3. กฎแห่งกรรม

คำว่า “กฎแห่งกรรม” หมายถึง กฎแห่งเหตุผล เช่น คำกล่าวที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” เป็นต้น เป็นกฎแห่งกรรมหรือกฎแห่งเหตุผล แต่กฎแห่งเหตุผลนี้มีอยู่หลายระดับหากจะแบ่งกว้าง ๆ ก็จะมีอยู่ 2 ระดับ คือ

1. ระดับศีลธรรม กฎแห่งกรรม (กฎแห่งเหตุผล) นี้ เป็นกฎที่มนุษย์บัญญัติ หรือสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของคนในสังคม อันจะทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยซึ่งจะนำไปสู่ความสุขแก่คนในสังคมนั่นเอง กฎแห่งเหตุผลในระดับศีลธรรมนี้มีปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคมมนุษย์ เช่น การบัญญัติข้อปฏิบัติโดยห้ามมิให้ฆ่าไม่ประทุษร้ายกันทางร่างกาย และวาจาเป็นต้น คำว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ก็เป็นกฎแห่งกรรมในระดับศีลธรรมเท่านั้น คือ การสอนมุ่งให้ผู้ที่ยังยึดอัตตา (ตัวตน) ที่ยังหลงติดข้องอยู่ในโลกอันเป็นเพียงสิ่งสมมุติจึงเรียกว่า “สมมุติสัจจะ”

บรรดาลัทธิและศาสนาต่าง ๆ ก็ได้บัญญัติกฎระเบียบต่าง ๆ ขึ้นมา และกฎระเบียบเหล่านั้นก็มีทั้งคล้ายคลึงทั้งแตกต่างกันออกไป เช่น ลัทธิและศาสนา ฝ่ายเทวนิยมก็สอนให้เกรงกลัวต่อพระเจ้า ให้มีศรัทธาเชื่อมั่นในพระเจ้า การกระทำที่เรียกว่า “ดี” ก็ต้องกระทำตามที่พระเจ้าต้องการ หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว วิญญาณก็จะกลับคืนไปอยู่กับพระเจ้า ดังนั้น ลัทธิและศาสนาประเภทเทวนิยม จึงใช้วิญญาณ Soul หรือ Spirit อันเป็นส่วนแบ่งภาคจากพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง เช่น สร้างมนุษย์ เมื่อพระเจ้าปั้นรูปร่างเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่มีชีวิต (ไม่มีลมหายใจ) ต่อเมื่อพระเจ้าแบ่งวิญญาณของพระองค์มาสิงสถิตอยู่ในรูปร่างนั้น จึงมีชีวิตมีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา ถ้าพระเจ้าเรียกวิญญาณ (Soul) กลับคืน รูปกายของมนุษย์หรือสัตว์นั้นก็จะตาย จากทฤษฎีดังกล่าวนี้เอง จึงเกิดคำสอนต่อไปอีกหลังจากสิ้นชีวิตไปแล้ว นั่น คือคำสอนเกี่ยวกับสวรรค์และนรก เพื่อสอนให้คนกระทำดี เพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์หลังจากสิ้นชีพไปแล้วและสอนให้คนเกรงกลัวต่อความชั่ว (บาป) เพราะหลังจากตายแล้วจะต้องไปตกนรก

ส่วนลัทธิและศาสนาในฝ่ายอเทวนิยม (ปฏิเสธพระเจ้า) ไม่ได้สอนให้เชื่อ และไม่สอนให้ฝากกายถวายชีวิตไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก เช่น พระเจ้า ฯลฯ เพราะเชื่อว่า ความดี ความชั่ว ต้องทำด้วยตนเอง และเป็นกฎของกรรม (การกระทำ) ที่จะต้องผลิตออกมาเอง ไม่ต้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออิทธิพลภายนอกที่จะช่วยดลบันดาลให้ได้ความสุข หรือความทุกข์ แต่ประการใด ด้วยเหตุนี้ กฎแห่งกรรมในระดับศีลธรรมนี้ จึงเป็นเรื่องที่มนุษย์เป็นผู้บัญญัติขึ้นมา เป็นระดับความจริงขั้นสมมุติเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่ปรากฏอยู่ในลัทธิและศาสนาต่าง ๆ จึงแตกต่างกัน

2. ระดับสัจธรรม กฎแห่งกรรม (กฎแห่งเหตุผล) ระดับสัจธรรมนี้ มนุษย์ไม่สามารถกำหนดหรือบัญญัติขึ้นมาเองตามที่ต้องการได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติล้วน ๆ แต่กฎดังกล่าวนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีใครนำมากล่าว และยังไม่มีใครค้นพบมาก่อน จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้โดยการค้นพบ “กฎของธรรมชาติ” (Law of Nature) จึงทรงนำมาสอนโลกว่า สิ่งทั้งปวงเป็นเพียงสิ่งประชุมปรุงแต่งเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุอาศัยปัจจัย เมื่อเกิดขึ้น โดยอาศัยปัจจัย เมื่อเกิดขึ้น (รวมกันแล้ว) ก็แปรปรวน ครั้นสิ้นเหตุสิ้นปัจจัย สิ่งที่ปรุงแต่งนั้นก็ดับสลายไป สิ่งทั้งหลายจึงล้วนตกอยู่ในหลัก “อนิจจัง” คือ เป็นสิ่งที่หาความเที่ยงแท้แน่นอนตลอดไปไม่ได้ ผู้ใดหลงผิดคิดว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน เมื่อสิ่งนี้มันไม่เที่ยง ไม่แน่นอนตามที่คิดมันแปรเปลี่ยนไปเขาจึงเกิดความทุกข์ (ทุกขัง) เกิดความเดือดร้อน เพราะมันไม่อยู่ในสภาพเดิม แม้ร่างกายและจิตใจที่เรายึดว่าเป็นตัวของเรา เป็นสิ่งที่เรารัก เราหวงแหนมากที่สุด มักก็เป็นเพียงตัวตนที่สมมุติเท่านั้น มิใช่เป็นตัวตนที่คงทนถาวรแท้จริง เพราะมันจะต้องเป็นไปตามกฎของมัน คือต้องแก่ (ชรา) ต้องตาย (มรณะ) หาความเป็นตัวเป็นตน (ถาวร) มิได้ (อนัตตา) หรือหลักไตรลักษณ์อันเป็นความจริงสูงสุด จึงเรียกว่า “สัจธรรม”

กฎแห่งกรรมในระดับสัจธรรมนี้ เป็นกฎที่ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่มีใครบัญญัติ ไม่มีใครเป็นผู้กำหนดว่าให้เป็น หรือไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นเองของมัน จึงเรียกว่า “กฎธรรมชาติ” มันย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ส่วนที่มันเป็นไปที่เราเรียกว่าเจริญ เสื่อม ดี ไม่ดี ฯลฯ นั้น มันอยู่กับเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยอย่างหนึ่งมันก็เป็นไปอย่างหนึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ถูกใจ พอใจ หรือไม่ถูกใจ ไม่พอใจของใคร ๆ เช่น การรวมกันของดินกับน้ำผลก็คือเป็น “โคลนตม” หากมีคนเอาดินกับน้ำมาผสมกันแล้วให้เกิดเป็นทองคำ หรือเป็นหยกย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุปัจจัยเป็นอีกประเภทหนึ่ง

คำสอนในพุทธศาสนานั้นนำมาสอนคนหลายระดับ จึงมีการใช้คำเพื่ออธิบายธรรมในหลายระดับ เช่น

“อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” ซึ่งแปลว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน” นี่เป็นคำสอนในระดับศีลธรรม ซึ่งใช้สอนคนที่ยังยึดอัตตา (ตัวตน) อยู่ จำต้องอาศัย ตนของตนเป็นที่พึ่ง ต้องแสวงหา “ตน” ที่ดี ละ “ตน” ที่ชั่ว เพราะคนยังยึดตน ยังติดอยู่กับความดีความชั่วอยู่

ส่วนคำสอนที่ว่า “ผู้มีปัญญามองเห็นความจริงว่า แม้แต่ตัวตนของตนก็ยังไม่มี (สิ้นอหังการ มมังการ) ดังนั้น บุตรและภริยาจะมีมาแต่ที่ไหน” คำสอนเช่นนี้ใช้สอนคนที่เข้าใจในหลักอนัตตาแล้ว อันถือว่าเป็นระดับ “สัจธรรม” คำสอนในโอวาทปาติโมกข์ที่ถือว่าเป็นแก่นหรือหัวใจของพุทธศาสนามี 3 ประการนั้น สองขั้นแรก คือ “ไม่ทำบาป (ความชั่ว) ทั้งปวง” และ “การทำแต่ความดี” เป็นคำสอนระดับศีลธรรม ส่วนข้อที่ 3 คือ “การทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส” นี่เป็นคำสอนระดับสัจธรรม