บทที่ 

ไตรลักษณ์  ()

 

.๑ ความหมายไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์(The  three  Charateristics)ได้แก่  ลักษณะที่เป็นสามัญ  ๓ อย่าง  หรือสามัญลักษณะ  สามัญหมายถึงธรรมดา    สิ่งที่เป็นธรรมดา  ไม่มีอะไรพิเศษกว่ากัน  บางทีเราเรียกว่าสามัญธรรมดา  หรือธรรมดาสามัญ  หรือลักษณะที่เสมอกัน  เท่ากัน  เหมือนกัน  หรือได้แก่ทฤษฎีแห่งความเหมาะเหมือน(The  law  of  identity)  เพราะสสารทุกประเภทต้องตกอยู่ภายใต้กฏแห่งความเสมอเหมือนนี้เท่ากันหมด  ไม่มีข้อยกเว้น  แม้จะเป็น สิ่งมีชีวิตหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ตามทฤษฎีเป็นเครื่องบ่งบอกความจริงที่เป็นสัจธรรม  คือความจริงที่มีอยู่ภายในธรรมชาติ  ไม่มีใครสร้าง  มันมีอยู่ตามความจริง  จึงถือว่าเป็นกฎแห่งความจริงที่เป็นจริง  ทฤษฎีนี้ได้แก่อนิจจัง  ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความไม่คงที่  ความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว ทุกขัง  ความเป็นทุกข์  ความขัดแย้ง  ความทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา  ความไม่มีตัวตน  ไม่มีเรา  ไม่มีเขา  ไม่มีอะไรเป็นของตน

ไตรลักษณ์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  สามัญลักษณะ  แปลว่า  ลักษณะที่ทั่วไป  หรือเสมอกันแก่สิ่งทั้งปวง  ซึ่งได้ความหมายเท่ากัน เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ จะแสดงความหมายของ  ไตรลักษณ์  (The  three  Characteristilcs  of  Existence) โดยย่อดังนี้

            .  อนิจจา  (Impermanence)  ความไม่เที่ยง  ความไม่คงที่  ความไม่ยั่งยืนภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป

            . ทุกขตา  (Stress  and  Conflict)  ความเป็นทุกข์  ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว  ภาวะที่กดดัน  ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัวเพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัวไม่ให้ความสมอยากแท้จริงหรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา  และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้า  ไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน

            .  อนัตตา  (Soullessness  หรือ  Non-self)  ความเป็นอนัตตาความไม่ใช่ตัวตน      ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง

            ไตรลักษณ์  จึงมีลักษณะที่สัมพันธ์กับความไม่เที่ยงหรืออนิจจัง  ทำให้เกิดทุกข์  เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้และเพราะเหตุว่าทุกอย่างนั้นตั้งอยู่ไม่ได้  จึงไม่ใช่ตัวตน  เพราะถ้าเป็นตัวตนของเราแล้ว  ต้องตั้งอยู่ได้ด้วยเจตนาของเรา  และเราต้องบังคับได้  ความตั้งอยู่ไม่ได้ของทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเรานั้นแปลว่า  สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวเรา  เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจของเราทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่างของสิ่งทั้งปวงตัวกฎหรือตัวสภาวะ

            ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นที่ว่า  สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่าง ๆ มาประชุมกันเข้า  หรือมีอยู่ในรูปของการรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่าง ๆ นั้น  มิใช่หมายความว่าเป็นการนำเอาส่วนประกอบที่เป็นชิ้น ๆ อัน ๆ อยู่แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน  และเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว  ก็เกิดเป็นรูปร่าง  คุมกันอยู่เหมือนเมื่อเอาวัตถุต่าง ๆ มารวมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ  ความจริงที่กล่าวว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากการประชุมกันของส่วนประกอบต่าง ๆ นั้น เป็นเพียงคำกล่าวเพื่อเข้าใจง่าย ๆ ในเบื้องต้นเท่านั้นแท้จริงแล้ว       สิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกระแส  ส่วนประกอบแต่ละอย่าง ๆ ล้วนประกอบขึ้นจากส่วนประกอบอื่น ๆ ย่อยลงไป  แต่ละอย่างไม่มีตัวตนของมันเองเป็นอิสระ  ล้วนเกิดดับต่อกันไปเรื่อย  ไม่เที่ยง  ไม่คงที่  กระแสนี้ไหลเวียนหรือดำเนินต่อไป  อย่างที่ดูคล้ายกับรักษารูปแนวและลักษณะทั่วไปไว้ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป  ก็เพราะส่วนประกอบทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน  เป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันอย่างหนึ่ง  และเพราะส่วนประกอบเหล่านั้นแต่ละอย่างล้วนไม่มีตัวตนของมันเอง  และไม่เที่ยงแท้คงที่อย่างหนึ่ง

