1. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ที่คนเราได้เสวย (ได้รับ) ทั้งหมดนี้นั้นล้วนเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในปางก่อน (ปุพเพกตเหตุ)

2. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ที่คนเราได้เสวย (ได้รับ) ทั้งหมดนี้นั้นล้วนเป็นเพราะการบันดาลของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น (อิสสรนิมมานเหตุ)

3. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ที่คนเราได้เสวย (ได้รับ) ทั้งหมดนี้นั้นล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ (อเหตุอปัจจัย)

“ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ 3 พวกนั้น เรา (พระพุทธเจ้า) เข้าไปหา (พวกที่ 1) แล้วถามว่า “ทราบว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้....จริงหรือ?” ถ้าสมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้วรับว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านก็จักต้องเป็นผู้ทำปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) เพราะกรรมที่ทำไว้ในปางก่อนเป็นเหตุจักต้องเป็นผู้กระทำอทินนาทาน (การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ด้วยอาการลักขโมย)เพราะกรรมที่ทำไว้ในปางก่อนเป็นเหตุจักต้องเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์...... เป็นผู้กล่าวมุสาวาท...ฯลฯ เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ (เป็นผู้เห็นผิด) เพราะกรรมที่ทำไว้ในปางก่อนเป็นเหตุนะสิ”

“ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลมายึดเอากรรมที่ทำไว้ในปางก่อนเป็นสาระ (เช่นนี้) ฉันทะ (ความพอใจ) ก็ดี ความพยายามก็ดีที่ว่า “สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ” ก็ย่อมไม่มีเมื่อกำหนดถือเอาสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำโดยจริงจังมั่นคงดัง (ว่า) นี้ สมณพราหมณ์พวกนี้ ก็เท่ากับอยู่อย่างหลงสติ ไร้เครื่องรักษา จะมีสมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตนไม่ได้ นี้แลเป็นนิคหะอันชอบธรรมอย่างแรกของเราของเราต่อสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้”

“ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น เราเข้าไปหา (พวกที่ 2) ......กล่าวกะเขาว่า “ท่านจักเป็นผู้ทำปาณาติบาต ก็เพราะบันดาลของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเหตุจักเป็นผู้ทำอทินนาทาน.... ประพฤติพรหมจรรย์...... กล่าวมุสาวาท......ฯลฯ เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิก็เพราะการดลบันดาลของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเหตุนะสิ”

“ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลมายึดเอาการดลบันดาลของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสาระ (เช่นนี้) ฉันทะ (ความพอใจ) ก็ดี ความพยายามก็ดีที่ว่า “สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ” ก็ย่อมไม่มี เมื่อไม่กำหนดถือเอาสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ โดยจริงจังมั่นคงดัง (ว่า) นี้สมณพราหมณ์พวกนี้ ก็เท่ากับอยู่อย่างหลงสติ ไร้เครื่องรักษา จะมีสมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตนไม่ได้ นี้แล เป็นนิคหะอันชอบธรรมของเราต่อสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้”

“ภิกษุทั้งหลาย บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น เราเข้าไปหา (พวกที่ 3 ) .... กล่าวกะเขาว่า “ท่านจักเป็นผู้ทำปาณาติบาต โดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย จักเป็นผู้ทำอทินนาทาน.....ประพฤติพรหมจรรย์.....กล่าวมุสาวาท....ฯลฯ เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ โดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยนะสิ”

“ภิกษุทั้งหลายก็เมื่อ บุคคลมายึดเอาความไม่มีเหตุเป็นสาระ (เช่นนี้) ฉันทะก็ดี ความพยายามก็ดี (ที่)ว่า “สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ” ก็ย่อมไม่มี ฯลฯ