ความเห็น 874160

ยุคมืดพระพุทธศาสนาในอินเดีย

เขียนเมื่อ 

พุทธศักราช 800 – 1100 ปี

ราชวงศ์คุปตะได้เกิดขึ้นทางอินเดียตอนเหนือเมื่อประมาณ พ.ศ. 800 กว่าปี ราชวงศ์นี้มีอำนาจแผ่ไปในที่ต่าง ๆ อย่างไพศาล และยืนนานมาได้เป็นเวลา 150 ปี จึงเสื่อม สมัยนี้เกิดลัทธิชาตินิยมขึ้น และได้มีการต่อสู้กันระหว่างลัทธิสากลนิยมพระพุทธศาสนาซึ่งจัดอยู่ในลัทธิสากลนิยมก็ถูกบีบคั้น เบียดเบียนและทำลายแล้วก็เสื่อมไป ส่วนศาสนาฮินดูกลับเจริญขึ้นสุดขีด

ต่อมา เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงได้ประมาณ 900 ปี ชาติฮั่นหรือตาตมงคล พวกหนึ่งได้เข้ามามีอำนาจปกครองประเทศอินเดียเป็นเวลาประมาณ 50 ปี ได้ทำการทารุณกรรมต่อชาวอินเดีย ทำลายวัดวาอาราม ศาสนา และพระภิกษุสงฆ์ จึงทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงไปกว่าเดิมอีก เมื่อปี พ.ศ. 1070 อินเดียจึงสามารถขับไล่ชาติฮั่นออกไปจากอินเดียได้

เมื่อประมาณ พ.ศ. 940 - 957 นักจิกแสวงบุญของจีนชื่อฟาเหียน ได้เดินทางไปแสวงบุญในอินเดียและได้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างละเอียด ซึ่งเราสามารถรู้ความเคลื่อนไหวของพระพุทธศาสนาในอินเดียสมัยนี้ ก็เพราะได้อาศัยหลักฐานจากการรายงานของท่านเป็นส่วนมากท่านฟาเหียน ได้บันทึกไว้ว่า ท่านได้พบพระพุทธศาสนาเจริญในที่ทุกแห่งที่ผ่านไป เว้นแต่ที่ กาโนช กบิลพัสดุ์ รามคาม เวสาลี และ คยา ณ สถานที่เหล่านี้ ที่กาโนช มีวัดฝ่ายเถรวาทอยู่เพียง 2 วัด ส่วนกบิลพัสดุ์ ได้กลายเป็นสภาพไปเป็นเมืองร้าง มีพระไม่กี่รูปดูแลรักษาสถานที่ และมีประชาชนอยู่ประมาณ 10 ครอบครัว ที่รามคามมีเพียงวัดเดียว ที่เวสาลีมีเหลืออยู่แต่มหาวันวิหาร แห่งเดียว ที่คยามีแต่วัดร้าง ที่อาฟกานิสถาน มีพระอยู่ถึง 3,000 รูป ทั้งเถรวาทและมหายาน ที่มถุรา พระพุทธศาสนาเจริญมาก ประชาชนให้ความเคารพนับถือพระอย่างสูง

เมื่อประมาณ พ.ศ. 1100 กว่าปี พระเจ้าหรรษวรรธนะ ทรงตั้งราชธานีขึ้นใหม่ที่เมืองกานยกพุทธ์ (ได้แก่กาโนช) ในปัจจุบัน อยู่ทางทิศเหนือของอินดีย พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หรือพราหมณ์พอ ๆ กัน ได้บำรุงศาสนาทั้งสองเสมอกัน พระองค์ทรงบำรุงมหาวิทยาลัยนาลันทามากกว่ากษัตริย์องค์ใด ๆ

สมัยนี้ พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูได้เจริญพอ ๆ กัน แต่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นได้หลอมตัวให้เข้ากับฮินดูได้ในบางประการ เช่นถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นประดุจเทพเจ้าองค์หนึ่ง จึงเป็นเหตุให้มีรูปพระโพธิสัตว์ขึ้น พวกพราหมณ์ฮินดูในสมัยนั้นกล่าวอ้างว่า พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว พระองค์ได้จากไปโดยไม่มีความเยื่อใย ไม่สามารถที่จะกลับมาช่วยมนุษย์ได้อีก ส่วนพระเจ้าของฮินดูนั้น ยังตามปกปักรักษาให้ความร่มเย็นเป็นสุขอยู่เสมอ ดังนั้น จึงไม่นับถือพระพุทธศาสนา

เพราะถือเสียว่า เมื่อเจ้าของศาสนาหมดแล้วก็เป็นอันแล้วไป เพื่อที่จะแก้ข้อกล่าวหานี้ มหายานจึงกล่าวว่า แม้พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว แต่ยังมีพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นประดุจกับเทพเจ้าผู้มีความการุณย์ต่อมนุษย์ จะต้องขนสัตว์ทั้งหลายข้ามวัฏสงสารให้หมดเสียก่อน เมื่อคิดเช่นนี้จึงสร้างรูปพระโพธิสัตว์ขึ้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพระเจ้าของฮินดูมาก แสดงว่า สมัยนี้พุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นได้หลอมตัวเข้าหาศาสนาฮินดูมากที่สุด นอกจากนี้แล้ว ในด้านวรรณคดียังยอมรับเอาภาษาสันตกฤตเป็นภาษาวรรณคดีตามฮินดูด้วย