3. พุทธพจน์ที่มีต่อเรื่องกรรม มีว่า “ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า “บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไร ๆ เขาย่อมได้เสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นอย่างที่กล่าวนี้การครองชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) ก็มีไม่ได้ (คือไม่มีประโยชน์อะไร) เป็นอันมองไม่เห็นช่องทางที่จะทำความสิ้นทุกข์ให้สำเร็จได้ แต่ทว่าผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า “บุรุษนี้ทำกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนาอย่างไร ๆ เขาย่อมได้เสวยวิบากของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ “ เมื่อเป็นอย่างที่กล่าวนี้การครองชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) จึงมีได้ (คือสำเร็จประโยชน์) เป็นอันเห็นช่องทางที่จะทำความสิ้นทุกข์ให้สำเร็จได้”
“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนทำกรรมชั่วเพียงเล็กน้อย กรรมนั้นก็สามารถนำไปสู่นรกได้ ส่วนบุคคลบางคนทำกรรมชั่วเพียงเล็กน้อยอย่างเดียวกันนั่นเอง กรรมนั้นเขาเสวยผลสำเร็จไปเสียแต่ในปัจจุบัน ทั้งส่วนที่เล็กน้อยก็ไม่ปรากฏด้วยปรากฏแต่ที่มาก ๆ เท่านั้น”
-->> (มีคำถามว่า) “คนประเภทไหน ทำกรรมชั่วเพียงเล็กน้อย กรรมนั้นก็นำไปสู่นรกได้?
-->> (ตอบว่า) คือ บุคคลบางคนเป็นผู้ไม่ได้อบรมกาย ไม่ได้อบรมศีล ไม่ได้อบรมจิต ไม่ได้อบรมปัญญา มีคุณน้อย มีอัตภาพเล็ก มีปกติอยู่เป็นทุกข์ เพราะวิบากเล็ก ๆ น้อย ๆ บุคคลประเภทนี้ (แหละ) ทำกรรมชั่วเพียงเล็กน้อย กรรมชั่วนั้นก็นำไปสู่นรกได้ (เหมือนกับการใส่ก้อนเกลือไว้ในขันที่มีน้ำน้อย)”
“คนประเภทไหน ทำกรรมชั่วเพียงเล็กน้อยอย่างเดียวกันนั่นเอง กรรมนั้นเขาเสวยผลเสร็จไปเสียแต่ในปัจจุบัน ทั้งส่วนที่เล็กน้อยก็ไม่ปรากฏด้วย ปรากฏแต่ที่มาก ๆ เท่านั้น? คือ บุคคลบางคนเป็นผู้ได้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณไม่น้อย เป็นมหาตมะมีธรรมเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลประเภทนี้ ทำกรรมชั่วเช่นเดียวกันนั่นเอง กรรมชั่วนั้นเขาเสวยผลเสร็จไปเสียแต่ในปัจจุบัน ทั้งส่วนที่เล็กน้อยก็ไม่ปรากฏด้วย ปรากฏแต่ที่มาก ๆ เท่านั้น (เหมือนกับการใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำ)”