            ความเป็นไปต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามธรรมชาติ  อาศัยความสัมพันธ์และความเป็นปัจจัยเนื่องอาศัยของสิ่งทั้งหลายเอง  ไม่มีตัวการอย่างอื่นที่นอกเหนือออกไปในฐานะผู้สร้างหรือผู้บันดาล  จึงเรียกเพื่อเข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นกฎธรรมชาติ มีหลักธรรมใหญ่อยู่    หมวด  ที่ถือได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงในรูปของกฎธรรมชาติ  คือ ไตรลักษณ์  และ  ปฏิจจสมุปบาท 

            ความจริงธรรมทั้ง    หมวดนี้ถือได้ว่าเป็นกฎเดียวกัน  แต่แสดงในคนละแง่หรือคนละแนว  เพื่อมองเห็นความจริงอย่างเดียวกัน  คือ ไตรลักษณ์ มุ่งแสดงลักษณะของสิ่งทั้งหลายซึ่งปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้น   ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นไปโดยอาการที่สัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันตามปฏิจจสมุปบาท    ส่วนหลักปฏิจจสมุปบาท  ก็มุ่งแสดงถึงอาการที่สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันเป็นกระแส  จนมองเห็นลักษณะได้ว่าเป็น  ไตรลักษณ์

            กฎธรรมชาติ นี้เป็น ธรรมธาตุ  คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดา  เป็นธรรมฐิติ  คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา  เป็นธรรมนิยาม  คือ  กฎธรรมชาติ  หรือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่เกี่ยวกับผู้สร้างผู้บันดาล  คือการเกิดขึ้นของศาสนาหรือศาสดาใด ๆ กฎธรรมชาตินี้แสดงฐานะของศาสดาในความหมายของพุทธธรรมด้วยว่าเป็นผู้ค้นพบกฎเหล่านี้แล้วนำมาเปิดเผยชี้แจงแก่ชาวโลก

            ไตรลักษณ์  แปลว่า  ลักษณะ    อย่าง  อันหมายถึงกฎธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในสรรพสิ่ง  กฎธรรมชาตินี้เป็นภาวะที่ทรงตัวอยู่เองโดยธรรมชาติ(ธรรมธาตุ)  เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว(ธรรมฐิติ)  เป็นสิ่งธรรมดา  ไม่มีผู้สร้างบันดาล  เกิดเองเป็นเอง  (ธรรมนิยาม)  พระพุทธเจ้าตรัสถึงกฎธรรมชาตินี้ไว้ว่า

 ไม่ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะอุบัติขึ้นในโลกหรือไม่ก็ตาม  กฎธรรมชาตินี้ก็ยังคงมีอยู่และเป็นไปตลอดกาล พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ที่รู้แจ่มแจ้งซึ่งกฎธรรมชาตินั้น  แล้วทรงนำมาประกาศเปิดเผยให้บุคคลอื่นเข้าใจตามเท่านั้น   

            กฎนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  สามัญลักษณะ  หมายความว่า  เป็นลักษณะทั่วไปหรือมีเหมือนกันในสิ่งทั้งปวง  มีอยู่    ประการ  ดังต่อไปนี้

            .   อนิจจตา=  ความเป็นของไม่เที่ยง  อันได้แก่  ไม่ถาวร  ไม่คงที่  ไม่แน่นอน  เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป  แปรปรวนไป

            .   ทุกขตา=  ความเป็นทุกข์  อันได้แก่  ความเป็นของทนได้ยาก  ทนอยู่ตลอดไปไม่ได้  ต้อง แปรปรวนไป  เพราะมีเหตุมีปัจจัยคือความเกิดขึ้น  ความเสื่อมไปและความแปรปรวนไป

            .    อนัตตา=   ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน  อันได้แก่  ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา  ขัดแย้งกับความเป็นตัวตน  ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  เป็นของว่างเปล่า  เป็นเพียงสิ่งสมมติ  ไม่ใช่ของตนแท้จริง

            อนิจจตาเป็นปรากฏการณ์ที่ประจักษ์ภายนอก   เช่น  ผมหงอก  ฟันหลุด  ผิวหนังเหี่ยวย่น  เป็นต้น  ส่วนทุกขตาเป็น เนื้อใน  ของสิ่งนั้น  หรือเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ  การที่ผมหงอก  ฟันหลุด        ผิวหนังเหี่ยวย่นดังที่ปรากฏให้เห็นนั้นเป็นเพราะเนื้อแท้ของสิ่งเหล่านี้ไม่มีความสมบูรณ์ในตัว มันมีความ    บกพร่องในตัวเอง  มันจึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ต้องมีอันเปลี่ยนแปลง

ประโยชน์ของการเข้าใจเรื่องอนิจจตา

            . สามารถสร้างความก้าวหน้าหรือความเจริญให้แก่ตนเอง  โดยหลีกเลี่ยงความเสื่อมได้โดยทำความเข้าใจว่า  อะไรคือความเจริญและความเสื่อมได้ถูกต้องค้นหาสาเหตุแห่งความเจริญและความเสื่อมได้หาวิธีสร้างสาเหตุแห่งความเจริญและหลีกเลี่ยงสาเหตุแห่งความเสื่อมลงมือปฏิบัติตามวิธีนั้น ๆ

.  สามารถปรับสภาพจิตใจตนเองได้ เมื่อรู้ว่าสภาพแห่งชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้  เราต้องไม่สิ้นหวังและเป็นทุกข์จนเกินไป  เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจ  และจะไม่ประมาท     มัวเมาในเมื่อประสบกับสิ่งที่ตนปรารถนาสามารถเข้าใจในสถานการณ์ได้ตามความเป็นจริง  จะไม่ปล่อยตนไปตามเหตุการณ์นั้น ๆ  จนเกินไป  จะพยายามหาทางที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดีงาม คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคแสดงอรรถ(ความหมาย)  ของอนิจจตาไว้อย่างเดียวว่า  ชื่อว่าเป็นอนิจจังโดยความหมายว่า  เป็นของสิ้นไป ๆ (ขยฏฺเฐน)  หมายความว่า  เกิดขึ้นที่ไหนเมื่อใด  ก็ดับไปที่นั่น  เมื่อนั้น เช่น รูปธรรมในอดีต  ก็ดับไปในอดีต  ไม่มาถึงขณะนี้  รูปในขณะนี้  ก็ดับไปที่นี่  ไม่ไปถึงข้างหน้า  รูปในอนาคตจะเกิดถัดต่อไป  ก็จะดับ    ที่นั้นเอง  ไม่ยืนอยู่ถึงเวลาต่อไปอีก  ดังนี้เป็นต้น  ต่อมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา  ท่านต้องการให้ผู้ศึกษาเข้าใจง่ายขึ้น  จึงได้ขยายความหมายออกไปโดยนัยต่าง ๆ ยักย้ายคำอธิบายออกไปให้เห็นความหมายในหลาย ๆ แง่  และหลาย ๆ ระดับ  ตั้งแต่ระดับคร่าว ๆ หยาบ ๆ  ลงมาจนถึงความเป็นไปใน     แต่ละขณะ ๆ เช่น  เมื่อมองชีวิตของคน  เบื้องต้นก็มองอย่างง่าย ๆดูช่วงชีวิตทั้งหมด ก็จะเห็นว่าชีวิตมีการเกิดและการแตกดับ  เริ่มต้นด้วยการเกิดและสิ้นสุดลงด้วยความตาย  เมื่อซอยลงไปอีก  ก็ยิ่งเห็นความเกิดและความดับ  หรือการเริ่มต้นและการแตกสลายกระชั้นถี่เข้ามา  เป็นช่วงวัยหนึ่ง    ช่วงระยะสิบปีหนึ่ง ๆ ช่วงปีหนึ่ง    ช่วงฤดูหนึ่ง    ช่วงเดือนหนึ่ง    ฯลฯ  ช่วงยามหนึ่ง    ตลอดถึงชั่วเวลาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแต่ละครั้งแต่ละหน  จนกระทั่งมองเห็นความเกิดดับที่เป็นไปในทุก  ๆ ขณะ  ซึ่งเป็นของมองเห็นได้ยากสำหรับคนทั่วไป  อย่างไรก็ตามในสมัยปัจจุบันนี้  ที่วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามากแล้ว  อนิจจตาหรือความไม่เที่ยง  โดยเฉพาะในด้านรูปธรรม  เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก  จนเกือบจะกลายเป็นของสามัญไปแล้ว  ทฤษฎี  ต่าง    ตั้งแต่ทฤษฎีว่าด้วยการเกิดดับของดาว  ลงมาจนถึงทฤษฎีว่าด้วยการสลายตัวของปรมาณู  ล้วนใช้ช่วยอธิบายหลักอนิจจตาได้ทั้งสิ้น

อนิจจัง  คือ  ความไม่เที่ยง  ไม่คงที่  ได้แก่

.  เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไปคือเกิดดับ    มีแล้วก็ไม่มี

.  เป็นของแปรปรวนคือเปลี่ยนแปลงสภาพไปเรื่อย