สติ สัมปชัญญะ สุญตา ปัญญา รวมทั้งเมตตา กรุณา เป็นศาสนาเดิมจริงก็ได้ ความเรียบง่ายแสดงศาสนาที่แท้จริง คงไม่ใช่อยู่ที่ปากและอาภรณ์ ชายหรือหญิง ผู้ใหญ่และเด็ก แต่ดั้งเดิมศาสดาเป็นคนระเหเร่ร่อน ไม่มีที่ซุกหัวนอน ไม่ปรากฏว่าสรวมใส่อาภรณ์แสนจะอลังการณ์ ไม่ทราบว่ากินข้าวอะไรที่ไหน ไม่เคยประกาศโอ้อวดตัวท่าน ไม่แบกคัมภีร์โอ้อวดกัน ชีวิตท่านอยู่เพื่อความสันโดดมักน้อย เพื่อความสุขของมวลมนุษย์ ไม่สะสมข้าวของ เงินทอง ท่านจรลีไปทุกแว่นแคว้นที่มีคนทุกข์ยาก *** เอาแต่สงฆ์เราเดี๋ยวนี้ ท่านอวดความเป็น 'ขุนนางพระ' มีกุฏิที่แสนจะสบาย รับนิมนต์ไปสถานที่ทำให้ท่านมีหน้ามีตา ฉันอาหารอร่อยพิเศษที่ทายกทายิกานำไปถวาย หรือจัดซื้อด้วยเงินทองซึ่งเป็นพระวินัยต้องห้าม ครองจีวรผ้านอก ฯลฯ จาริกไปอเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา ฯลฯ มีไหมที่จะไปเผ่ยแผ่พระธรรมในอาฟริกา แม้แต่บังคลเทศแดนพุทธที่เกือบจะสูญสิ้นอุบากสกอุบาสิกา สงฆ์ สามเณร ท่านก็ไม่เคยรับรู้หรือทราบ นี่คงจะไม่ใช่สาวกในศาสนาใด ๆ อย่างแท้จริง น่าจะอาศัยใบบุญของศาสดาที่มีความเป็นอยู่อย่างทุกข์ยากต่างหาก ท่านไม่ได้โปรดสัตว์ให้มีดวงตาเห็นธรรม เพราะท่านก็ไม่ได้ดวงตาเห็นธรรม เพราะไม่ใช่ผู้ที่เข้าสู่กระแสพระนิพพาน (มรรค) อันนำไปสู่ 'ผล' หรือดวงตาเห็นธรรม (คือผู้ที่เป็นโสดา เป็นต้นไป) และหาได้เชื่อในพระนิพพานไม่ เพราะชีวิตท่านอยู่อย่างประมาท ยุ่งเรื่องชาวบ้านชาวเมือง จนลืมกิจของท่านที่ท่านให้ปณิธานโดยเปล่งวาจาเมื่อท่านบวช ว่า 'เราจะรับผ้าสากายะนี้ เพื่อจักทำพระนิพพานให้แจ้ง'