อำนาจหน้าที่ : คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ก. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(คณะกรรมการ ป.ป.ช.)
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวน พร้อมทั้งนำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภา กรณีมีการร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รองประธานศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร รองอัยการสูงสุด ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๒) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวน พร้อมทั้งทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีมีผู้กล่าวหาร้องเรียนให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น และให้ใช้บังคับกับกรณีที่บุคคล ดังกล่าวหรือบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนด้วย
(๓) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
(๔) ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของ ทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๕) กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและชั้นหรือระดับของ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
(๖) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
(๗) รายงานผลการตรวจสอบ และผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกปี และนำรายงานนั้นออกพิมพ์เผยแพร่ต่อไป
(๘) เสนอมาตรการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฎิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
(๙)ดำเนินการให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยกเลิกหรือเพิกถอนสิทธิหรือเอกสารสิทธิที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้อนุมัติหรืออนุญาตให้สิทธิประโยชน์หรือออกเอกสารสิทธิแก่บุคคลใดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ
(๑๐) ดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งดำเนินการให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๑๑) ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเลขาธิการ
(๑๒) แต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
(๑๓) ดำเนินการอื่นตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติ หรือที่กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในชั้นนี้ได้แก่
(๑๓.๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒
(๑๓.๒) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.
๒๕๔๒
(๑๓.๓) กฎหมายว่าด้วยการจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี
ข. อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑)สั่งให้ข้าราชการพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการหน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ให้ถ้อยคำเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวน ข้อเท็จจริง
(๒) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถาน สถานที่ทำการหรือสถานที่อื่นใดรวมทั้งยานพาหนะของบุคคลใดๆในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกอบกิจการเพื่อตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัดเอกสารทรัพย์สินหรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและหากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าวให้สามารถดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ
(๓) มีหนังสือให้หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานเอกชนดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่ การไต่สวนข้อเท็จจริง หรือการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
(๔) วางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงค่าเดินทางและค่าตอบแทนของพยานบุคคล และเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเรื่องอื่นใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
(๕) วางระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินสินบนตามมาตรา ๒๘
(๖) ออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารทั่วไป การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน และการดำเนินการอื่นของสำนักงาน ป.ป.ช.
(๗) ในการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๗.๑) แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความ
ผิด และเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
(๗.๒) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อให้มีการจับ และควบคุมตัวผู้ถูกกล่าว
หาซึ่งระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ได้มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล เพื่อส่งตัวไปยังพนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการต่อไป
(๗.๓) การปล่อยตัวผู้ถูกจับชั่วคราว
(๘) ฟ้องคดีหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทนต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แล้วแต่กรณี ดังนี้
(๘.๑) ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดได้แต่งตั้ง คณะทำงานขึ้นพิจารณาแล้ว
ไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินคดีได้
(๘.๒) ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุด
(๙) มีอำนาจส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาสั่งพักราชการหรือ พักงาน เพื่อรอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ทางราชการหรือเป็นอุปสรรคในการไต่สวนข้อเท็จจริง
ค. อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายอื่น
๑. ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในกรณีที่คณะทำงานไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีได้ภายในกำหนดระยะเวลา ๑๔ วัน นับแต่วันตั้งคณะทำงาน
๒. พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ในกรณีที่มีพฤติการณ์ปรากฏแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือมีการกล่าวหาร้องเรียนว่าการดำเนินการซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การจำหน่ายทรัพย์สิน การได้รับสัมปทาน หรือการได้รับสิทธิใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐครั้งใด มีการกระทำอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจ ดังนี้
(๑) แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด
และเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
(๒) มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างหน่วยงานของรัฐปฏิบัติการทั้งหลาย อันจำเป็นแก่
การรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
จากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน
(๓) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถาน สถานที่ทำการ หรือ
สถานที่อื่นใด รวมทั้งยานพาหนะของบุคคลใด ๆ ในระหว่าง พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกอบกิจการเพื่อตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัดเอกสาร ทรัพย์สิน
หรือพยานหลักฐานอื่นใด ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ ทำการไต่สวนข้อเท็จจริง และหากดำเนินการ
ไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าวให้สามารถดำเนินการต่อไปได้จนกว่างจะแล้วเสร็จ
(๔) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมาย เพื่อให้มีการจับและควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหา
ซึ่งระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ได้มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล เพื่อส่งตัวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการต่อไป
(๕) ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการตามหมายของศาลที่ออกตาม(๓)
หรือ (๔)
(๖) กำหนดระเบียบโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการสืบสวนและสอบสวนการ
กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และการประสานงานในการดำเนินคดีระหว่างคณะกรรมการ
ป.ป.ช. พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ประธานกรรมการ และกรรมการ ป.ป.ช. เป็น
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนให้คณะ
กรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจ
หน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้อนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้
รับแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงานการสอบสวนให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อ
ไป การดำเนินการเกี่ยวกับการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา ให้ถือว่าบทบัญญัติที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๓. พระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๓ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดังนี้
ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้การจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยกำหนดประเภทของนิติบุคคลที่จะจัดการหุ้น กำหนดแบบสัญญาจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี
อำนาจหน้าที่สำนักงานป.ป.ช.
