ความเห็น


เรียนคุณสำเร็จนะครับ ผมทราบว่าวัดพระธรรมกายเขาสอนมาเช่นนั้น ผมขออธิบาย ดังนี้

1.ความสม่ำเสมอ ที่คุณนั่งวันละกี่ชั่วโมงครับ

คำถามนี้ ผมดูว่าเป็นเรื่องที่ตั้งโดยถามถึงปริมาณ มิได้มุ่งที่คุณภาพของการนั่งกระมังครับ

การเดินวิชชาสำหรับคนที่เป็นธรรมกายแล้ว คือเห็นกายในกายแล้ว เขาไม่ถามว่านั่งกันนานแค่ไหนนะครับ เขาจะถามกันว่า หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใส เดินกายในกายทั้ง ๑๘ กายได้ หยุด นิ่ง จริงแค่ไหน อนุโลม-ปฏิโลมกายมากน้อยเท่าใด แปลว่า วสีความแคล่วคล่องมีมากน้อยแค่ไหน

ผมนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง ทุกวันเป็นเวลาติดต่อกันมากกว่า ๑๐ ปี ไม่มีขาดแม้แต่วันเดียว โดยการเดินวิชชา ๑๘ กาย ทั้งอนุโลม-ปฏิโลม อย่าน้อย ๓ เที่ยว อย่างมากไม่มีประมาณ แล้วจึงจะเข้านิพพานเพื่อไปทำวิชชาบนนิพพานอีกที(โดยใช้กายธรรมเข้านิพพาน)และสอนสมาธิให้ผู้เรียนมีใจหยุดใจนิ่งจนเห็นธรรมกายมาตลอดครับ การเห็นดวงปฐมมรรค ใจหยุดนิ่งเห็นพระธรรมกายได้นั้น ความนิ่งความหยุดนั่นแหละคือความสุข ความสุขเกิดจากความหยุดความนิ่งของใจ ถ้าเราฝึกให้เขาใจหยุดใจนิ่งใจสงบเกิดสุขขึ้นทุกคนครับ เรื่องนี้เห็นเป็นเรื่องปกติแล้ว เพราะใส่ใจที่ความหยุดความนิ่ง ไม่ได้ไปยึดติดกับตัวสุขเพราะถ้าใจหยุดใจนิ่งสุขเกิดตามมาเอง เข้าใจนะครับ

2.คุณรักษาศีลอะไร ศีล 5 หรือศีล 8 หากเป็นศีล 8 บริสุทธิ์จริงหรือไม่

ผมเองมีศีลเป็นปกติ แปลว่าไม่ทำตัวผิดปกติ เพราะศีลแปลว่าปกติ ศีล ๕ มีเป็นปกติ ศีล ๘ อาราธนาตามความเหมาะสม ศีลที่คุณกล่าวนั้น เป็นเพียงขั้นเบื้องต้น จำคำของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ไหมครับ ศีลธรรมดาก็คือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ นั่นเป็นปกติศีล แต่ "อธิศีล" นี่เจริญขึ้นมาอีก ก็คือดวงศีลของกายในกายนั่นเอง เราต้องทำให้ขาวใสเนืองๆ ศีลที่ยกระดับเป็นอธิศีลอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ศีลภายนอกแต่คือศีลภายใน อธิศีลเช่นนี้เป็นมรรคด้วย เป็นทางเข้าถึงสมถะ-วิปัสสนานะครับ

ผมสรุปง่ายๆ ให้ฟังนะครับ ถ้าท่านเข้าถึงธรรมกายจริง นั่นแล อธิศีล เกิดแล้ว เดินวิชชาให้ขาวใสเนืองๆ อธิศีลนั่นแหละมีอานุภาพนัก อธิศีลนี้คอยควบคุมศีลภายนอกอีกที แปล่าอะไร แปลว่า ท่านอย่าไปยึดว่าศีลภายนอกก่อนแล้วจะนั่งสมาธิดี แต่ท่านต้องคิดว่าศีลภายนอกเป็นอุปการะให้เจออธิศีลภายใน ต่อเมื่อท่านเข้าถึงธรรมกาย เมื่อเดินวิชชาลำดับดวงธรรม ทั้ง ๖ ดวง คือ ดวงธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ให้หยุด ให้นิ่ง ให้ใสเนืองๆ นี่แหละศีลบริสุทธิตัวจริงล่ะ

