บทที่ ๖
ไตรลักษณ์ (๑)
๖.๑ ความหมายไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์(The three Charateristics)ได้แก่ ลักษณะที่เป็นสามัญ ๓ อย่าง หรือสามัญลักษณะ สามัญหมายถึงธรรมดา สิ่งที่เป็นธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษกว่ากัน บางทีเราเรียกว่าสามัญธรรมดา หรือธรรมดาสามัญ หรือลักษณะที่เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือได้แก่ทฤษฎีแห่งความเหมาะเหมือน(The law of identity) เพราะสสารทุกประเภทต้องตกอยู่ภายใต้กฏแห่งความเสมอเหมือนนี้เท่ากันหมด ไม่มีข้อยกเว้น แม้จะเป็น สิ่งมีชีวิตหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ตามทฤษฎีเป็นเครื่องบ่งบอกความจริงที่เป็นสัจธรรม คือความจริงที่มีอยู่ภายในธรรมชาติ ไม่มีใครสร้าง มันมีอยู่ตามความจริง จึงถือว่าเป็นกฎแห่งความจริงที่เป็นจริง ทฤษฎีนี้ได้แก่อนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความไม่คงที่ ความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว ทุกขัง ความเป็นทุกข์ ความขัดแย้ง ความทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา ความไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีอะไรเป็นของตน
ไตรลักษณ์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณะ แปลว่า ลักษณะที่ทั่วไป หรือเสมอกันแก่สิ่งทั้งปวง ซึ่งได้ความหมายเท่ากัน เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ จะแสดงความหมายของ ไตรลักษณ์ (The three Characteristilcs of Existence) โดยย่อดังนี้
๑. อนิจจา (Impermanence) ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความไม่ยั่งยืนภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป
๒. ทุกขตา (Stress and Conflict) ความเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัวเพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัวไม่ให้ความสมอยากแท้จริงหรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้า ไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน
๓. อนัตตา (Soullessness หรือ Non-self) ความเป็นอนัตตาความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง
ไตรลักษณ์ จึงมีลักษณะที่สัมพันธ์กับความไม่เที่ยงหรืออนิจจัง ทำให้เกิดทุกข์ เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้และเพราะเหตุว่าทุกอย่างนั้นตั้งอยู่ไม่ได้ จึงไม่ใช่ตัวตน เพราะถ้าเป็นตัวตนของเราแล้ว ต้องตั้งอยู่ได้ด้วยเจตนาของเรา และเราต้องบังคับได้ ความตั้งอยู่ไม่ได้ของทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเรานั้นแปลว่า สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวเรา เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจของเราทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” ลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่างของสิ่งทั้งปวงตัวกฎหรือตัวสภาวะ
ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นที่ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่าง ๆ มาประชุมกันเข้า หรือมีอยู่ในรูปของการรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่าง ๆ นั้น มิใช่หมายความว่าเป็นการนำเอาส่วนประกอบที่เป็นชิ้น ๆ อัน ๆ อยู่แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน และเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ก็เกิดเป็นรูปร่าง คุมกันอยู่เหมือนเมื่อเอาวัตถุต่าง ๆ มารวมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ความจริงที่กล่าวว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากการประชุมกันของส่วนประกอบต่าง ๆ นั้น เป็นเพียงคำกล่าวเพื่อเข้าใจง่าย ๆ ในเบื้องต้นเท่านั้นแท้จริงแล้ว สิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกระแส ส่วนประกอบแต่ละอย่าง ๆ ล้วนประกอบขึ้นจากส่วนประกอบอื่น ๆ ย่อยลงไป แต่ละอย่างไม่มีตัวตนของมันเองเป็นอิสระ ล้วนเกิดดับต่อกันไปเรื่อย ไม่เที่ยง ไม่คงที่ กระแสนี้ไหลเวียนหรือดำเนินต่อไป อย่างที่ดูคล้ายกับรักษารูปแนวและลักษณะทั่วไปไว้ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็เพราะส่วนประกอบทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันอย่างหนึ่ง และเพราะส่วนประกอบเหล่านั้นแต่ละอย่างล้วนไม่มีตัวตนของมันเอง และไม่เที่ยงแท้คงที่อย่างหนึ่ง
ความเป็นไปต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามธรรมชาติ อาศัยความสัมพันธ์และความเป็นปัจจัยเนื่องอาศัยของสิ่งทั้งหลายเอง ไม่มีตัวการอย่างอื่นที่นอกเหนือออกไปในฐานะผู้สร้างหรือผู้บันดาล จึงเรียกเพื่อเข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นกฎธรรมชาติ มีหลักธรรมใหญ่อยู่ ๒ หมวด ที่ถือได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงในรูปของกฎธรรมชาติ คือ ไตรลักษณ์ และ ปฏิจจสมุปบาท
ความจริงธรรมทั้ง ๒ หมวดนี้ถือได้ว่าเป็นกฎเดียวกัน แต่แสดงในคนละแง่หรือคนละแนว เพื่อมองเห็นความจริงอย่างเดียวกัน คือ ไตรลักษณ์ มุ่งแสดงลักษณะของสิ่งทั้งหลายซึ่งปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้น ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นไปโดยอาการที่สัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันตามปฏิจจสมุปบาท ส่วนหลักปฏิจจสมุปบาท ก็มุ่งแสดงถึงอาการที่สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันเป็นกระแส จนมองเห็นลักษณะได้ว่าเป็น ไตรลักษณ์
กฎธรรมชาติ นี้เป็น ธรรมธาตุ คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดา เป็นธรรมฐิติ คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา เป็นธรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติ หรือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่เกี่ยวกับผู้สร้างผู้บันดาล คือการเกิดขึ้นของศาสนาหรือศาสดาใด ๆ กฎธรรมชาตินี้แสดงฐานะของศาสดาในความหมายของพุทธธรรมด้วยว่าเป็นผู้ค้นพบกฎเหล่านี้แล้วนำมาเปิดเผยชี้แจงแก่ชาวโลก
ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง อันหมายถึงกฎธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในสรรพสิ่ง กฎธรรมชาตินี้เป็นภาวะที่ทรงตัวอยู่เองโดยธรรมชาติ(ธรรมธาตุ) เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว(ธรรมฐิติ) เป็นสิ่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างบันดาล เกิดเองเป็นเอง (ธรรมนิยาม) พระพุทธเจ้าตรัสถึงกฎธรรมชาตินี้ไว้ว่า
“ไม่ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะอุบัติขึ้นในโลกหรือไม่ก็ตาม กฎธรรมชาตินี้ก็ยังคงมีอยู่และเป็นไปตลอดกาล พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ที่รู้แจ่มแจ้งซึ่งกฎธรรมชาตินั้น แล้วทรงนำมาประกาศเปิดเผยให้บุคคลอื่นเข้าใจตามเท่านั้น”
กฎนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณะ หมายความว่า เป็นลักษณะทั่วไปหรือมีเหมือนกันในสิ่งทั้งปวง มีอยู่ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้
๑. อนิจจตา= ความเป็นของไม่เที่ยง อันได้แก่ ไม่ถาวร ไม่คงที่ ไม่แน่นอน เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป แปรปรวนไป
๒. ทุกขตา= ความเป็นทุกข์ อันได้แก่ ความเป็นของทนได้ยาก ทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ ต้อง แปรปรวนไป เพราะมีเหตุมีปัจจัยคือความเกิดขึ้น ความเสื่อมไปและความแปรปรวนไป
