หน้าที่ของกรรม

หน้าที่ของกรรม ตามหลักแห่งพุทธธรรมนั้นมีกล่าวไว้ในที่ต่าง ๆ พอจะยกมากล่าวเป็นตัวอย่างเป็นบางหัวข้อ ดังต่อไปนี้

1. กรรมทำหน้าที่แยกสัตว์ให้ดีหรือเลว หมายความว่า การกระทำเป็นตัวชี้แนะ ให้รู้ว่า การกระทำนั้นดี หรือไม่ดี ล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำ ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่นมาดลบันดาล(ให้ดีหรือเลว)

2. การทำกรรมเหมือนการหว่านพืชพันธุ์ มีพุทธศาสนาสุภาษิตบทหนึ่งว่า “ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ” ซึ่งแปลว่า คนหว่านพืชชนิดใด ย่อมได้ผลเป็นพืชชนิดนั้น หมายถึง กระทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี กระทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว

3. การเป็นคนชั่วหรือคนดีอยู่ที่การกระทำ หลักพุทธธรรมสอนเน้นในเรื่องกรรมเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการสอนที่ค้านต่อคำสอนของลัทธิพราหมณ์ (ฮินดู) ซึ่งมีอยู่ก่อนพระพุทธศาสนาที่สอนว่า คนจะชั่วจะดีอยู่ที่การเกิด หากคนเกิดมาในวรรณะกษัตริย์ก็ถือว่าเป็นคนดี แต่หากคนเกิดมาจากวรรณะศูทรก็ถือว่าเป็นคนเลว และยังกำหนดต่อไปว่า คนดีก็ต้องเป็นคนดีตลอดไป คนชั่วก็ชั่วตลอดไปในชาตินี้ หากคนชั่ว (คนที่เกิดในวรรณะศูทร) ต้องการเป็นคนดีก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดให้ หลังจากตายไปแล้วถึงจะได้เกิดเป็นคนดี หมายถึงไปเกิดในวรรณะที่สูง สำหรับชาตินี้จะต้องเป็นคนเลวตลอดไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือยกระดับฐานะของตนได้ ดังนั้น คำสอนทางพุทธศาสนาจึงกล่าวว่า “บุคคลไม่ได้เป็นคนถ่อย คนดีเพราะชาติ (การเกิด) หากเป็นเพราะการกระทำ (กรรม) บุคคลเป็นชาวนา เป็นนักศิลปะเป็นพ่อค้า เป็นคนรับใช้ เป็นโจร เป็นทหาร เป็นนักบูชายัญ เป็นพระราชา ก็เพราะการกระทำ โลกเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์เป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ผูกพันอยู่กับกรรมเหมือนลิ่มสลักเป็นเครื่องยึดรถที่แล่นอยู่ฉะนั้น”

4. กรรมชั่วกับกรรมดีให้ผลต่างกัน หมายถึง กรรมแต่ละชนิดจะทำหน้าที่ของตนกรรมชั่วก็จะทำหน้าที่ให้ผลในทางชั่ว กรรมดีก็จะทำหน้าที่ให้ผลในทางดี ดังคำสอนที่ว่า “ทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาป (ชั่ว) ด้วยตนเอง ก็บริสุทธิ์เอง คนอื่นจะทำให้ผู้อื่นบริสุทธิ์หรือมัวหมองหาได้ไม่ เพราะความบริสุทธิ์หรือความไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว” เป็นต้น