ผมขอยกตัวอย่างให้พิจารณาเรื่องหนึ่งลองเชื่อมโยงดูนะครับ องคุลีมาลฆ่าคนมามาก ในช่วงสุดท้ายถึงขนาดคิดจะฆ่ามารดาตนเอง เมื่อพระพุทธเจ้าไปโปรด องคุลีมาลวิ่งไล่พระองค์ ร้องเรียก "สมณะหยุด ๆ ๆ " วิ่งไล่เท่าไรก็ไม่ทัน เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "เราหยุดแล้ว ท่านซีไม่หยุด" เท่านั้นเอง องคุลีมาล ฉุกคิดขึ้นมา ใจก็หยุดทันที เห็นดวงธรรมสว่าง ใจหยุดนิ่งกับดวงธรรมทันที นี่ไงครับอานุภาพของใจหยุดใจนิ่ง เมื่อใจหยุดใจนิ่งได้เมื่อไร เจอแล้วดวงศีล องคุลีมาลไม่เคยรักษาศีลได้เลย พอใจหยุดได้เท่านั้น ศีลบริสุทธิ์ทันที ผมจึงกล่าวว่า เมื่อใจหยุดใจนิ่งเมื่อไร ศีลบริสุทธิ์เมื่อนั้น และเมื่อหมั่นเดินวิชชา อะไรที่มันเคยบกพร่อง ก็จะเต็มขึ้น ขอให้ใจหยุดใจนิ่งให้ได้ก่อนเถิด ศีลภายนอกกับศีลภายในเป็นอุปการะแก่กันและกันอย่างนี้ แต่ศีลภายในมีอานุภาพมากกว่าศีลภายนอกเพราะเมื่อ อธิศีลเกิดหิริโอตตัปปะเกิดเมื่อศีลภายในแข็งแรงขึ้นศีลภายนอกจะรักษาได้เป็นปกติเอง ไม่ต้องไปนุ่งขาวห่มขาวพูดช้าๆ เดินช้าๆ ถ้าอธิศีลเกิดแล้ว เป็นปกติทั้งภายนอกภายในแล้ว ท่านเข้าใจไหมครับ

คุณสำเร็จกำลังเข้าใจแบบทีละขั้น แต่นั่นมันเรื่องของภายนอก การปฏิบัติภายใน ท่านทำใจหยุดใจนิ่งจนกระทั่งเห็นดวงใส(ปฐมมรรค)ได้ไหม ถ้าได้นั่นแหละหิริโอตตัปปะเกิดแล้ว ทีนี้ถามว่าสุขเกิดจากไหน คุณจะไปปรุงว่า นั่งแล้วจะต้องมีความสุขนะลูกนะ ไปพูดให้ติดสุขอย่างนั้นเป็นเรื่องของการปรุงอารมณ์ ท่านลืมแล้วหรือ นัตถิสันติปะรังสุขขัง สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบของใจนั้นไม่มี เมื่อใดใจหยุดใจนิ่งนั้นแหละความสงบเกิดความสงบเกิดความสุขจึงเกิด แล้วหยุดอย่างเดียวไม่พอ ต้องหยุดในหยุด แปลว่าต้องหยุดในหยุดเดินหน้าต่อไปไม่ถอยหลังกลับ...

ผมขอกล่าวว่าการโฆษณาว่า นั่งสมาธิต้องมีความสุขเป็นการพูดเพื่อสร้างภาพหรือไม่ เพราะโดยปกติเราต้องเข้าใจเป็นขั้นตอนก่อนว่า ใจหยุด ใจนิ่ง นั่นคือความสงบเกิดแล้ว สุขเกิดจากความสงบต่างหาก และผู้ฝึกสมาธิวิชชาธรรมกายที่ถูกต้อง จะเข้าถึงความสงบคือเมื่อใจหยุดเห็นดวงปฐมมรรคความสุขจากใจสงบนั้นเกิดทันที แล้วไม่ต้องไปหลงกับความสุขเช่นนี้เลย เพราะหยุดในหยุดยิ่งหยุดยิ่งนิ่งยิ่งสงบก็ยิ่งสุข แต่เป็นความสุขที่ไม่ต้องปรุงแต่งนะครับเป็นธรรมชาติของความสงบ อย่าลืม นัตถิสันติปะรังสุขขัง นะครับ