๓. อนัตตา= ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน อันได้แก่ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ขัดแย้งกับความเป็นตัวตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นของว่างเปล่า เป็นเพียงสิ่งสมมติ ไม่ใช่ของตนแท้จริง
อนิจจตาเป็นปรากฏการณ์ที่ประจักษ์ภายนอก เช่น ผมหงอก ฟันหลุด ผิวหนังเหี่ยวย่น เป็นต้น ส่วนทุกขตาเป็น “เนื้อใน” ของสิ่งนั้น หรือเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ การที่ผมหงอก ฟันหลุด ผิวหนังเหี่ยวย่นดังที่ปรากฏให้เห็นนั้นเป็นเพราะเนื้อแท้ของสิ่งเหล่านี้ไม่มีความสมบูรณ์ในตัว มันมีความ บกพร่องในตัวเอง มันจึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องมีอันเปลี่ยนแปลง
ประโยชน์ของการเข้าใจเรื่องอนิจจตา
๑. สามารถสร้างความก้าวหน้าหรือความเจริญให้แก่ตนเอง โดยหลีกเลี่ยงความเสื่อมได้โดยทำความเข้าใจว่า อะไรคือความเจริญและความเสื่อมได้ถูกต้องค้นหาสาเหตุแห่งความเจริญและความเสื่อมได้หาวิธีสร้างสาเหตุแห่งความเจริญและหลีกเลี่ยงสาเหตุแห่งความเสื่อมลงมือปฏิบัติตามวิธีนั้น ๆ
๒. สามารถปรับสภาพจิตใจตนเองได้ เมื่อรู้ว่าสภาพแห่งชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เราต้องไม่สิ้นหวังและเป็นทุกข์จนเกินไป เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจ และจะไม่ประมาท มัวเมาในเมื่อประสบกับสิ่งที่ตนปรารถนาสามารถเข้าใจในสถานการณ์ได้ตามความเป็นจริง จะไม่ปล่อยตนไปตามเหตุการณ์นั้น ๆ จนเกินไป จะพยายามหาทางที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดีงาม คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคแสดงอรรถ(ความหมาย) ของอนิจจตาไว้อย่างเดียวว่า ชื่อว่าเป็นอนิจจังโดยความหมายว่า เป็นของสิ้นไป ๆ (ขยฏฺเฐน) หมายความว่า เกิดขึ้นที่ไหนเมื่อใด ก็ดับไปที่นั่น เมื่อนั้น เช่น รูปธรรมในอดีต ก็ดับไปในอดีต ไม่มาถึงขณะนี้ รูปในขณะนี้ ก็ดับไปที่นี่ ไม่ไปถึงข้างหน้า รูปในอนาคตจะเกิดถัดต่อไป ก็จะดับ ณ ที่นั้นเอง ไม่ยืนอยู่ถึงเวลาต่อไปอีก ดังนี้เป็นต้น ต่อมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ท่านต้องการให้ผู้ศึกษาเข้าใจง่ายขึ้น จึงได้ขยายความหมายออกไปโดยนัยต่าง ๆ ยักย้ายคำอธิบายออกไปให้เห็นความหมายในหลาย ๆ แง่ และหลาย ๆ ระดับ ตั้งแต่ระดับคร่าว ๆ หยาบ ๆ ลงมาจนถึงความเป็นไปใน แต่ละขณะ ๆ เช่น เมื่อมองชีวิตของคน เบื้องต้นก็มองอย่างง่าย ๆดูช่วงชีวิตทั้งหมด ก็จะเห็นว่าชีวิตมีการเกิดและการแตกดับ เริ่มต้นด้วยการเกิดและสิ้นสุดลงด้วยความตาย เมื่อซอยลงไปอีก ก็ยิ่งเห็นความเกิดและความดับ หรือการเริ่มต้นและการแตกสลายกระชั้นถี่เข้ามา เป็นช่วงวัยหนึ่ง ๆ ช่วงระยะสิบปีหนึ่ง ๆ ช่วงปีหนึ่ง ๆ ช่วงฤดูหนึ่ง ๆ ช่วงเดือนหนึ่ง ๆ ฯลฯ ช่วงยามหนึ่ง ๆ ตลอดถึงชั่วเวลาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแต่ละครั้งแต่ละหน จนกระทั่งมองเห็นความเกิดดับที่เป็นไปในทุก ๆ ขณะ ซึ่งเป็นของมองเห็นได้ยากสำหรับคนทั่วไป อย่างไรก็ตามในสมัยปัจจุบันนี้ ที่วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามากแล้ว อนิจจตาหรือความไม่เที่ยง โดยเฉพาะในด้านรูปธรรม เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก จนเกือบจะกลายเป็นของสามัญไปแล้ว ทฤษฎี ต่าง ๆ ตั้งแต่ทฤษฎีว่าด้วยการเกิดดับของดาว ลงมาจนถึงทฤษฎีว่าด้วยการสลายตัวของปรมาณู ล้วนใช้ช่วยอธิบายหลักอนิจจตาได้ทั้งสิ้น
อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่
๑. เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไปคือเกิดดับ ๆ มีแล้วก็ไม่มี
๒. เป็นของแปรปรวนคือเปลี่ยนแปลงสภาพไปเรื่อย ๆ