ความเห็น 787294

10 กลยุทธในการดูแลผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการสมองเสื่อม

เขียนเมื่อ 

มัทก็เคยหวังเช่นนั้นค่ะ ถามอ.พิชัยแล้วด้วย อ.ตอบว่า

การฝึกเจริญสติ หมายถึงฝึกฝนให้เกิดการ"รับ" และ การ"รู้" ให้ถูกตามความเป็นจริง ไม่วิปริตไป จนรู้เห็น"ธรรมตามความเป็นจริง" เรียกว่าเกิดปัญญารู้แจ้ง

แต่...มิได้หมายว่าจะช่วย ให้สภาพกายหรือรูปนั้นไม่เสื่อม เพราะทุกสรรพสิ่ง(รูปและนาม) ย่อมมีสภาพเสื่อมไป(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เป็นธรรมดา

ผู้ เจริญสติ เมื่อแก่เฒ่าลง มีสภาพร่างกายเสื่อมลงตามธรรมดาโลก แต่ก็มีสภาพจิตที่ดี คือ รู้ทันอาการที่เป็นไปนั้น อย่างปล่อยวาง ไม่ยึดติดหรือยึดติดน้อยลง ขึ้นอยู่กับว่าสภาพของรูปใดเสื่อมไป เช่น แขน ขา หู ตา สมอง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรม ยังมีสภาพสติที่ดีกว่า ปุถุชนคนธรรมดา ถึงแม้จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ แต่ในขณะจิตสุดท้ายก่อนจะดับ สติที่ฝึกมาดีแล้ว จะเข้ามาอุปถัมน์จิต จิตที่เกิดในวาระสุดท้าย จะเป็นจิตในระดับการรับรู้ในมโนทวาร คือเอาประจุกรรมสัญญาในภวังคจิตออกมา เป็นชนกกรรม (กรรมนำเกิด) ไปสู่สุคติภูมิแน่นอน

ดังนั้น จึงต่างกับผู้ที่ไม่เจริญสติ และไม่ประกอบกรรมดีเป็นทุนของชีวิตไว้ เมื่อในขณะสุดท้ายของจิตจึงเศร้างหมองเพราะ จิตรับอารมณ์จากกรรมที่มานำเกิด คือ อาจิณกรรม(กรรมที่ทำบ่อยๆ) นั่นเอง ขึ้นอยู่กับเคยทำกรรมอย่างไรไว้มากน้อยกว่ากัน

ฉะนั้น ผู้ที่เคยปฏิบัติธรรม เจริญสติ หรือประกอบกรรมดีมา แม้ว่า ในช่วงสุดท้ายของชีวิต สภาพทางกายอาจดูภายนอกย่ำแย่ ป้ำๆเป๋อๆ แต่เมื่อถึงวาระสุดท้าย ในขณะจิตสุดท้าย สติเจตสิกและกุศลเจตสิกจะเกิดขึ้นในจิตดวงสุดท้ายเพื่ออุปถัมน์จิตนั้นอย่าง แน่นอน ดังพุทธพจน์ที่ว่า

"จิตเต อสังกิลิเถ สุคติ ปาฏิกังขา"

เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันพึงหวังได้ ไม่ต้องสงสัยเลย" ดังนี้