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “สำนักงาน ป.ป.ช.” เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญมีฐานะเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ภารกิจหลัก
สำนักงาน ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
๑. รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๒. ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๓. ศึกษาและสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทุจริตในวงราชการ
และการเมือง
๔. ปฏิบัติตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย
๕. เสนองบประมาณรายจ่ายตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดสรรเป็น
เงินอุดหนุนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช.
โครงสร้างสำนักงาน
ชื่อ หน้าที่และความรับผิดชอบ
สำนักป้องกันการทุจริต ๑ เสนอมาตรการความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
สำนักป้องกันการทุจริต ๒ ดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต และเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งดำเนินการให้ประชาชน หรือกลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
สำนักปราบปรามการทุจริต ๑ ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อมีผู้กล่าวหาร้องเรียนหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมในสังกัดดังนี้ คือ
• กระทรวงมหาดไทย(ยกเว้นกรมราชทัณฑ์ กรมที่ดิน)
• สำนักนายกรัฐมนตรี(ยกเว้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
• กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
• กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล
• กระทรวงศึกษาธิการ
• กระทรวงสาธารณสุข
• ทบวงมหาวิทยาลัย
• หน่วยงานอิสระ
• สตง.
• สำนักพระราชวัง
• สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
• สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
• ราชบัณฑิตยสภา
• สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ
• สนง.คณะกรรมการการเลือกตั้ง
สำนักปราบปรามการทุจริต ๒ ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อมีผู้กล่าวหาร้องเรียนหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมในสังกัดดังนี้ คือ
• กระทรวงกลาโหม
• กระทรวงการต่างประเทศ
• กระทรวงยุติธรรม
• สำนักงานอัยการสูงสุด
• สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
• กรมราชทัณฑ์
• กระทรวงการคลัง
• กระทรวงพาณิชย์
• กระทรวงอุตสาหกรรม
• กระทรวงคมนาคม
• กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
• กรมที่ดิน
• กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
• รัฐวิสาหกิจ
สำนักตรวจสอบทรัพย์สิน ๑ ๑. ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐดังนี้ คือ นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลปกครองสูงสุด, อัยการสูงสุด, กรรมการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, รองประธานศาลฎีกา, รองประธานศาลปกครองสูงสุด, หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร, รองอัยการสูงสุด เมื่อมีคำร้องขอให้ถอดถอนจากตำแหน่งโดยมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย
๒. ไต่สวนและวินิจฉัยดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ คือ นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ข้าราชการการเมืองอื่น เมื่อมีผู้เสียหายกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา กระทำความผิดต่อหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
๓. และ ๔ ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินรวมทั้งไต่สวนวินิจฉัยเรื่องร่ำรวยผิดปกติของบุคคลตามข้อ ๑ และ ๒
สำนักตรวจสอบทรัพย์สิน ๒ ๑. และ ๒ ไต่สวนและวินิจฉัยเมื่อมีคำร้องขอให้ถอดถอนหรือดำเนินคดีอาญา กรณีที่มีการกล่าวหาร้องเรียนสมาชิกวุฒิสภาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
๓. ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
๔. ไต่สวนวินิจฉัยเรื่องร่ำรวยผิดปกติของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สำนักตรวจสอบทรัพย์สิน ๓ ๑. ไต่สวนและวินิจฉัยเมื่อมีคำร้องขอให้ถอดถอนกรณีที่มีการกล่าวหาร้องเรียนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงร่ำรวยผิดปกติ
๒. ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทุก ๓ ปี
๓. ไต่สวนวินิจฉัยเรื่องร่ำรวยผิดปกติของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
สำนักตรวจสอบทรัพย์สิน ๔ ๑. ตรวจสอบความถูกต้อง ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้บริหารและสมาชิกเทศบาลนคร และเทศบาลเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ผู้ว่า กทม. รองผู้ว่ากทม. สมาชิกสภา กทม. องค์การบริหารส่วนตำบลกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
๒. ไต่สวนและวินิจฉัยเมื่อมีการกล่าวหาร้องเรียนหรือมีพฤติการณ์ว่าร่ำรวยผิดปกติของบุคคลตามข้อ ๑
สำนักตรวจสอบทรัพย์สิน ๕ ๑. ตรวจสอบความถูกต้อง ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ (ยกเว้น ผู้พิพากษาในศาลฎีกา และตุลากรในศาลปกครองสูงสุด)
๒. ไต่สวนและวินิจฉัยเมื่อมีการกล่าวหาร้องเรียน หรือมีพฤติการณ์ว่าร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตามที่ ป.ป.ช. กำหนดของบุคคลตามข้อ ๑
