น่ะ คนเรียนไม่ใช่คนรู้นะ ทำความเข้าใจเสียใหม่ ธรรมะของพระพุทธเจ้าคนเรียนไม่ใช่คน รู้ คนที่เขารู้ก็มิใช่ได้มาจากการเรียนเสมอไป ไม่ได้มาจากการเขียนและอ่าน แต่มันได้มาจากการฝึกปรือ ฝึกหัด และปฏิบัติพัฒนาตนใน อิริยาบถต่างๆ จึงต้องร้องออกมาว่ารู้ละ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงบอกว่า

"รู้ละ ต่อไปนี้เรารู้แล้ว ชาติ ชราเราสิ้นแล้ว มรณะและภัยพิบัติ ที่เกิดจากกามตัณหา และกิเลสทั้งปวงเราดับได้แล้ว" เพราะพระองค์ ทรงรู้มิใช่เรียน พระองค์ทรงลงมือกระทำ ฝึกปรือตัวเองจนกระทั่งได้กลายเป็นผู้รู้ เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าได้มาจากการเรียนแล้วรู้ เขียนอ่าน ท่องจำแล้วรู้ แต่มันได้มาจากการทำฝึกหัด และก็ปฏิบัติตนแล้วจึงร้องว่ารู้ละ

เรียนแล้วรู้นั้นมันรู้ด้วยสัญญาเรียกว่ารู้จำ ไม่ใช่รู้จริง เหมือนอย่างที่ หลวงปู่พูดเอาไว้ว่า

รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้มีประโยชน์
รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้มีแต่โทษ

สำหรับธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถนั่งอย่างเดียวไม่ได้อยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่ง แต่มันอยู่ในทุกอิริยาบถของทุกคนที่รู้เนื้อรู้ตัวคงจะเข้าใจนะว่าหลวงปู่พูดว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นทุกอิริยาบถที่รู้เนื้อรู้ตัว