(ต่อ)

อยู่ๆก็มีลมพัด เห็นฝุ่นฟุ้ง เห็นต้นไม้ขนาดเล็กลู่ตามลม... ลมม้วนตัวเป็นกรวยพัดใบไม้แห้ง เศษไม้ม้วนขึ้นไปในอากาศ .แต่ก็ยังไม่รุนแรงอะไร ซักพักก็หายไป. .ทางข้างหน้าเป็นโค้งหักข้อศอก พอรถพ้นโค้งออกมา....

“ นั่นไง เห็นศาลาวัดแล้ว อยู่ข้างหน้า” อ้ายเหวง. ตะโกนอย่างดีใจ.....

พวกเราถอนหายใจกัน ถึงเสียที. พอรถเข้าไปใกล้...เอ๊ะ...ทำไม่เงียบชอบกล หรือเจ้าภาพจัดงานไม่ใหญ่โต..ลุงบุญ จอดรถหน้าวัด ...???. ด้านหน้าวัดมีซุ้ม เป็นเสาไม้เนื้อแข็งสูง ประมาณ 5 เมตร.....

ด้านบนของเสาทำเป็นหลังคาเล็กๆครอบไว้ มีป้ายชื่อวัด..ติดอยู่ด้านบนระหว่างเสาสองต้น .ใจผมห่อเหี่ยวเพราะชื่อวัดไม่ตรงกับที่เราจะไป วัดนี้ไม่มีรั้ว เห็นแต่เสาไม้ เก่าๆ เอียงๆปักเป็นอาณาเขตวัด .....

พวกเราในรถมองหน้ากัน เลิ่กลั่ก ทำอะไรไม่ถูก .มองซ้ายมองขวา รอบๆบริเวณ อย่างตื่นกลัว ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่หลงทางกับ พ่อ แม่ ......

หน้าตาแต่ละคน เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด . ผมชะเง้อมองเข้าไปในบริเวณวัด ต้นโพธิ์ ต้น ไทร ขึ้นอยู่ทั่วไป พื้นลานทั่วไป เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง ไม่มีการเก็บกวาด เหมือนวัดร้าง หมา แมว ไม่มีให้เห็น ....

มีทางที่รถเข้าไปได้ .ผมบอกกับคนขับ. “ลุงบุญ .ขับเข้าไปเลย เผื่อเจอพระจะได้ถามทาง”......

รถเคลื่อนตัวช้าๆ เข้าไปในวัด บรรยากาศในรถเงียบสนิทได้ยินแต่เสียงแอร์รถยนต์ ครางอย่าสม่ำเสมอ..และเสียงหายใจ .ยาวๆของบางคน .ผมสังเกตสภาพภายใน บริเวณวัด เพ่งสายตา มองผ่านหน้าต่างรถออกไป..…

มีโบสถ์เก่าคร่ำครึ ไม่มีสีสัน ออกสีดำๆ หลังคามีรอยโหว่เห็น อยู่หลายรู กระเบื้องดินเผาที่เรียงเป็นหลังคา ดูทรุดโทรมไม่สวยงาม ข้างโบสถ์มีต้นไทรใหญ่ อายุคงเป็นร้อยปี มองเห็นรากใหญ่เลื้อยขึ้นมาเกาะ ผนังโบสถ์.....

ถัดมาประมาณ ซัก 100 เมตรเป็นที่ตั้ง ตัวศาลาวัด ลักษณะหลังคาทรงสูงแบบศาลาวัดทั่วไป เป็นไม้สักทั้งหลัง พื้นยกจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร มีเสาประมาณซัก 20 ต้น เอียงกันเป็นฟันโยก ..แสดงถึงความเก่าแก่ และทรุดโทรม..

ผนังข้างฝาศาลาตีด้วยไม้ระแนง .เป็นช่องๆ. โปร่งมองเห็นข้างในชัดเจน จนมองเห็นพระพุทธรูปตั้งอยู่มุมด้านหนึ่ง ผมกระซิบ เบาๆกับลุงบุญ ให้จอดตรงบันใด ศาลาวัด...

รถจอดสนิท... “ เอ้าพวกเรา...ลงไปดูอะไรกันหน่อย” ผมลงมาคนแรก มองดูเวลาหกโมงครึ่ง พระอาทิตย์กำลัง จะตกทางทิศตะวันตก .มองเห็นแสงเป็นสีแดงแสด. .อากาศเริ่มเย็น .ทุกคนมายืนรวมกัน...ตรงบันใดทางขึ้นศาลาวัด ชะเง้อ..มองขึ้นไปบนศาลาวัด ไม่เห็นใครซักคน...

อ้ายเหวง เอามือ ป้องปาก ตะโกน ขึ้นไปบนศาลาวัด.. “หลวงพ่อ คร๊าบบบบ...หลวงพ่อ คร๊าบบบบบ” มันตะโกนจนเสียงแห้ง ปรากฏได้ความเงียบกลับคืนมา .พระอาทิตย์ลับหายไปแล้ว..แต่ยังเหลือแสงเหลืองสลัว ให้พอมองเห็นหน้ากัน...

อะไรไม่ร้ายเท่า จู่ๆลมไม่รู้มาจากไหน พัดกระหน่ำเข้ามาในวัดที่พวกเรายืนอยู่ ได้ยินเสียงใบไม้แห้ง..โกรกกรากลากไปตามพื้นและปลิวว่อน...ขึ้น เหนือพื้นดิน...