สำนักคดี ๑. ดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
๒. เสนอวุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนดออกจากตำแหน่ง
๓. ดำเนินคอีอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและร้องขอให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
๔. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพ้นจากตำแหน่งและสั่งให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพ้นจากตำแหน่ง
๕. ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และบุคคลที่ไม่มีกฎหมาย ระเบียบ/หรือข้อบังคับเกี่ยวกับวินัย
๖. ยึด อายัดทรัพย์สิน เพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่มีการโอนไปโดยมิชอบ และเพิกถอนสิทธิต่าง ๆ
๗. ดำเนินการบังคับคดี
๘. ดำเนินการตามบทกำหนดโทษ
๙. ติดตามผลการดำเนินคดี
๑๐. ดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี
๑๑. ดำเนินการเกี่ยวกับความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
๑๒. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
๑๓. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการหุ้นของรัฐมนตรี
๑๔. ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
สำนักนโยบายและแผน ๑. จัดทำ ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ
๒. จัดทำรายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทุกปี และนำรายงานนั้นพิมพ์เผยแพร่ต่อไป
๓. จัดทำรายละเอียดของแผนงานและโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนการปฏิบัติงาน นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
๔. วิจัยและส่งเสริมการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบและวิธีการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการและการเมือง
๕. กำหนดตำแหน่งที่ต้องแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน การพัฒนาระบบรูปแบบ และวิธีการดำเนินการสำรวจทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
๖. พัฒนาระบบกฎหมาย ข้อปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการและการเมือง
๗. ดำเนินการทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบการปฏิบัติงานและ พัฒนาเอกสารและข้อมูลทางวิชาการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการและการเมือง
๘. ดำเนินการเกี่ยวกับการวิเทศสัมพันธ์ เพื่อสร้างความร่วมมือ ทั้งในด้านวิชาการและการสนับสนุนงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการและการเมือง
๙. จัดวางระบบและพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์และโปรแกรม
๑๐. จัดวางระบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลรวม
๑๑. ดูแล บำรุงรักษาและแก้ไขปัญหาการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และวิทยุสื่อสาร
๑๒. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
กองรับเรื่องร้องเรียน ๑. จัดวางและพัฒนาระบบทะเบียนข้อมูลส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน และแบบบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน
๒. ดำเนินการรับเรื่องกล่าวหาและสอบถามผู้กล่าวหาเพิ่มเติม
๓. สรุปเรื่องตามคำกล่าวหา นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา
๔. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นในเรื่องความผิดเล็กน้อย นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา
๕. ดำเนินการรับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
๖. ตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น
๗. นำเสนอประธานกรรมการหรือกรรมการ ซึ่งประธานกรรมการมอบหมาย ลงลายมือชื่อกำกับในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทุกหน้า
๘. ดำเนินการงานสารบรรณของสำนักงาน ป.ป.ช.
๙. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
กองการเจ้าหน้าที่ ๑. จัดวางระบบและบริหารงานบุคคล
๒. สรรหา บรรจุ แต่งตั้งบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐาน
๓. พัฒนา และบริหารการจัดเก็บข้อมูลบุคคล
๔. เสริมสร้าง วินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ
๕. จัดวางระบบและพัฒนาศักยภาพบุคคล
๖. ดำเนินกิจกรรมเจ้าหน้าที่สัมพันธ์
๗. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
กองคลัง ๑. ดำเนินการบริหารการเงิน การบัญชี ทั้งในและนอกงบประมาณ และเงินกองทุนต่าง ๆ
๒. ดำเนินการบริหารการพัสดุ อาคาร สถานที่และยานพาหนะ
๓. ดำเนินการบริหารจัดการด้านสวัสดิการของเจ้าหน้าที่
๔. ดำเนินการเกี่ยวกับงานบริหารทั่วไปของสำนักงาน ป.ป.ช. (จัดเวรยาม, รัฐพิธี, ประชาสัมพันธ์ภายใน)
๕. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
กองงานคณะกรรมการ
๑. ดำเนินการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๒. รวบรวมประมวลมติ และติดตามการดำเนินการตามมติ
๓. ดำเนินการเกี่ยวกับงานโฆษกของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๔. โต้ตอบ-แถลงการณ์ กรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวสารที่ไม่สมควร หรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
๕. ติดตาม ประสานงานในเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความสนใจและสั่งการทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน
๖. ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย