ในมหากัมมวิภังคสูตร มัชฌิมปัณณาสก์ ได้กล่าวถึงความสลับซับซ้อนในการให้ผลของกรรม ซึ่งอาจสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. คนบางคนทำชั่วไว้มาก ตายแล้วเกิดในทุคติภาพ
2. คนบางคนทำชั่วไว้มาก แต่ตายแล้วเกิดในสุคติภพก็มี
3. คนบางคนทำดีไว้มาก ตายแล้วเกิดในสุคติภพ
4. คนบางคนทำดีไว้มาก แต่ตายแล้งเกิดในสุคติภพก็มี
จากข้อความปรากฏอยู่ทั้ง 4 ข้อข้างต้นนั้น ข้อที่ 1 กับข้อที่ 3 นั้น มีข้อความที่ไม่ชวนให้เกิดความสงสัย เพราะเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” แต่ข้อความในข้อที่ 2 และข้อที่ 4 นั้น ชวนให้เกิดความสงสัยว่า คนที่ทำชั่วแล้ว หลังจากที่ตายได้ไปเกิดในสุคติภพได้อย่างไร ในการแสดงถึงหลักกรรม ในข้อที่ 2 และ 4 นั้น นักปราชญ์ท่านอธิบายไว้ดังต่อไปนี้
ข้อที่ 2 การที่คนบางคนในโลกนี้ ทำชั่วไว้มากมาย ครั้งตายไปแล้วกลับได้ไปเกิดในสุคติภพนั้น เป็นเพราะขณะที่เขากำลังจะสิ้นใจนั้น เขาได้ระลึกถึงกรรมดีที่เขาเคยกระทำไว้หรือมีความคิดเห็นที่ถูกต้องตามคลองธรรม ตายแล้วจึงได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ มิได้หมายความว่า เขาทำกรรมชั่วไว้มากมาย ตายแล้วได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เพราะผลของกรรมชั่วนั้นก็หาไม่ หรือมิใช่กรรมชั่วเป็นเหตุ หากแต่เป็นเพราะจิตที่ผ่องใสก่อนจะสิ้นใจเป็นเหตุ ดังพุทธภาษิตที่ปรากฏอยู่ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ตอนหนึ่งว่า “จิตฺเตอสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา” ซึ่งแปลว่า เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว ก็หวังได้ว่าจะไปสู่สุคติภพ
ข้อที่ 4 บางคนในโลกนี้ ทำดีไว้มากมาย แต่ครั้งตายลงกลับไปเกิดในทุคติหรือนรกนั้นเป็นเพราะขณะที่กำลังจะสิ้นใจ เขากลับไประลึกถึงกรรมชั่วที่ตนทำไว้แล้ว หรือมีความคิดเห็นที่ผิดไปจากคลองธรรม หลังจากตายแล้วจึงไปเกิดในทุคติหรือนรก มิใช่เพราะความดีเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไปเกิดในทุคติ หรือนรกแต่อย่างใด แต่หากเป็นเพราะจิตของเขาเศร้าหมองขณะที่เขาเศร้าหมองขณะที่เขากำลังจะสิ้นใจนั่นเองเป็นเหตุ ดังพุทธภาษิตว่า “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา” ซึ่งแปลว่า เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว ก็หวังได้ว่าจะไปสู่สุคติภพ