หลักกรรม ความเชื่อเรื่องกรรมเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งตามหลักคำสอนเกี่ยวกับหลักจริยธรรม กรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อแยกกระบวนการออกเป็น 3 วัฏฏะ คือ กิเลส กรรม และวิบาก หากเราเข้าใจในหลักปฏิจจสมุปบาท ก็จะเข้าใจหลักกรรมชัดเจนไปด้วย
เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องกรรมได้แจ่มชัด อันเป็นการขจัดความสับสนจึงควรศึกษาทัศนะของลัทธิ 3 ลัทธิ ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ ดังนี้
-->> ปุพเพกตเหตุเป็นลัทธิของนิครนถ์ เห็นว่า สุขทุกข์หรืออย่างอื่นใดทั้งปวงที่บุคคลเสวยล้วนมาจากกรรมที่ทำไว้ในปางก่อน การที่บุคคลจะไม่ต้องเสวยสิ่งเหล่านั้นตลอดไปก็เพราะกรรมเก่าหมดสิ้นไปด้วยตบะ ไม่สร้างกรรมใหม่ ก็จะไม่ถูกบังคับต่อไป ได้ชื่อว่าสิ้นกรรมเพราะสิ้นกรรมก็สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์สิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนาก็เป็นอันว่าได้สลัดทุกข์หมดสิ้นแล้ว
จากความเห็นของลัทธินิครนถ์ข้างต้นนั้น เป็นทัศนะที่มองไปไกลจนสุดโต่งจนมองเห็นความหมายของกรรมแต่ในแง่กรรมเก่า เป็นการสอนให้คนงอมืองอเท้ารอคอยกรรมเก่าว่าจะดลบันดาลให้เป็นไปอย่างไร ไม่คิดแก้ไขปรับปรุงตนเอง ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิตามมติของพุทธศาสนา แต่มิได้หมายความว่า หลักคำสอนของพุทธศาสนาจะปฏิเสธกรรมเก่าแต่ถือว่ากรรมเก่าก็เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย คือ มันเป็นผลต่อปัจจุบัน ซึ่งไม่พ้นไปจากทฤษฏีที่ว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัยที่อาศัยกันเกิด ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ
-->> อิสสรนิมมานเหตุวาท เห็นว่า สุขทุกข์เป็นผลมาจากการดลบันดาลของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ สรรพสิ่งเป็นไปตามอำนาจการควบคุมของพระเจ้า ลัทธินี้เชื่อว่าการที่คนเราจะฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ประพฤติไม่ประเสริฐ กล่าวเท็จ ฯลฯ เป็นผู้มีความเห็นผิด ก็เพราะการดลบันดาลของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น คำสอนทางพุทธศาสนาเห็นว่า การเห็นของกลุ่มที่ 2 นี้ จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิเช่นกัน เพราะพวกนี้ทำลายคุณค่าทางศีลธรรมและจริยธรรมที่เกี่ยวกับกรรม โดยไปยึดเอาอำนาจนอกเหนือธรรมชาติมาเป็นตัวกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิต จึงฝากชีวิตไว้กับโชคชะตา คอยแต่การดลบันดาลของพระเจ้า พระพุทธองค์ทรงคัดค้านลัทธิอิสสรนิมมานเหตุวาทโดยตรัสแก่ภิกษุว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมายึดเอาอาการบันดานของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสาระ ฉันทะก็ดีความพยายามก็ดีว่า “สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ” ก็ย่อมไม่มี ฯลฯ
-->> ลัทธิอเหตุอปัจจยวาท เป็นลัทธิที่เห็นว่า สิ่งทั้งปวงล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้การที่คนเราจะทำการฆ่า ทำการลักทรัพย์ ฯลฯ เป็นผู้มีความเห็นผิด ก็เป็นไปโดยหาเหตุปัจจัยมิได้ พุทธศาสนาเห็นว่า ลัทธิที่ 3 นี้ ก็มีความเห็นสุดโต่งไปอีกข้างหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธองค์ทรงคัดค้านลัทธินี้ด้วยการตรัสแก่ภิกษุว่า
“ภิกษุ ทั้งหลาย เมื่อบุคคลมายึดเอาความไม่มีเหตุเป็นสาระ ฉันทะก็ดีความพยายามก็ดีว่า “สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ” ก็ย่อมไม่มี ฯลฯ
การนำเอาทัศนะของลัทธิทั้ง 3 มากล่าว ก็เพื่อพิจารณาให้เห็นคำสอนเกี่ยวกับกรรมตามทัศนะของพุทธศาสนาได้เด่นชัดขึ้น กล่าวคือ พุทธศาสนาไม่เห็นด้วยที่จะนำเอากรรมเก่ามาเป็นสาระ จึงควรเข้าใจเรื่องกรรมเก่าเพียงเท่าที่มันจะเป็นตามกระบวนการของมันแล้วถือเอาประโยชน์จากกรรมเก่าในแง่เป็นบทเรียน เป็นความหนักแน่นในเหตุผลอันหนึ่ง
และไม่ให้เชื่ออย่างงมงายในเรื่องอำนาจภายนอกที่อยู่เหนือธรรมชาติที่จะดลบันดาลความสุข ความทุกข์ เพราะเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผล ทำตนให้ไร้คุณค่า คอยแต่จะพึ่งพาสิ่งที่ได้มาจากความคิดและความเห็นที่เลื่อนลอย พุทธศาสนามิได้ปฏิเสธว่า อำนาจที่มาจากภายนอกไม่มี แต่มันมีจากเหตุปัจจัยที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของธรรมชาติ มิใช่เงื่อนไขที่เลื่อนลอยที่อยู่นอกเหนือไปจากธรรมชาติ คนจะชั่วหรือจะดีมิใช่การดลบันดาลของสิ่งที่เป็นปัจจัย หรือเงื่อนไขที่เลือนลอยนอกเหนือธรรมชาติ
และในทัศนะของลัทธิอเหตุอปัจจยวาท ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิสุดโต่งอีกพวกหนึ่งตามมติของพุทธศาสนา เพราะปฏิเสธเหตุปัจจัยอย่างสิ้นเชิง สรรพสิ่งเป็นไปโดยไม่มีเหตุปัจจัยนั้น ก็เป็นการปฏิเสธกฎแห่งเหตุผล เป็นการทำลายคุณค่าทางศีลธรรม และจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะการกระทำทั้งปวงจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ไม่มีบาป บุญ คุณ โทษใด ๆ
-->> การศึกษาทัศนะของลัทธิทั้ง 3 จึงเป็นการศึกษาในเรื่องการให้ผลของกรรมที่แตกต่างจากทัศนะของพุทธศาสนา จะเป็นทางป้องกันไม่ให้ลงความเห็นตัดสินความหมาย และเนื้อหาสาระของกรรมง่ายเกินไป ดังนั้น หลักกรรมในพุทธศาสนาจึงเป็นหลักคำสอนที่พุทธศาสนาแสดงให้เห็นถึงเหตุผล อันจะนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลดี ที่เรียกว่า “จริยธรรม” อันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตลอดไป