8. อัพภูตธรรม คือ คำสอนหรือเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ แยกได้ 3 ประเภท คือ

8.1 ธรรมที่เป็นสัจจะ คือ ความจริงเกี่ยวกับธรรมดาของชีวิต ซึ่งยังไม่มีผู้ใดเข้าใจและเข้าถึงสัจจะอันนี้อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง จนกระทั่งพระพุทธเจ้าค้นพบความจริงเหล่านี้แล้วนำมาประกาศแก่ชาวโลก ผู้มีปัญญาฟังแล้ว ย่อมเห็นจริงตามคำสอนเหล่านั้น เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ใจ จึงมักจะเปล่งวาจาสรรเสริญว่า “อจฺฉริยํ อพฺภุตํ ภนฺเต ยาว สุภาสิตํ อิทํ.....” แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทศนานี้เป็นสุภาษิต เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ.......

8.2 เรื่องของพระโพธิสัตว์หรือเรื่องของพระพุทธเจ้า หมายถึง เรื่องที่น่าอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ครั้งที่เสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิตหยั่งลงสู่ครรภ์ของพระมารดา ระหว่างที่อยู่ในครรภ์นั้น จะประทับนั่งขัดสมาธิด้วยอาการสงบเวลาคลอดออกมาจากครรภ์ก็มิได้เอาศีรษะออกก่อนเหมือนทารกทั่ว ๆ ไป ตอนที่พระมารดาประสูติพระองค์ประทับยืน มิได้นอนคลอดเหมือนหญิงทั่ว ๆ ไป ตอนประสูติก็มีเทวดามาคอยรับพระวรกายด้วยน้ำร้อนและน้ำเย็นที่ไหลเป็นสายมาจากท้องฟ้า และหลังจากประสูติแล้วก็สามารถดำเนินไปได้ 7 ก้าว พร้อมกับมีดอกบัวรองรับ ขณะเดียวกันก็เปล่งพระสุรสีหนาทว่าพระองค์ทรงบันเกิดมาเพื่อประโยชน์ของมหาชน เป็นต้น

8.3 เรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติพิเศษของอริยบุคคลบางองค์ เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ เช่น ในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมที่น่าอัศจรรย์ใจ 4 ประการของพระอานนท์เถระ กล่าวคือ ไม่ว่าภิกษุหรือบุคคลทั่วไปต่างก็ชื่นชมเมื่อได้เห็นพระอานนท์ และรู้สึกยินดีเมื่อได้ฟังธรรมที่พระอานนท์สอน และรู้สึกพอใจในธรรมนั้น ในทางตรงกันข้าม แม้ภิกษุและคนทั่วไปไม่พอใจ พระอานนท์ก็เฉย ๆ ไม่หวั่นไหว เป็นต้น