การที่เราไปปรุงแต่งว่านั่งแล้วต้องมีความสุขนะลูกนะ นึกถึงบุญที่เคยทำยิ่งมีความสุข นั่งเขาเรียกว่าปรุงแต่งจิต(สังขาร)ไม่ใช่สุขที่เกิดจากสมาธิ แต่บางท่านอาจจะบอกว่าเมื่อเห็นดวงใสในท้องเห็นพระผุดขึ้นเป็นสายยิ่งสุขเหลือเกิน นั่นเราต้องพิจารณาแล้วนะครับ เพราะความสุขเช่นนั้นใช่ หยุดในหยุด จนเกิดความสงบหรือไม่ ท่านหลงเพียงแค่สุขจอมปลอมไม่ได้นะครับ สุขต้องเกิดจากความสงบจึงจะถือว่าใช้ได้แล้วไม่ต้องไปนั่งปรุงจิตให้สุข ใจหยุดใจนิ่งเมื่อไรสุขเกิดแล้วครับ

สำหรับเรื่องนิมิตกับการเห็นจริงนั้น เรื่องนี้ท่านไม่เคยมีประสบการณ์ท่านจะทราบได้อย่างไร ไม่ยากครับ ดวงใสที่เรานึก เมื่อใจหยุดนิ่งจนเห็นเป็นดวงปฐมมรรคนั้น ดวงปฐมมรรคต่างจากดวงใสในขั้นบริกรรมนิมิต ตรงที่ ดวงปฐมมรรคสว่างกว่าใสกว่าและมีรัศมีปรากฏ ที่สำคัญเมื่อใจหยุดจนเห็นดวงปฐมมรรค ความหยุดความนิ่งนี่แหละที่ทำให้เราเห็นดวงปฐมมรรค ก่อนหน้านี้เราบริกรรมนิมิตใจยังไม่หยุดจริงพอใจหยุดเท่านั้นดวงนิมิตเปลี่ยนเป็นปฐมมรรคแล้ว ใสสว่างกว่ากันมีรัศมีปรากฏ ถามว่าเราจะทราบได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่นิมิต ก็ใจของเราตอนนี้ต่างกับตอนที่ยังไม่เห็นดวงปฐมมรรคอย่างไร ใจหยุด ใจนิ่ง แล้วจึงเห็นดวงปฐมมรรคครับ นี่คือผู้ปฏิบัติจะรู้ได้เฉพาะตนจริงๆ

อีกประการหนึ่ง เมื่อเราต่อวิชชาจนกระทั่งเห็นกายธรรม กายธรรมที่เราเห็น เราเห็นได้ทั้งข้างบนข้างล่างซ้ายขวาหน้าหลัง เห็นได้รอบตัว ไม่ใช่เห็นแบบส่องกระจกนั่นเห็นได้ด้านเดียว แต่นี่เห็นได้รอบตัว นี่ถ้าเห็นจริงก็จะทราบเองว่าเห็นรอบตัวคืออย่างไร เพราะโดยปกติเราเห็นรอบตัวทุกทิศทางไม่ได้ เข้าใจไหมครับ การวัดผล การพิสูจน์ว่าเห็นจริงหรือไม่ วิปัสสนาจารย์ที่ชำนาญเขาทราบดี แล้วท่านเคยได้ยินได้ฟังเช่นนี้มาก่อนไหมครับ

ผมถึงกล่าวว่า วิชชาธรรมกาย เรียนให้ถูกให้ตรงจริง ต้องมีเหตุมีผลกำกับทุกขั้นตอน ต้องวัดผลการปฏิบัติได้ทุกขั้นตอน เรื่องอย่างนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนไว้หมดแล้ว ท่านเรียนมาอย่างนี้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

ยินดีที่ได้สนทนากันนะครับ...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี